นักสำรวจบังเอิญพบ “กวางแวมไพร์” ครั้งแรก หลังเชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว เมื่อ 60 ปีก่อน

สำหรับเรื่องนี้ต้องย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว (2009) เมื่อนักสำรวจกลุ่มหนึ่งได้เข้าไปสำรวจพื้นที่ป่าในเขตจังหวัดนูริสถาน ประเทศอัฟกานิสถาน และได้บังเอิญพบกับ กวางแคชเมียร์ หรือ กวางเขี้ยวดาบ อีกครั้ง หลังตามบันทึกระบุไว้ว่า มันสูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อ 60 ปีก่อน จากนั้นพวกเขาจึงถ่ายภาพและจดบันทึกข้อมูลเท่านั้น โดยไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับมัน และเมื่อนำข้อมูลกลับมาทางการจึงได้เปลี่ยนสถานะของมันเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์แทน

ทั้งนี้กวางแแคชเมียร์ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในชื่อ กวางแวมไพร์ (Vampire Deer) เนื่องจากลักษณะเขี้ยวที่ยาวคล้ายผีดูดเลือด ยาวประมาณ 7.5 ซม. และตัวเมียจะมีขนาดสั้นกว่า เพื่อใช้ในการสู้กันเองไม่ได้ใช้ล่าสัตว์แต่อย่างใด (เพราะพวกมันเป็นสัตว์กินพืช) มีชื่อทางการว่า Musk deer และชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Moschus ถิ่นอาศัยอยู่ในป่าและเทือกเขาสูงทางตอนใต้ของเอเชีย โดยเฉพาะบนเทือกเขาหิมาลัย เป็นสัตว์ที่พบเห็นได้ยากมากเพราะถูกล่าอย่างหนัก และพวกมันรักสันโดษ

พรานในอดีตนิยมล่ากันมากเพื่อนำต่อมผลิตกลิ่นของมันมาขายในตลาดมืด เนื่องจากกวางชนิดนี้มีลักษณะพิเศษ คือมีต่อมผลิตกลิ่นเฉพาะตัว ที่เรียกว่า Musk เป็นต่อมที่อยู่ในตำแหน่งระหว่างสะดือกับอวัยวะเพศ สามารถสร้างกลิ่นได้รุนแรงมาก ใช้ในการแสดงอาณาเขตของตน และดึงดูดต่อตัวเมีย เพราะคนเราเชื่อว่าหากนำต่อมของมันมาต้มกินจะกลายเป็นยาชั้นเลิศสามารถรักษาหายได้ทุกโรค

ราคาต่อน้ำหนักต่อมกลิ่นอยู่ที่ กิโลกรัมละ 9.5 แสนบาท เลยทีเดียว ราคาสูงขนาดนี้ไม่แปลกใจเลยที่มันถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์

ปัจจุบัน พวกมันได้รับการคุ้มครองจากสมาคมอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า (Wildlife Conservation Society) โดยพวกเขาตั้งใจนำพวกมันมาดูแลก่อน และหากมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นก็จะปล่อยกลับสู่ป่า แต่ตามรายงานไม่ได้ระบุว่า ตอนนี้พวกมันมีจำนวนเพิ่มขึ้นกี่ตัว ซึ่งก็ดีแล้วล่ะครับ เพราะหากประกาศออกไปอาจถูกผู้ที่ทำธุรกิจในตลาดมืดตามล่าอีกก็ได้

สาเหตุที่คนจากสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า ต้องนำตัวของพวกมันมาดูแลในพื้นที่ของตนเองก็เพราะ ตั้งแต่อดีตจนถึงตอนนี้ (1971 – ปัจจุบัน) สงครามแคชเมียร์ การสู้รบระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน ยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด จึงทำให้ทางสมาคมต้องแอบเข้าไปในเขตพื้นที่สงครามเพื่อนำตัวของพวกมันออกมา สุดยอดจริง ๆ  ครับ ขอชื่นชมจากใจ