หญิงสาวผู้รอดชีวิตจากเครื่องบินตก แถมต้องเอาชีวิตรอดในป่าแอมะซอน 10 วัน !

“ยูลีอาเน่อ เคิพเกอ” (Juliane Koepcke) หญิงสาวชาวเยอรมัน วัย 17 ปี ผู้รอดตายจากเหตุการณ์เครื่องบินตกที่ระดับความสูง 10,000 ฟุต (3 กิโลเมตร) กลางป่าแอมะซอน ประเทศเปรู อีกทั้งเธอยังสามารถเอาชีวิตรอดอยู่ในนั้นนาน 10 วัน ! จนกระทั่งได้รับความช่วยเหลือ

ย้อนไปเมื่อปี 1971 ยูลีอาเน่อ และแม่ของเธอชื่อ มาเรีย เคิพเกอ ได้เดินทางจากเมืองลิม่า (Lima) ไปยัง ปูกัลปา (Pucallpa) ประเทศเปรู เพื่อพบพ่อชื่อ ฮันส์ วิลเฮล์ม เคิพเกอ ในวันคริสต์มาสอีฟ ที่ศูนย์วิจัยสัตว์ป่าที่ตั้งอยู่ในส่วนลึกของป่าแอมะซอน โดยทั้งพ่อและแม่เป็นนักสัตววิทยาที่มีชื่อเสียงจากประเทศเยอรมัน

เธอออกเดินทางในวันที่ 24 ธันวาคม 1971 เวลา 11.00 น. ไปกับสายการบิน LANSA เที่ยวบิน 508 ซึ่งวันนั้นสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้เครื่องบินดีเลย์ไปกว่า 7 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามเธอยืนยันที่จะเดินทางไปพบพ่อของเธอให้ได้ โดยปกติแล้วระยะเวลาการเดินทางจากเมืองลิม่า ไปยัง ปูกัลปา จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่หลังจากออกเดินทางมาได้ครึ่งชั่วโมง จู่ ๆ ก็เกิดพายุฝนฟ้าคะนองอย่างหนักทำให้เครื่องบินตกหลุมอากาศรุนแรง จนสัมภาระในห้องโดยสารปลิวกระจายไปทั่ว และเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง พบว่าปีกซ้ายของเครื่องบินถูกฟ้าผ่าจนระเบิดและเครื่องยนต์เกิดไฟลุกท่วม

เธอให้สัมภาษส์กับ BBC ว่า “ทั้งห้องโดยสารเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงสัญญาณเตือน แม่พูดขึ้นมาว่า นี่คงเป็นจุดจบแล้วล่ะ” ซึ่งนั่นเป็นคำพูดสุดท้ายที่เธอได้ยินจากแม่ ก่อนที่ปีกจะหลุดและแรงลมดูดตัวเธอที่ติดอยู่กับเก้าอี้โดยสารปลิวออกนอกตัวเครื่อง ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นคือต้นไม้สีเขียวหมุนพุ่งเข้าหาตัวเธอก่อนที่จะสลบไป

เธอรู้สึกตัวอีกครั้งท่ามกลางป่าแอมะซอน รอบตัวเต็มไปด้วยซากเครื่องบินที่กระจัดกระจาย กระทั่งเธอรู้ตัวว่า ตัวเองรอดตายจากเครื่องบินตก ! แต่ถึงอย่างนั้นร่างกายเธอก็เต็มไปด้วยบาดแผล (ไหปลาร้าหัก รอยแผลขูดที่แขน เอ็นหัวเข่าฉีก ตาบวมแดงก่ำเพราะเส้นเลือดฝอยตาแตก และแผลลึกที่ขา) เมื่อตั้งสติได้ เธอพยายามออกตามหาแม่และผู้รอดชีวิตทันที

เวลาผ่านไป 3 วัน เธอไม่พบแม่และผู้รอดชีวิตคนอื่น ๆ มีเพียงศพและซากเครื่องบินที่แตกกระจายกินพื้นที่ไปกว่า 5.8 ตารางไมล์ จนมั่นใจแล้วว่าเธอคือคนเดียวที่รอดจากเหตุการณ์ครั้งนี้

