พาย้อนเวลา รู้จักกับ “ฮีรอธ” ทาสของชาวสปาร์ตัน ที่รวยจนมีเงินไถ่ตัวเองได้

หลายคนคงรู้จัก ชื่อของเมืองสปาร์ตา (Sparta) กันดีอยู่แล้ว ในฐานะที่เป็นเมืองส่งออกนักรบที่เก่งกาจที่สุดในยุคกรีก โดยเฉพาะวีรกรรม “ทหาร 300 นาย” ที่พลีชีพตัวเองในการรบที่เทอร์มอพิลี แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าเบื้องหลังของสมรภูมิดังกล่าวไม่ได้มีแค่ทหารสปาร์ตา 300 นายเหมือนในหนัง แต่ความจริงยังมีเหล่า “ฮีรอธ” (Helots) ทาสส่วนตัวที่เหล่าทหารสปาร์ตาพาไปด้วยอีกมากกว่า 300 คน

ฮีรอธ คือชื่อเรียกทาสของชาวสปาร์ตัน ซึ่งไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าชื่อนี้มีที่มาจากอะไร บางส่วนเชื่อว่ามาจากชื่อของหมู่บ้าน ฮีลอส ที่ชาวสปาร์ตันไปบุกยึดแล้วจับชาวบ้านมาเป็นทาส บ้างก็ว่ามันหมายถึงคำว่า “ทาส” ในตัวเองอยู่แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้นหลักฐานเกี่ยวกับความเป็นมาของฮีรอธเองก็มีเพียงน้อยนิด เนื่องจากไม่มีใครสนใจบันทึกเรื่องราวของทาส ทำให้ยากที่จะบอกได้ว่าพวกเขามาจากไหนกันแน่ แต่นักวิชาการหลายคนสนับสนุนทฤษฎีที่ว่า ฮีรอธอาจเคยเป็นชาว เมซเซเนี่ยน (Messenians) ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แถบนั้นในช่วง 8 พันปีก่อนคริสตกาล ก่อนจะถูกจับมาเป็นทาส หลังแพ้สงครามให้กรีก

ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดเกี่ยวกับทาสฮีรอธเหล่านี้ ก็คือพวกเขามีจำนวนมากกว่าชาวสปาร์ตันถึง 7 เท่า !!! หรือเฉลี่ยแล้ว “ชาวสปาร์ตัน 1 คน จะมีทาสฮีรอธ 7 เจ็ดคน” ซึ่งถือว่าเยอะมาก ๆ ครับ เพราะหากเป็นกรุงเอเธนส์ล่ะก็ การมีทาสมากขนาดนี้บุคคลผู้นั้นก็ต้องร่ำรวย หรือมียศถาบรรดาศักดิ์ในระดับนึงเท่านั้นถึงจะพอควบคุมได้ เนื่องจากยิ่งมีทาสเยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสสูงที่จะเกิดกบฏ นำไปสู่การก่อจลาจลปลดปล่อยตัวเองขึ้นมาได้ง่ายมากขึ้นนั่นเอง

ทว่าหลักการดังกล่าวไม่ก่อผลร้ายใด ๆ กับชาวสปาร์ตัน เพราะพวกเขาเลี้ยงดูทาสแตกต่างจากทาสในเมืองหลวงหรือที่อื่น ๆ แน่นอนว่าอย่างไรก็ยังมีการทารุณกรรม และใช้งานหนักไม่ต่างกัน เพียงแต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ อิสระ ที่มากกว่าทาสของคนรวยทั่วไปครับ

ชาวสปาร์ตันเป็นชนชาตินักรบ พวกเขามีชีวิตอยู่เพื่อรบตั้งแต่เกิดจนตาย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ “พวกเขาทำอย่างอื่นนอกเหนือจากการรบไม่เป็น”

