ปรากฏการณ์ “ทอร์นาโดไฟ” ที่มีพลังทำลายล้างสูง เกิดขึ้นได้อย่างไรกัน ?

ปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “เสาเพลิงหมุน” (Fire whirl) แต่คนนิยมเรียกว่า “ทอร์นาโดไฟ” (Firenado) มากกว่าครับ โดยปกติจะมีความสูงประมาณ 10 – 50 เมตร มีความกว้างประมาณ 3 เมตร แต่ละลูกจะเกิดขึ้นกินเวลา 2-3 นาที คาดว่าอุณหภูมิภายในร้อนถึง 1,090°C

ตามบันทึก (ไม่เป็นทางการ) ระบุไว้ว่า ลูกใหญ่ที่สุดคือ “มหาเสาเพลิงหมุน” ที่มีความสูงกว่า 1,000 เมตร ความเร็วลม 160 กม./ชม. และเกิดขึ้นกินเวลานานกว่า 20 นาที อีกทั้งการเข้าควบคุมยังเป็นไปได้ยาก เนื่องจากเมื่อทำการฉีดน้ำเข้าใส่ เสาเพลิงจะพัดหมุนน้ำเหล่านั้นให้กลายเป็นละอองน้ำ หมายความว่า การฉีดน้ำแทบไม่ช่วยอะไร ทุกครั้งเจ้าหน้าที่ต้องปล่อยให้มันสงบเอง

และถึงแม้จะทรงพลัง แต่ก็ใช่ว่าปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นง่าย ๆ นะครับ เพราะต้องอาศัยตัวแปรหลายอย่างที่อยู่ในสภาวะเฉพาะ (อากาศและกระแสลมต้องเหมาะสมเท่านั้น) ซึ่งมักมีต้นกำเนิดมาจาก “ไฟป่า” (Wildfires) เมื่อกระแสลมพัดมาพบกับไฟแล้วยกตัวขึ้น จะเกิดการหมุนวนหอบเอาไฟขึ้นไปด้วย จนเกิดเป็น “เสาเพลิงหมุน”

ตัวอย่างเหตุการณ์ “เสาเพลิงหมุนครั้งรุนแรง” ที่เคยเกิดขึ้นจริง

  • ปี 1923 คันโต ประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากในช่วงเวลานั้นเกิดแผ่นดินไหวลูกใหญ่ทำให้ทั้งเมืองเกิดเพลิงไหม้ และเมื่อผสานเข้ากับแรงลมแล้ว จึงเกิดเป็น เสาเพลิงหมุน ที่ปรากฏอยู่นาน 15 นาที จากเหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 38,000 คน
  • ปี 1926 แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา หลังจากที่ฟ้าได้ผ่าโกดังเก็บน้ำมันแห่งหนึ่งในเมือง ก็ทำให้เกิดระเบิดอย่างรุนแรง ปริมาณน้ำมันกว่า 8 ล้านบาร์เรลถูกเผาไปหมดสิ้น อาณาเขตการเผาไหม้กระจายไปกว่า 2,200 ไร่ ทำให้เกิดเสาเพลิงหมุนกว่าพันครั้ง เผาไหม้ทุกสิ่งเพราะแต่ละลูกวิ่งไปไกลกว่า 5 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์ จึงจะสามารถควบคุมเพลิงได้ (ผู้เสียชีวิต 2 ราย)
  • ปี 1871 เกิดไฟป่าลามท่วมทุ่งชิคาโก จนเกิดเป็น เสาเพลิงหมุน โดยเคลื่อนที่มุ่งหน้าไปยังเมืองเพชติโกวิส รัฐวิสคอนซิน ด้วยความเร็ว 100 ไมล์ต่อชั่วโมง อุณหภูมิ 371 องศาเซลเซียส มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 2,000 ราย