พบซาก “วิหารไบแซนไทน์” จมอยู่ใกล้ชายหาด ซึ่งอยู่ตรงนั้นมา 1,600 ปี (โดยไม่มีใครสังเกตมาก่อน)

เมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา ระหว่างการสำรวจทางอากาศของทีมนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยบูร์ซา อูลูดัก ประเทศตุรกี จู่ ๆ พวกเขาต่างต้องตกตะลึงเมื่อได้เห็นเศษซากของวิหารโบราณโผล่ขึ้นมาเกือบเท่าระดับน้ำของทะเลสาบอิสนิก ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีใครเคยพบมันมาก่อน แม้จะอยู่ห่างจากชายฝั่งของเมืองโบราณไนเซียเพียง 20 เมตร ก่อนที่การตรวจสอบในภายหลังจะยิ่งตอกย้ำความน่าตกใจว่า ซากวิหารดังกล่าวมีอายุเกือบ 1,600 ปีเลยทีเดียว

โดยหลังจากผู้เชี่ยวชาญดำน้ำลงไปตรวจสอบประมาณ 3 ชั่วโมง พวกเขาพบว่านี่คือ “มหาวิหารยุคไบแซนไทน์” ตอนต้น (ช่วงปลายศตวรรษที่ 4 ถึงต้นศตวรรษที่ 5) ที่มีร่องรอยของสถาปัตยกรรมของคริสตจักรยุคแรก อาทิ ห้องทำพิธีกรรมและทางเดินกลางที่แยกออกเป็น 3 ส่วนหลัก อีกทั้งวิหารแห่งนี้ยังถูกสร้างทับโครงสร้างเดิมที่เป็นโบสถ์จากศตวรรษที่ 2 ซึ่งถือเป็นวิธีปฏิบัติในยุคนั้น

นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่า โครงสร้างเดิมที่เป็นโบสถ์ของวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นักบุญชาวกรีกนามว่า “นีโอไฟโตส” (Neophytos) ซึ่งเป็นนักบุญที่ได้รับความเคารพอย่างมากในช่วงนั้น แต่กลับถูกทหารโรมันสังหารในปี ค.ศ.303 ด้วยวัยเพียง 16 ปี โดยการสำรวจเพิ่มเติมยังพบโครงกระดูกของเด็กเล็กและผู้ใหญ่ในบริเวณดังกล่าว ซึ่งน่าจะเป็นผู้เลื่อมใสที่อยากฝังร่างตัวเองไว้กับนักบุญที่เคารพ

มุสตาฟา ชาฮิน ศาสตราจารย์ภาควิชาโบราณคดี กล่าวว่า “เราพบชื่อของนักบวชนีโอไฟโตสในการสำรวจ ซึ่งเป็นนักบวชคริสเตียนที่เคร่งศาสนาและต่อต้านความเชื่อของพวกนอกรีต โดย ณ ขณะนั้น คริสต์ศาสนายังไม่ได้รับการยอมรับในยุคของจักรพรรดิไดโอคลีเชียนและจักรพรรดิกาเลริอุส ด้วยเหตุนี้ นีโอไฟโตสจึงถูกจับไปทรมานจนตาย ก่อนที่ 10 ปีต่อมา พระราชกฤษฎีกาแห่งมิลานจะประกาศยอมรับศาสนาคริสต์อย่างถาวรในจักรวรรดิโรมัน”

ในส่วนของวิหารที่สร้างทับนั้น ศาสตราจารย์ซาฮิน กล่าวเสริมว่า “มีความเป็นไปได้ที่วิหารแห่งนี้อาจสร้างขึ้นโดยจักรพรรดิคอมโมดัสแห่งโรมันเพื่ออุทิศแด่เทพเจ้าอพอลโล เนื่องจากสถาปัตยกรรมมีความคล้ายคลึงกับโบสถ์ Hagia Sophia ที่มีการค้นพบก่อนหน้า นอกจากนี้ในระหว่างการขุดค้น นักวิจัยยังได้พบเหรียญและชิ้นส่วนของตะเกียงโบราณที่น่าจะเป็นส่วนประกอบภายใน “วิหารอะพอลโล” ด้วย

ทั้งนี้ จากการประเมินของนักโบราณคดี พบว่า โครงสร้างทั้งหมดที่สร้างขึ้นอาจพังทลายลงระหว่างเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภูมิภาคนี้เมื่อปี ค.ศ.740 โดยการค้นพบในครั้งนี้ ก็มาจากปัญหาภัยแล้งที่ทำให้ระดับน้ำลดลงด้วยเช่นกัน โดยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา (ปี 2014) มีการค้นพบสิ่งประดิษฐ์จากยุคโบราณเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของตุรกีและผู้เชี่ยวชาญหลายคนกำลังประเมินความเป็นไปได้ที่จะทำให้วิหารแห่งนี้กลายเป็น “พิพิธภัณฑ์โบราณคดีใต้น้ำ” เพื่อให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวประจำภูมิภาคนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ประชาชนจะได้มีโอกาสชมความงดงามของสถาปัตยกรรมเก่าแก่กว่าหนึ่งพันปีในอนาคตอันใกล้

เพิ่มเพื่อน