รูปศิลาจำลองภาพลักษณ์ของทาสในยุคกรีก

เพราะพวกเขาเชื่อว่างานด้านอื่น ๆ ถือเป็นงานที่ไม่มีเกียรติ พวกเขาจึงโยนงานเหล่านี้ไปให้ฮีรอธทำทั้งหมด ตั้งแต่เกษตกรรม ทำฟาร์มปลูกผักเลี้ยงสัตว์, ทำไวน์, ก่อสร้าง, งานบ้าน, ทำความสะอาด ไปจนถึงการขนสัมภาระอาวุธยุทโธปกรณ์ของเจ้านายเข้าสนามรบ อีกทั้งพวกเขายังได้รับอนุญาตให้สามารถค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าผลผลิตกันเองได้ด้วย เรียกว่าถ้าไม่มีเจ้านายคอยควบคุมก็แทบไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดาทั่วไปเลยล่ะ

โดมีหลักฐานชิ้นหนึ่งบันทึกไว้ว่า ฮีรอธ ที่ทำงานเกษตรกรรมนอกเมือง มีสิทธิ์ในผลผลิตที่ตัวเองปลูกมากถึง 50% จึงทำให้พวกเขาสามารถค้าขายหาเงินได้ บางคนถึงขั้นร่ำรวยไถ่ตัวเองออกจากการเป็นทาสได้เลยก็มี ขอเสริมอีกนิดว่า ในระหว่างที่เป็นทาส ฮีรอธยังมีสิทธิ์ในการแต่งงาน สร้างครอบครัว รวมทั้งได้รับอนุญาตให้เรียนศาสนาได้ด้วย

แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ฮีรอธไม่ควรทำเลยก็คือ การขัดขืนคำสั่งของเจ้านายผู้เป็นนักรบเพราะการกระทำผิดแต่ละครั้งนั้นมีโทษถึงตาย อีกทั้งด้วยจำนวนประชากรฮีรอธที่มีมากเกินไป ทำให้จะมีการจัดวัฒนธรรมสุดทารุณเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี

โดยนักรบเด็กที่เพิ่งผ่านการฝึก จะถูกสั่งให้ทำการสังหารทาสฮีรอธให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อเป็นการแสดงถึงอำนาจความแข็งแกร่ง รวมทั้งเป็นการลดจำนวนฮีรอธให้น้อยลง และเป็นการข่มขู่ไม่ให้พวกเขาคิดก่อกบฏต่อชาวสปาร์ตันผู้เป็นเจ้านาย

และแน่นอนว่าเมื่อมีไม้แข็งก็ย่อมต้องมีไม้อ่อน เพราะถ้าไม่มีเลยก็จะเป็นแบบนี้ จากที่ประวัติศาสตร์มีการบันทึกเอาไว้ ฮีรอธเคยก่อจลาจลและกบฏหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยสำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้ง ๆ ที่พวกเขามีจำนวนมากกว่าชาวสปาร์ตันถึง 7 เท่า … โอเค โอเค เชื่อแล้วล่ะว่าพวกนายรบเก่งกันจริง ๆ

Fact – เด็กชายชาวสปาร์ตันเมื่อมีอายุครบ 7 ปี จะถูกส่งตัวไปฝึกฝนวิชาต่าง ๆ ในโรงฝึก ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของผู้คุม โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 13 ปี และจะต้องถูกคัดเลือกอีกครั้ง มิใช่ว่าทุกคนจะผ่านไปเป็นนักรบได้เลย และนอกจากพวกเขาจะได้รับการฝึกสุดโหด และการทรมานอย่างต่อเนื่องแล้ว พวกเขายังได้เรียนวิชา เต้นรำ เพราะสามารถช่วยสอนให้พวกเขาสามารถควบคุมอาวุธและเคลื่อนไหวไปพร้อมกันอย่างคล่องแคล่วได้

อ่านต่อ – ความโหดร้าย ที่เหล่า “กลาดิเอเตอร์” ต้องพบเจอใน “โคลอสเซียม”