“ไดโนซูคัส” (Dinosuchus) จระเข้ดึกดำบรรพ์ ขนาดเท่ารถบัส… ที่กินไดโนเสาร์เป็นอาหาร

เมื่อประมาณ 75 ล้านปีก่อน “ไดโนซูคัส” (Dinosuchus) คือสัตว์กินเนื้อที่น่าเกรงขามที่สุดในหนองน้ำ ชายฝั่งของทวีปอเมริกาเหนือ มีขนาดยาวกว่า 12 เมตร หนักราว 7,000 กิโลกรัม (ใหญ่กว่าจระเข้ปัจจุบัน 10 เท่า) ด้วยขนาดมหึมานี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันเป็นนักล่าที่ใหญ่ที่สุดในแหล่งน้ำจืด ณ เวลานั้น

ซึ่งอาหารของพวกมัน คือเหล่าไดโนเสาร์ที่อาศัยอยู่ใกล้หนองน้ำหรือไดเสาร์ทุกตัวที่มากินน้ำ ซึ่งเจ้าไดโนซูคัสสามารถจัดการกับไดโนเสาร์ได้ทุกชนิด หลายครั้งนักวิจัยพบรอยเขี้ยวของพวกมันฝังอยู่บนร่างของไดโนเสาร์หลายชนิดไม่ว่าจะไดโนเสาร์กินพืชหรือกินเนื้อก็เสร็จมันทุกราย

โดยไดโนซูคัสนั้นถูกพบครั้งแรกในรัฐมอนทานา ประเทศอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.1909 โดยวิลเลียม เจคอบ ฮอลแลนด์ ซึ่งเดิมทีนักวิจัยเข้าใจว่า ไดโนซูคัสมีเพียงชนิดเดียวและสายพันธุ์เดียวในโลก แต่จากการศึกษาล่าสุดในปี 2018 ที่ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Vertebrate Paleontology ระบุว่า แท้จริงพวกมันมีสายพันธุ์ที่แยกออกมาอีก 3 สายพันธุ์ : Deinosuchus hatcheri, Deinosuchus riograndensis, Deinosuchus Schwimmeri

ฟันของมัน 1 ซี่ มีขนาดเท่ากล้วยหอม 1 ผล

ทั้งนี้ อดัม คอสเซตต์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก อธิบายว่า “แม้ไดโนซูคัสจะถูกจัดให้เป็นจระเข้ แต่จากลักษณะทางกายวิภาคมันดูจะเป็นอัลลิเกเตอร์เสียมากกว่า” อีกทั้ง อดัมกล่าวเพิ่มเติมว่า “พวกเราอาจเข้าใจผิดมาตลอดว่า จระเข้ในปัจจุบันมีหน้าตาไม่ต่างจากในยุคไดโนเสาร์ แต่ในมุมของนักบรรพชีวินนั้น จระเข้ในปัจจุบันแทบไม่มีอะไรเหมือนกับจระเข้ในยุคดึกดำบรรพ์เลยล่ะ”

นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบว่า พวกมันสูญพันธุ์ไปก่อนที่เหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (Mass Extinction) ของไดโนเสาร์จะเกิดขึ้นเสียอีก ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจอย่างมาก เพราะไดโนซูคัสคือนักล่าที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในยุคนั้น ซึ่งแหล่งอาหารของพวกมันก็ยังคงมีอยู่เหลือเฝือ สิ่งนี้ทำให้นักวิจัยต่างพากันตั้งข้อสงสัยว่า พวกมันสูญพันธู์ไปได้อย่างไร ?

ซึ่งนักวิจัยตั้งข้อสันนิษฐานไปต่าง ๆ นา ๆ แต่ที่ดูน่าจะเป็นไปได้มากที่สุด คือข้อสันนิษฐานที่ว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมโลก ที่น้ำทะเลเอ่อล้นเข้ามาในหนองน้ำทำให้ไดโนซูคัสสูญเสียที่อยู่อาศัยและแหล่งผสมพันธุ์ เมื่อไม่มีทั้ง 2 สิ่งนี้ การขยายพันธุ์จึงไม่เกิดขึ้น + ขนาดตัวที่ใหญ่ ทำให้ไม่สามารถวิ่งล่าเหยื่อบนบกได้ จนกระทั่งสูญพันธุ์ไปในที่สุดนั่นเอง อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น ยังคงมีปริศนาอีกมากที่นักวิจัยยังไม่ทราบเกี่ยวกับจระเข้ชนิดนี้ครับ

Fact – เลือดจระเข้ (Crocodile’s blood) มีคุณสมบัติพิเศษ สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรียได้เกือบทุกชนิด เพราะใช้สำหรับป้องกันแบคทีเรียและเชื้อโรคต่าง ๆ ที่อยู่ในหนองน้ำและบึงที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของจระเข้ ซึ่งนักวิจัยทดลองแล้วพบว่ามันมีประสิทธิภาพสามารถฆ่าเชื้อ HIV ได้ ในอนาคตอาจพัฒนามาใช้เป็นวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้มนุษย์