อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากโลกร้อน กำลังทำให้ “แซลมอน” กลางทะเล ถูกต้มทั้งเป็น

อุณหภูมิของน้ำที่ขึ้นสูงในรัฐบริติชโคลัมเบียของประเทศแคนาดา รวมถึง รัฐไอดาโฮ, รัฐออริกอน และรัฐวอชิงตันของประเทศสหรัฐอเมริกา (หรือที่เรียกรวมกันว่า Pacific Northwest: พื้นที่แถบแปซิฟิคตะวันตกเฉียงเหนือ) กำลังคร่าชีวิตปลาแซลมอนก่อนที่พวกมันจะได้ขยายพันธุ์ ฝูงปลาแซลมอนได้พากันเสียชีวิตท่ามกลางแม่น้ำวอลเลซ โดยพวกมันยังไม่ทันได้วางไข่เพื่อขยายเผ่าพันธุ์เลยด้วยซ้ำเขตสงวนทิวเลลิปอินเดียนรีเซอร์เวชัน (Tulalip Indian Reservation: พื้นที่ที่เปรียบเสมือนเขตสงวนเขตหนึ่งของชนเผ่าอินเดีย-ทิวเลลิป) เป็นสถานที่ที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของชายฝั่งทะเลพิวจ์เจ็ต-ซาวด์ (Puget Sound) ซึ่งห่างจากเมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน ประมาณ 64.4 กม. และเป็นที่ที่ปลาแซลมอนจะวนมาและเวียนไปตามฤดูกาล

ณ ใจกลางของเขตสงวนคือบริเวณทิวเลลิปเบย์ (Tulalip Bay) ซึ่งเป็นสถานที่ที่ปลาแซลมอนจะวนเวียนเข้ามาทุก ๆ ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ก่อนที่จะว่ายทวนน้ำขึ้นไปวางไข่

ในนิทานพื้นบ้านของผู้คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านทิวเลลิปนั้น พวกเขาเชื่อว่าตนได้สืบเชื้อสายมาจากปลาแซลมอน ซึ่งตามที่เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์วัฒนธรรมของชนเผ่า ชื่อว่า นายแครี วิลเลียมส์ ได้เล่ามานั้น ฝูงปลาแซลมอนโบราณได้เห็นเหล่ามนุษย์เดินบนพื้นดินและอยากลองกลายเป็นมนุษย์ดูบ้าง ทั้งฝูงจึงได้ร้องขอความช่วยเหลือจากท่านผู้เฒ่าแห่งฝูงปลาแซลมอน ท่านผู้เฒ่าจึงได้ทำให้ความปรารถนาของเหล่าปลาแซลมอนเป็นจริง และได้กล่าวว่า “ข้าจะคอยดูแลพวกเจ้า แต่พวกเจ้าก็ต้องดูแลข้าด้วยเช่นกัน”

ทว่าการที่ชาวทิวเลลิปจะช่วยกันดูแลปลาแซลมอนได้นั้นกลับเป็นเรื่องที่ยากขึ้นทุกวัน โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 เป็นต้นมา ทะเลแปซิฟิกได้สูญเสียปลาแซลมอนตามธรรมชาติไปเป็นจำนวนมากจากการตกปลาเกินขนาด (Overfishing) รวมถึงมลภาวะและการสูญเสียที่อยู่อาศัย ทำให้จำนวนปลาแซลมอนในหลายพื้นที่อยู่ในระดับที่อันตรายหรือใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งในปัจจุบัน ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศไม่ได้มีทีท่าว่าจะลดลงแต่กลับกำลังเป็นอันตรายต่อเหล่าปลาแซลมอนมากขึ้น

 

