ในวันที่ “ไอน์สไตน์” ถูกเสนอให้เป็น “ปธน.ของประเทศ” แต่เขาปฏิเสธ-โดยให้เหตุผลดังนี้

หลังประธานาธิบดีคนแรกของประเทศอิสราเอล ไคม์ ไวซมานน์ (Chaim Weizmann) เสียชีวิตลงในวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ.1952 ไอน์สไตน์ได้รับเชิญให้รับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป “แต่เขาปฏิเสธ” โดยในจดหมายมีใจความว่า – เขาขาดซึ่งคุณสมบัติและประสบการณ์ ควรให้บุคคลอื่นที่มีความเหมาะสมมาบริหารประเทศจะดีกว่า รวมทั้งเขายังแก่เกินไปแล้วด้วย (ขณะนั้นไอน์สไตน์อายุ 73 ปี)

จดหมายจากรัฐบาลอิสราเอล ที่จ่าหน้าซองถึงไอน์สไตน์

ว่าแต่ทำไมรัฐบาลถึงตัดสินใจเลือกบุคคลที่ไม่มีสัญชาติอิสราเอลเป็นปธน.คนต่อไปด้วยล่ะ ? นั่นก็เพราะ : แม้ไอน์สไตน์จะเกิดที่เยอรมันแต่เมื่อเขาโตพอก็ตัดสินใจได้ว่า “จะไม่ขอเป็นพลเมืองของประเทศชาตินิยมทุกรูปแบบ” จึงทำให้เขาเลือกที่จะเป็นบุคคลไร้สัญชาติเสียดีกว่า แต่ไม่นานก็ได้รับสัญชาติสวิสหลังจากเข้ามหาวิทยาลัยซูริค ในปี ค.ศ.1901

ต่อมาปี ค.ศ.1909 หลังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต (ซึ่งตอนนั้นกลายเป็นบุคคลดังระดับโลกแล้ว เพราะก่อนจะได้รับปริญญาเอก เขาได้ตีพิมพ์ผลงานสะท้านวงการ 3 ชิ้น 1.ทฤษฎีโฟตอน 2.ทฤษฎีสัมพันธภาพพิเศษ 3.กลศาสตร์เชิงสถิติ) ทำให้นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ต้องเดินทางไปบรรยายยังประเทศต่าง ๆ ผ่านการเชิญชวนของผู้ทรงอำนาจทั่วโลก

ข้อความตอนหนึ่งในจดหมาย ที่ตอบโดยไอน์สไตน์เอง

กระทั่ง ค.ศ.1925 ไอน์สไตน์ได้เดินทางไปยังประเทศปาเลสไตน์ และได้รู้จักกับ ไคม์ ไวซมานน์ ประธานองค์การไซออนนิส (กลุ่มเรียกร้องแผ่นดินบ้านเกิดให้กับชาวยิว-โดยมีเป้าหมายคือการจัดตั้งประเทศอิสราเอล) และเหมือนโชคชะตาที่ทั้ง 2 เป็นศาสตราจารย์และชาวยิวเหมือนกัน ไอน์สไตน์จึงตั้งใจที่จะช่วยให้องค์กรนี้ก่อตั้งประเทศอิสราเอลให้ได้ (โดยใช้ชื่อเสียงของไอน์สไตน์ เป็นตั๋วชั้นยอดในการเดินสายระดมทุนและพบปะผู้มีอำนาจ)

และสุดท้ายพวกเขาก็ทำสำเร็จ – ค.ศ.1948 อังกฤษได้ประกาศก่อตั้งประเทศอิสราเอล โดยมี ไวซมานน์ เป็นประธานาธิบดีคนแรก และเมื่อไวซมานน์จากไป ทางรัฐบาลจึงได้เชิญไอน์สไตน์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 2 นั่นเอง (ไม่ต้องห่วงเรื่องสัญชาติเลยครับ เพราะขณะนั้นเขาถือสองสัญชาติร่วมอยู่แล้ว ‘สวิส-อเมริกัน’ ถ้าเพิ่มเข้าไปอีกสักหนึ่งจะเป็นไรไป)

Fact – ไอน์สไตน์เคยกล่าวว่า สิ่งที่เขาชอบมากที่สุดเกี่ยวกับประเทศอิตาลีก็คือสปาเก็ตตี้ และอย่างที่เรารู้กัน การกินแป้งมากเกินไปนั้นไม่ดี แต่ไอน์สไตน์ให้เหตุผลว่า เนื่องจากเขาเป็นนักคิด ทำให้การบริโภคแป้งจำนวนมากเป็นสิ่งที่ดี

เพราะสมองต้องใช้พลังงานกว่า 20% จากแหล่งพลังงานทั้งหมดในร่างกาย ทั้งเซลล์ประสาทยังไม่สามารถสะสมพลังงานไว้ได้เอง ทำให้การป้อนพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตอย่างต่อเนื่องสำคัญต่อการทำงานของสมองมาก การอดแป้งจึงทำให้เกิดอาการมึนงงปวดศีรษะ ความจำแย่ และมีปฏิกิริยาตอบสนองช้าลงด้วย