พบกับ “Hells Bells” (ระฆังนรก) ที่ใหญ่สุดในโลก อายุกว่า 5,000 ปี ที่ปรากฏในถ้ำใต้หลุมยุบ

หินย้อยรูปร่างแปลกประหลาดที่ทุกคนเห็นอยู่นี้ มีชื่อว่า “Hells Bells” (ระฆังนรก) ถูกพบในถ้ำใต้หลุมยุบเอล ซาโปเต (El Zapote) ลึกลงไปราว 29-35 เมตร บริเวณคาบสมุทรยูคาทาน (Yukatan) รัฐกินตานาโร ประเทศเม็กซิโก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วหินย้อยจะมีลักษณะเป็นรูปทรงแหลมยาวห้อยลงมา แต่หินย้อยที่ถูกพบในถ้ำเอล ซาโปเต กลับมีลักษณะเป็นรูปกรวยคว่ำ ภายในกลวง คล้ายระฆังหรือโคมไฟ

(ซ้าย) หลุมยุบ El Zapote, (ขวา) หินย้อยระฆังนรก (Hells Bells)

สำหรับสาเหตุที่มันชื่อว่า “ระฆังนรก” เพราะในอดีตชาวมายันเชื่อว่าหลุมยุบเหล่านี้ คือประตูสู่นรก พวกเขาจึงใช้มันในการบูชายัญ หรือส่งคนที่เสียชีวิตลงไปในหลุมนี้ เนื่องจากเชื่อว่ามันจะนำทางผู้เสียชีวิตไปหาเทพแห่งความตาย ดังนั้นที่ก้นของหลุมยุบนี้จึงเต็มไปด้วยซากโครงกระดูกมนุษย์และสัตว์จำนวนมาก อีกทั้ง ในทางวิทยาศาสตร์ ณ พื้นที่แห่งนี้มีสภาพแวดล้อมสุดขั้วที่สิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ ดังนั้น นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ Hells Bells นั่นเอง

โดยลักษณะทั่วไปของระฆังนรก – คือมีลักษณะหน้าตัด 2 แบบ คือ 1.หน้าตัดรูปไข่ 2.หน้าตัดรูปเกือกม้า ซึ่งลักษณะหน้าตัดรูปเกือกม้านั้นเกิดจากการที่หินย้อยหน้าตัดรูปไข่ที่เว้าแหว่งไป ทำให้มันมีหน้าตาเหมือนเกือกม้า โดยมันสามารถขยายตัวได้ยาวถึง 2 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด 1 เมตร และมีผนังของกรวยหนาไม่เกิน 3 เซนติเมตร

ว่าแต่หินย้อยลักษณะนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ? ตอบ : มันเกิดจากการสะสมตัวของคาร์บอเนตที่มาจากการระเหยของคาร์บอนไดออกไซด์ที่หลุดออกมาจากน้ำ ส่งผลให้แคลไซต์อิ่มตัวจนตกตะกอนและทับถมกันผ่านกระบวนการทางชีวภาพและเคมีกายภาพจนก่อตัวขึ้นเป็นรูประฆัง อีกทั้ง หินย้อยลักษณะนี้จะเกิดขึ้นใต้น้ำเท่านั้น และด้วยสภาพแวดล้อมของหลุมยุบที่ถูกน้ำท่วมตลอด จึงทำให้หินย้อยเหล่านี้ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

ทั้งนี้ ระบบน้ำภายในถ้ำเอล ซาโปเต นับว่าน่าพิศวงมาก เพราะมันประกอบด้วย น้ำเค็มที่ไหลซึมมาจากใต้พื้นดิน และน้ำจืดที่เกิดการตกตะกอนของหินปูนที่พังทลายลงในอดีตผสมกันอยู่ด้านบน ซึ่งน้ำทั้งสองชั้นนี้จะไม่ผสมกันสมบูรณ์ 100 % เนื่องจากมันมีความหนาแน่นต่างกัน แต่จะมีบางส่วนที่ผสมเรียกว่า “ฮาโลคลีน” (Halocline) โดยจะพบระฆังนรกได้ที่บริเวณขอบของฮาโลคลีน และชั้นน้ำจืดด้านบน แต่จะไม่พบในน้ำเกลือเพราะจะทำให้แคลไซด์ละลาย

โดยศาสตราจารย์ โวล์ฟกัง สตินส์เบก จากสถาบันธรณีศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมัน และทีมวิจัย ยังพบอีกว่า ปริมาณออกซิเจนในชั้นฮาโลคลีนแทบจะเป็นศูนย์ ในขณะที่ชั้นน้ำจืดมีออกซิเจนมากกว่า นั่นทำให้โครงสร้างการเกิดหินย้อยในทั้ง 2 ชั้น ถูกควบคุมด้วยสภาวะทางกายภาพและทางชีวเคมีที่เฉพาะเจาะจง นอกจากนี้ ผลลัพธ์จากการใช้เทคนิค “เรดิโอคาร์บอน” (Radiocarbon Dating) บ่งชี้ว่า หินย้อยระฆังนรกก่อตัวขึ้นเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว และกระบวนการเติบโตของพวมันยังดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน

Fact – รู้หรือไม่ ? หินงอก (Stalagmite) เกิดจากน้ำฝนมีสภาพเป็นกรดคาร์บอนิก (น้ำฝน+แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์) ไหลลงมาจากรอยแตกบนเพดานถ้ำอย่างช้า ๆ  ซึ่งเมื่อน้ำฝนเหล่านี้ทำปฏิกิริยากับสารประกอบแคลเซียมคาร์บอเนตภายในหินปูน สิ่งที่ได้คือสารละลายแคลเซียมไบคาร์บอเนตที่สะสมตัวบนพื้นถ้ำ และจะสูงขึ้นจนกลายเป็นหินงอกนั่นเอง