พบกับเหล่า “ไครนอยด์” (Crinoid) สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋ว ที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกเมื่อ 280 ล้านปีก่อน

นี่คือภาพฟอสซิลของสัตว์ดึกดำบรรพ์นามว่า “ไครนอยด์” (Crinoid) ที่ถูกฝังอยู่ในหินปูนยุคเพอร์เมียน อายุกว่า 280 ล้านปี และถึงแม้มันจะมีหน้าตาเหมือนเอเลี่ยน แต่ความจริงแล้วมันเป็นสัตว์ตระกูลเดียวกับดาวทะเลและเม่นทะเล

โดย ไครนอยด์ เป็นสัตว์ทะเลจากยุค ยุคพาลีโอโซอิก (Paleozoic era) ที่มีหน้าตาคล้ายพืช พวกมันถูกจัดอยู่ในตระกูล เอคไคโนเดอมาตา (Echinodermata) มีขนาดทั่วไปยาว 10.5 เซนติเมตร โดยจุดเด่นของไครนอยด์อยู่ที่ ส่วนหัวที่มีลักษณะเหมือนต้นไม้ หรือพุ่มดอกไม้ มีช่วงตัวที่คล้ายลำต้นเป็นข้อ ๆ มีรูตรงกลางซ้อนต่อกัน และส่วนล่างสุดที่เหมือนรากของต้นไม้แผ่กระจายออกไป ซึ่งทำหน้าที่ยึดเกาะพื้นทะเล

ทั้งนี้ บางข้อมูลระบุว่า ไครนอยด์ปรากฎตัวขึ้นตั้งแต่ ยุคออร์โดวิเชียน (Ordovician) หรือประมาณ 485 ปีก่อน และแพร่กระจายพันธุ์อย่างรวดเร็วในยุคพาลีโอโซอิก ก่อนจะมีจำนวนลดลงเรื่อย ๆ จากการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่และเหลือรอดมาถึงปัจจุบันเพียง 600 สปีชีส์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม จุดเด่นที่ทำให้ไครนอยด์ต่างจากสัตว์ในตระกูลเดียวกันคือ ขาที่มีลักษณะเป็นหลอดเล็ก ๆ ซึ่งในบางตัวยาวได้ถึง 1 เมตร โดยมันจะเคลื่อนตัวไปเกาะบนหินปูน หรือปะการังเพื่อเพิ่มโอกาสในการหาอาหาร ก่อนจะใช้ส่วนที่ยาวที่สุดของขาที่มีพู่ห้อยติดอยู่ยื่นออกไปเสมือนเป็นตะข่ายใช้สำหรับดักจับแพลงก์ตอนหรืออาหารอื่น ๆ ที่ลอยมากับน้ำอีกด้วย

ปัจจุบัน ฟอสซิลไครนอยด์นับเป็นสิ่งที่หายามาก แม้จะมีโอกาสพบได้ทั่วโลก แต่จากข้อมูลระบุว่าสามารถพบได้บ่อยสุดแถบตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งนับเป็นของที่มีมูลค่าอย่างมากในสายตานักสะสม โดยฟอสซิลของไครนอยด์มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 26,000 บาท ไปจนถึง 750,000 บาท เลยทีเดียว

หน้าตาของเจ้าไครนอยด์ (Crinoid) ที่ถูกฝังอยู่ในหินปูน ซึ่งมีราคาอยู่ที่ 750,000 บาท

Fact – เมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา มีชาวบ้านค้นพบ ไครนอยด์  บริเวณสวนปาล์ม  ต.พระเพลิง อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว ซึ่งจากผลการตรวจสอบพบว่า เป็นซากดึกดำบรรพ์ของไครนอยด์ บริเวณส่วนของลำต้น (Crinoid stem) และราก (Holdfast) ที่ฝังอยู่ในหินปูนยุคเพอร์เมียน อายุประมาณ 285-250 ล้านปี โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า “ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพิบชิ้นส่วนของไครนอยด์ในพื้นของประเทศไทย แต่ชิ้นส่วนที่พบก็จะมีลักษณะไม่สมบูรณ์ เนื่องจากการพัดพาของกระแสน้ำในช่วงหลายร้อยล้านปีที่ผ่านมา ทำให้ฟอสซิลเกิดการแตก หัก จนไม่เหลือสภาพเดิมในที่สุด”