ความร้อนคร่าชีวิต

ในฤดูร้อนที่ผ่านมา พื้นที่แถบแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือถูกห้อมล้อมไปด้วยอากาศที่ร้อนจนต้องบันทึกเป็นสถิติใหม่ อุณหภูมิของน้ำที่สูงขึ้นทำให้ปลาแซลมอนตัวโตเต็มวัยพากันตายก่อนที่จะได้ขยายพันธุ์ ปลาแซลมอนในทะเลแปซิฟิกเป็นปลาที่ต้องว่ายทวนน้ำขึ้นไปเพื่อวางไข่ หมายความว่าพวกมันต้องใช้ช่วงเวลาวัยเยาว์ในกระแสน้ำจืด ก่อนที่จะย้ายไปยังปากอ่าวและเข้าสู่ทะเลเปิดในตอนโต ปลาแซลมอนที่โตแล้วจะว่ายกลับมายังแหล่งน้ำที่พวกมันเกิดเพื่อวางไข่ในช่วงปั้นปลายของชีวิต ความร้อนสุดขั้วที่เกิดขึ้นนี้ได้พังวงจรชีวิตของเหล่าปลาแซลมอนจนพินาศ

ผู้ดูแลศูนย์วอลเลซ Wallace River State Hatchery องค์กรประจำรัฐที่มีหน้าที่ดูแลการฟักไข่ของสัตว์น้ำในแม่น้ำวอลเลซ ณ รัฐวอชิงตัน ชื่อ นายเทรเวอร์ เจนนิสัน  ได้กล่าวว่า “หน้าร้อนอันอบอุ่นคือปัญหาใหญ่ที่สุดที่เราพบมาตลอด” เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า “พวกปลาแซลมอนไม่ชอบน้ำอุ่น พวกมันเป็นปลาน้ำเย็น เมื่อใดที่แหล่งน้ำมีอุณหภูมิสูงเกิน 65 องศาเซลเซียส พวกปลาแซลมอนจะยังไม่ตาย แต่จะเกิดโรคระบาดซึ่งเป็นปัญหาต่อเราแทน”

 

ศูนย์ฟักไข่

ผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นของน้ำสามารถพบเจอได้ตามศูนย์ฟักไข่ประจำรัฐและศูนย์ฟักไข่ประจำชนเผ่า  ศูนย์ฟักไข่แต่ละแห่งได้ช่วยเพิ่มจำนวนประชากรปลาแซลมอนตามธรรมชาติ ด้วยการรวบรวมดูแลปลาแซลมอนเต็มวัยที่วนเวียนกลับมาทุกปี และช่วยให้ไข่ของพวกมันอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมที่สุดเพื่อจะได้ฟักออกมาในปีต่อไป ศูนย์ฟักไข่ยังเลี้ยงดูและปล่อยปลาแซลมอนวัยเยาว์ลงสู่ลำธารและแม่น้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าพวกมันจะเติบโตเป็นปลาแซลมอนเต็มวัยได้สำเร็จ

ทว่าผู้เชี่ยวชาญบางคนกลับห้ามปรามศูนย์ฟักไข่ โดยบอกว่าเป็นการทำลายกลไกชีวิตระยะยาวของเหล่าสัตว์น้ำ ด้วยการเพาะพันธุ์ปลาซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ณ ปัจจุบัน ผู้เที่ยวชาญบางกลุ่มอาจคิดว่า การไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งกับกลไกธรรมชาติ และปล่อยให้ปลาแซลมอนนอนตายในน้ำที่เดือดราวกับหม้อต้มขนาดใหญ่อาจจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า และยังบอกอีกว่า การตกปลาแซลมอนในพื้นที่แถบแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือนั้น มีตัวแปรมาจากการเพาะพันธุ์ปลาจากศูนย์ฟักไข่นั่นเอง ยิ่งศูนย์ฟักไข่เพาะพันธุ์ปลาแซลมอนและปล่อยลงน้ำมากเท่าไร ก็ยิ่งมีการตกปลาแซลมอนมากเท่านั้น โดย ร้อยละ 75 ของปลาแซลมอนที่โดนจับไปในแถบชายฝั่งทะเลพิวจ์เจ็ต-ซาวด์ ล้วนเป็นปลาแซลมอนที่ถูกเพาะพันธุ์โดยศูนย์ฟักไข่ทั้งนั้น

 

