นักล่าน้ำผึ้งคนสุดท้าย ที่ปฏิบัติงานอยู่ใน “รังผึ้งธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของโลก”

ก่อนอื่นเลยต้องขอขอบคุณ สารคดี The Last Honey Hunter (ปี 2018) ที่อำนวยการสร้างโดย Box Office , Felt Soul Media และ National Geographic ที่ทีมงานลงทุนเสี่ยงชีวิตเข้าไปเก็บภาพและข้อมูลสุดเหลือเชื่อที่เรากำลังจะได้อ่านกัน และขอยกเครดิตภาพถ่ายชวนตะลึงทั้งหมดที่เป็นฝีมือของคุณ Renan Ozturk ช่างภาพจาก NatGEO ที่เก็บภาพสวย ๆ แบบนี้ให้เรามีโอกาสได้รับชมกันด้วยนะครับ “Thank you for all the hard work, Know that it is recognized and greatly appreciated”

เข้าเรื่องเลยนะครับ : นักปีนป่ายท่านนี้มีชื่อว่า เมาลี ธาน (Mauli Dhan) ในขณะถ่ายทำเขามีอายุ 57 ปี โดยกำลังห้อยตัวอยู่บนบันไดเชือก ณ ระดับความสูง 150 เมตรเหนือพื้นดิน เพื่อเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งสุดหายากจากรังผึ้งหลวงหิมาลัย ณ ประเทศเนปาล ซึ่งสถานที่แห่งนี้ถูกยกให้เป็น “รังผึ้งธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก” (cliff in Nepal Hongu River Valley – เค้าเรียกกันแบบนี้ หุบเขานี้ไม่มีชื่อเล่น)

ซึ่งความเจ๋งยังไม่หมดแค่นั้น เพราะเนื่องจากมีผึ้งหลากหลายสายพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกัน จึงทำให้มีน้ำผึ้งหลากหลายแบบให้เลือกเก็บ แต่น้ำผึ้งที่มีมูลค่าสูงที่สุดคือ Mad Honey หรือน้ำผึ้งเมา ที่มีลักษณะสีแดงน้ำตาลเนื้อเหนียวข้น มีราคาสูงกว่าน้ำผึ้งทั่วไปถึง 6 เท่า เพราะมีคุณสมบัติออกฤทธิ์เหมือนสารกล่อมประสาท ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดมืด ราคากิโลกรัมละ 4,000 บาทเลยทีเดียว

(ซ้าย – ขนาดของรัง) , (ขวา – กุหลาบพันปี)

ว่าแต่ทำไมมันถึงกลายเป็น น้ำผึ้งเมาได้ล่ะ ? ตอบ : เนื่องจากผึ้งหลวง (Giant honeybee – ตัวใหญ่กว่าผึ้งเอเชีย 2 เท่า) ได้ใช้เกสรจากดอกไม้หายาก นั่นคือ ดอกกุหลาบพันปี (Rhododendron) ซึ่งเป็นดอกไม้ที่มีคุณสมบัติดูดซับพิษจากสิ่งแวดล้อมได้ จึงทำให้ภายในเกสรมีสารพิษที่ส่งผลต่อระบบประสาทโดยตรงปะปน ชื่อว่า Grayanotoxin และเมื่อผึ้งนำไปทำน้ำผึ้งผู้ที่กินเข้าไปจึงสามารถเมาได้นั่นเอง

(แต่ชาวบ้านในแถบนั้น นิยมนำไปแปรรูปเป็น ยาแก้ไอ ยาฆ่าเชื้อ หารายได้เข้าหมู่บ้านได้อีกทางหนึ่ง)

กลับมาที่ เมาลี ธาน จากการสัมภาษณ์ทำให้เราทราบว่า : เขาเริ่มอาชีพ ‘นักล่าน้ำผึ้ง’ (Honey Hunter) ตั้งแต่อายุ 15 ปี โดยสืบทอดมาจากคุณพ่อ และทุกครั้งก็มักจะถูกผึ้งต่อยไม่ต่ำกว่า 20-40 ครั้ง ซึ่งต้องใช้เวลาปีน 2 ชั่วโมงเพื่อขึ้นไปถึงระดับ 150 เมตร และใช้เวลาอีก 1 ชั่วโมงในการเก็บ จากนั้นก็พักสักแปปแล้วใช้เวลาปีนลงมาอีก 1 ชั่วโมง จึงจะถือว่างานเสร็จสมบูรณ์ (ทำแบบนี้ปีละ 2 ครั้ง)

(ขวา – ภาพผู้ช่วยที่ติดตามไปด้วย เพื่อความสะดวกในการถ่ายทำ แต่บางปีก็ต้องมีทีมงาน 2 คนคอยช่วย ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของปีนั้น ๆ)

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ต้องห้ามให้มันรู้ว่าคุณกลัว’ เพราะคุณอาจเสียสมาธิและนั่นหมายถึงความตาย เช่นครั้งหนึ่ง เมาลี เล่าให้ฟังว่า เขาเคยปีนพลาดจนตัวไปติดกับใยแมงมุมยักษ์ แต่ก็โชคดีที่ได้ลิงตัวหนึ่งมาช่วยดึงออก ไม่งั้นเขาคงถูกฝูงผึ้งรุมต่อยจนตายแน่ ๆ โดยเขาเชื่อว่าลิงตัวนั้นคือ “รังเกมิ” วิญญาณที่คอยปกป้องรักษารังผึ้งและหุบเขาแห่งนี้ไว้ เป็นตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาตามความเชื่อของ ‘ชาวกูรุง’ (Kulung) ชาวเนปาลพื้นเมืองนั่นเอง

และน่าเสียดายมากที่ปี 2020 นี้ ไม่มีข้อมูลอัพเดตล่าสุดของคุณลุงเมาลี เผยแพร่มาเลย ซึ่งในเนื้อหาของสารคดี คุณลุงประกาศว่าจะเลิกทำอาชีพนี้แล้ว เพราะความแก่ทำให้ไม่ฟิตเหมือนแต่ก่อน อีกทั้งไม่อยากรบกวรผึ้งแล้วด้วย จึงทำให้เราไม่ทราบจริง ๆ ว่าคุณลุงเลิกแล้วหรือยัง แต่ก็ถือว่าแข็งแรงมากเลยนะครับ คนอายุ 50+ แต่ยังปีนเขาสูงขนาดนี้ได้ Respect ! ครับผม