ภาพจากสารคดี Wing of hope (1998) เธอกลับไปดูซากเครื่องบินที่เธอนั่งมากับแม่เมื่อ 20 ปีก่อน

เข้าวันที่ 4 ยูลีอาเน่อ ตัดสินใจเดินทางไปตามลำห้วยในป่า เพื่อตามหาผู้คนและขอความช่วยเหลือ เนื่องจากพ่อแม่ของเธอเคยสอนว่า บริเวณที่ใกล้แหล่งน้ำจะมีผู้คนอาศัยอยู่เสมอ แต่ความยากลำบากก็คือ เธอสวมชุดมินิเดรสแขนกุดในวันเดินทาง ซึ่งไม่เหมาะกับการเดินป่าอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเหลือรองเท้าแค่ข้างเดียว บาดแผลเต็มตัว และเธอสายตาสั้นมาก (แว่นหายระหว่างเครื่องบินตก)

ตลอดระยะยเวลา 9 วันในป่า เธอประทังชีวิตด้วยขนมที่เก็บได้จากซากเครื่องบิน จนกระทั่งเข้าวันที่ 10 เธอพบกับกระท่อมไม้ที่ไม่มีคนอยู่และเรือมอเตอร์ลำหนึ่งจอดอยู่ใกล้ ๆ ตอนนี้แผลเธอติดเชื้อ เต็มไปด้วยหนอนกว่า 30 ตัว ซึ่งจำได้ว่าพ่อเคยใช้น้ำมันเบนซิลล้างแผลติดเชื้อให้สุนัข เธอจึงดูดน้ำมันจากมอเตอร์เรือมาล้างแผล จากนั้นจึงไปนอนพักฟื้นร่างกายที่กระท่อมหลังนั้น

เช้าวันรุ่งขึ้น มีเสียงผู้ชายคุยกันอยู่นอกกระท่อม เธอเล่าว่า “มันเหมือนกับเสียงทูตสวรรค์ แต่สภาพของฉันในตอนนั้นไม่ต่างจากศพเดินได้ เมื่อฉันโผล่หน้าออกไป มันทำพวกเขาแทบช็อคเลยล่ะ” อย่างไรก็ตามเธอได้รับการช่วยเหลือ จนในที่สุดก็ได้พบพ่อ และไม่กี่วันถัดมาศพของแม่ก็ถูกพบซึ่งจากการวินิจฉัยพบว่า แม่ของเธอเองก็รอดชีวิตจากเครื่องบินตกเช่นกัน แต่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเสียชีวิตในหลายวันต่อมา

นักวิทยาศาตร์มั่นใจว่า การรอดตายอย่างกับปฏิหารย์ของเธอ สาเหตุมาจากเก้าอี้ที่ติดอยู่กับตัวเธอช่วยชะลอความเร็ว อีกทั้งต้นไม้ที่แน่นหนายังช่วยลดแรงกระแทกก่อนเธอจะตกถึงพื้น และอีกปัจจัยสำคัญคือ การที่เธอถูกดูดออกนอกตัวเครื่องนั้นทำให้เธอรอดจากแรงระเบิดของเครื่องบิน นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอรอดตายได้นั่นเอง

เรื่องราวของเธอโด่งดังไปทั่วโลกจนถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Miracles Still Happen (1974) และสารคดีเรื่อง Wings of Hope (1998) ซึ่งหลังจากเหตุการณ์รอดตายในครั้งนั้น ทำให้เธอกลายเป็นโรคกลัวการขึ้นเครื่องบิน (Aero Phobia) และต้องใช้เวลารักษาอยู่นานหลายปี ปัจจุบันเธออายุ 66 ปี เป็นนักสัตววิทยาเช่นเดียวกับพ่อและแม่ ทำงานเป็นนักวิจัยเกี่ยวกับค้างคาวโดยเฉพาะ อยู่ที่ประเทศเยอรมันนี