การรักษาที่ยากลำบาก

กรมวอชิงตันดีพาร์ทเมนต์ออฟฟิชแอนด์เกม (เปรียบเสมือนหน่วยงานที่ควบคุมดูแลปลาและการตกปลา) ไม่ได้นับจำนวนปลาที่วางไข่ในพื้นที่ของกรมแต่ดันตายก่อนจะแพร่พันธุ์ ทว่าเจ้าหน้าที่ที่ดูแลการฟักไข่นั้นเห็นว่า มีปลาเต็มวัยตายแล้วตายอีกในลำธารก่อนที่จะวางไข่ ไม่ใช่เพียงความร้อนเท่านั้นที่กำลังเป็นอันตรายต่อปลา มวลหิมะจากหน้าหนาวก็ได้กีดกันแหล่งน้ำสำคัญออกจากแม่น้ำและลำธารที่ปลาแซลมอนใช้เป็นที่วางไข่

นางสาวแอชลีย์ คาล์ดเวลล์ นักชีววิทยาด้านการประมงของเผ่าทิวเลลิป ได้กล่าวว่า “ด้วยระดับน้ำที่ต่ำลงและอุณหภูมิของน้ำที่สูงขึ้น ทำให้ปลาแซลมอนสามรถหาที่ที่ปลอดภัยและช่วยให้พวกมันอยู่รอดจนถึงเวลาวางไข่ได้ยากขึ้น” ซึ่งเธอยังอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า “ฝนที่เพิ่มขึ้นในเดือนที่อากาศเย็นลงก็เป็นอุปสรรคต่อการเอาชีวิตรอดของพวกปลาแซลมอนเช่นกัน”

“ความเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศทำให้เกิดฝนตกเพิ่มขึ้นเป็นปริมาณมากในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว … ซึ่งมันกวาดทำลายพื้นที่วางไข่ของพวกปลาแซลมอน จนตอนนี้ทุกอย่างเริ่มผิดเพี้ยนไปหมด”

ตอนนี้ศูนย์ฟักไข่ประจำชนเผ่ากำลังจัดวางแผนรับมือกับปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงและช่วยยับยั้งผลกระทบที่มีต่อปลาแซลมอน  โดยแผนการประกอบไปด้วยขั้นตอนการสำรวจจำนวนปลาแซลมอนในลำธาร ติดตั้งเครื่องอัดอากาศเพื่อเพิ่มระดับออกซิเจน และลดอุณหภูมิในน้ำให้ต่ำลงด้วยการเพิ่มอัตราการไหลเวียนของน้ำ

 

ความหวัง

เจสซี โรดด์ ผู้ช่วยผู้จัดการประจำศูนย์ทิวเลลิปแฮชเชอร์รี (Tulalip Hatchery) กล่าว “ในช่วงเวลาอันโหดร้ายนี้ ทางเรากำลังค้นหาแหล่งน้ำใหม่ ๆ เพื่อเปิดทางให้อัตราการไหลเวียนของน้ำมีมากขึ้น” เธอให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “สถานการณ์ในอนาคตยังดูน่าเป็นห่วง เหตุการณ์ข้างหน้าอาจแย่กว่านี้ อากาศอาจจะแห้งและร้อนกว่าปกติ จนทำให้การไหลเวียนของน้ำอาจลดลงไปอีก แต่ทางเรากำลังเตรียมการรับมือกับเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเคร่งครัด”

สำหรับพื้นที่แปซิฟิคตะวันตกเฉียงเหนือแล้ว ปลาแซลมอนเป็นมากกว่าแค่อาหาร พวกมันเป็นสายพันธุ์ที่เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญในการรักษาสมดุลระบบนิเวศ ปลาแซลมอนเป็นอาหารสำหรับปลาวาฬเพชฌฆาต, นก, หมี และสัตว์ป่าอื่น ๆ และพวกมันยังให้สารอาหารแก่ป่าอันเก่าแก่แห่งนี้เมื่อพวกมันตายอีกด้วย (ร่างย่อยสลาย)

นายโรดด์ผู้จัดการได้กล่าวว่า “ปลาแซลมอนเป็นผู้ให้ชีวิต พวกมันคือสิ่งที่ทำให้คนเราดำรงชีวิตอยู่ได้” และกล่าวปิดท้ายว่า “ก่อนตั้งอาณานิคม พวกมันคือศูนย์กลางชีวิตของพวกเรา ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงถูกเรียกว่า มนุษย์แห่งปลาแซลมอน (The people of the salmon) ยังไงล่ะ”

 

ปัจจุบันและอนาคต

ซึ่ง ณ ตอนนี้ ภาวะโลกร้อนก็ยังคงทำลายวงจรชีวิตของปลาแซลมอนต่อไป สภาพภูมิอากาศในฤดูร้อนที่กำลังดำเนินอยู่ตอนนี้ยังคงทำให้แหล่งน้ำที่พวกปลาแซลมอนอาศัยอยู่กลายเป็น “หม้อต้มขนาดยักษ์” ซึ่งคร่าชีวิตปลาแซลมอนไปแล้วมากมาย และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ยังโชคดีที่เหล่าแซลมอนยังคงมีที่พึ่งสุดท้าย นั่นคือกลุ่มมนุษย์ที่ผูกพันธุ์และเทิดทูนพวกมันสุดหัวใจ พวกเขาเหล่านี้กำลังทำทุกวิถีทางเพื่อจะช่วยรักษาชีวิตของพวกปลาแซลมอนเอาไว้ จากสภาพภูมิอากาศที่ร้อนเสมือนตกนรกทั้งเป็น

แต่ก็นั่นแหละ ทีโลกมันร้อนขึ้นก็เพราะเผ่าพันธุ์มนุษย์ของเรานี่เอง … สำหรับใครที่อ่านมาถึงตรงนี้คงรับรู้ได้แล้วว่า หากสถานการณ์โลกร้อนยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ในอนาคตเราคงต้องอดกินเมนูโปรดอย่างเนื้อแซลมอนอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นหันมาดูแลโลกเรากันเถอะครับ ก่อนที่อะไร ๆ จะแย่ไปมากกว่านี้ ขอบคุณครับ จุ๊บ จุ๊บ

 

สรุป – จากเนื้อหาทั้งหมดนี้สามารถสรุปได้ว่า โลกร้อนกำลังทำให้ปลาแซลมอนไม่สามารถอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำบางแห่งได้ เพราะน้ำร้อนมากขึ้น อีกทั้งโลกร้อนยังทำให้เกิดพายุและภูมิอากาศที่แปรปรวนจนวงจรชีวิตของพวกมันต้องผิดเพี้ยนไปจากเดิม ซ้ำร้ายยังมีกลุ่มคนที่ออกมาดราม่าการเพาะเลี้ยงพวกมันอีก ซึ่งแซลมอนไม่ได้เป็นเพียงอาหารของมนุษย์เท่านั้น แต่มันยังเชื่อมโยงไปถึงจิตวิญญาณของคนในระแวกที่อยู่กับมันมาตั้งแต่บรรพบุรษเมื่อเริ่มก่อตั้งประเทศอีกด้วย

Fact – ปลาแซลมอนเป็นปลากำเนิดในน้ำจืด แต่เจริญเติบโตและใช้ชีวิตอยู่ในน้ำเค็ม มีพฤติกรรมการดำรงชีวิตและการสืบพันธุ์ต่างจากปลาทั่วไป โดยในฤดูวางไข่ปลาแซลมอนจะว่ายทวนกระแสน้ำเพื่อย้อนกลับไปผสมพันธ์กันในน้ำจืด หลังจากนั้นทั้งตัวผู้และตัวเมียจะตาย และปล่อยให้ลูกปลาที่ฟักออกมาจากไข่ได้ดำเนินวัฏจักรแบบเดิม ซึ่งโดยปกติ ปลาแซลมอนจะกินสัตว์ทะเล เช่น กุ้งตัวเล็ก รวมถึงพืชทะเล

Fact2 – ปลาแซลมอนที่นำมาบริโภคร้อยละ 60 มาจากการเพาะเลี้ยง โดยแหล่งเพาะเลี้ยงที่สำคัญของโลกอยู่ในประเทศนอร์เวย์ และ ชิลี

อ่านต่อ – คิลลี่ฟิช ปลาจิ๋วสุดถึก ที่กลายพันธุ์ตัวเองจนทนต่อสารเคมีได้มากกว่าปกติ 8,000 เท่า

14 E-book Flagfrog