จะเป็นอย่างไร ? หาก “ฮิตเลอร์” ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 – และนี่คือสิ่งที่ (อาจ) จะเกิดขึ้น

ในช่วงแรกของสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณเดือนมิถุนายนปี ค.ศ.1940 รัฐบาลอังกฤษได้มีการหารือกันถึงการยอมยกธงขาวต่อกองทัพนาซี ในขณะที่โซเวียตเองก็ระส่ำระสาย และมีแนวโน้มจะถูกโค่นล้มโดยกองทัพนาซีเช่นกัน ฉะนั้นหากเราลองจินตนาการถึงตอนจบของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในอีกรูปแบบหนึ่งว่า “โลกของเราจะไปในทิศทางใด” **หากสงครามครั้งนี้ถูกพิชิตโดยชายที่ชื่อ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” (Adolf Hitler)

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

โดยข้อมูลดังกล่าวถูกวิเคราะห์ลงในหนังสือ Visions of Victory ที่เขียนโดยนักประวัติศาสตร์ชื่อ เกร์ฮาร์ด ไวน์แบร์ก ซึ่งอธิบายไว้ว่า “หลังจากชัยชนะที่มีต่อชาติมหาอำนาจยุโรป เป้าหมายสูงสุดของฮิตเลอร์ คือปกครองทุกประเทศบนโลก เขาจึงเริ่มบุกโจมตีประเทศต่าง ๆ ซึ่งนั่นจะตามมาด้วยสงครามโลกครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 และอีกหลาย ๆ ครั้งจนกว่าเขาจะพิชิตโลกทั้งใบได้”

ซึ่งเป้าหมายแรก คือการโจมตีชาติที่มีความอ่อนแอทางกองทัพอย่างกลุ่มประเทศนอร์ดิก ที่ประกอบด้วยเดนมาร์ก,ฟินแลนด์,สวีเดน และนอร์เวย์ รวมไปถึงชาติที่วางตัวเป็นกลางอย่างสวิตเซอร์แลนด์ อีกทั้งจะขยายอำนาจของรัฐบาลทั่วไปในโปแลนด์ (ที่ยึดได้ก่อนหน้า) ไปยังพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของสหภาพโซเวียต โดยจะให้พื้นที่นี้เป็นแหล่งรวมแรงงานทาส และยึดกองกำลังทหารของโซเวียตทั้งหมดให้เป็นของตัวเอง

(ซ้าย) เบนิโต มุสโสลินี, (ขวา) พลเอก ฮิเดกิ โทโจ

และอย่างที่ทราบกันดีว่า อิตาลีและญี่ปุ่นนับเป็นมหามิตรที่สำคัญของเยอรมัน โดย เบนิโต มุสโสลินี แห่งอิตาลี จะได้รับอนุญาตให้ครอบครองดินแดนในยุโรปที่เคยเป็นของอาณาจักรโรมัน ยกเว้นฝรั่งเศสและกลุ่มประเทศแห่งเกาะบริเตนใหญ่ อีกทั้งจะเปลี่ยนสถานะของสเปนและโปรตุเกสให้เป็นเพียงรัฐบริวาร ส่วนพลเอก ฮิเดกิ โทโจ แห่งกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นจะได้ถือครองดินแดนในประเทศจีนและกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงครึ่งหนึ่งของสหภาพโซเวียตด้วยเช่นกัน

สำหรับในฟากของแอฟริกา ซึ่งมีท่าทีเห็นด้วยกับฮิตเลอร์ ทำให้ง่ายต่อการยึดครอง นั่นจึงเป็นไปได้ว่า เขาอาจตั้งใจฟื้นฟูอาณานิคมเยอรมันในดินแดงแห่งนี้ที่เคยสูญเสียไปในสงครามโลกครั้งที่ 1 อีกทั้งจะยึดครองอาณานิคมอื่น ๆ ที่เคยอยู่ภายใต้อำนาจของอังกฤษและฝรั่งเศสอีกด้วย ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า ด้วยนิสัย “ชอบดูถูกชาติพันธุ์” ของฮิตเลอร์ อาจทำให้ชะตากรรมของคนชนเผ่าต่าง ๆ ในแอฟริกามีจุดจบเช่นเดียวกับชาวยิวก็เป็นได้

นอกจากนี้ ไวน์แบร์ก ยังได้เผยข้อมูลว่า “สำหรับฮิตเลอร์นั้นสหรัฐฯ ไม่อยู่ในสายตาเขาเลยแม้แต่น้อย เพราะด้วยความที่ฮิตเลอร์เป็นคนมีอคติทางชาติพันธุ์สูง เขาจึงมองว่าสหรัฐฯ เป็นพวก ‘เลือดไม่แท้’ ที่รวมคนหลากหลายเชื้อชาติเข้าไว้ด้วยกัน และสักวันก็คงล่มสลายจากสงครามภายในไปเอง แม้ว่าในความเป็นจริง สหรัฐฯจะรวบรวมกำลังพลได้มากที่สุด รวมทั้งยังเป็นกำลังหลักในการส่งอาหารและยุทโธปกรณ์ไปสนับสนุนให้กับฝ่ายสัมพันธมิตร แต่ฮิตเลอร์ก็ยังคงมองว่าอังกฤษคือศัตรูเบอร์หนึ่งที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่ดี”

พรรคนาซี ที่มีบทบาทนำในสงครามโลกครั้งที่ 2 ของเยอรมัน

ทว่า ในท้ายสุดของบทวิเคราะห์มองว่า “แม้กองทัพนาซีของฮิตเลอร์จะชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็จะล่มสลายในภายหลังอยู่ดี เนื่องจากความป่าเถื่อนของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จะเป็นตัวกระตุ้นบทบาทในด้านศีลธรรมให้สหรัฐฯ เข้าร่วมสงครามด้วย โดย ณ ตอนนั้น สหรัฐฯจัดอยู่ในประเทศมหาอำนาจที่มีทั้งเงินและอาวุธสำคัญที่เรียกว่า ‘ระเบิดนิวเคลียร์’ ซึ่งเพียงพอที่จะโค่นกองทัพนาซีลงได้”

ด้วยเหตุนี้ ประเทศที่ถูกกองทัพนาซียึดครองในช่วงแรกก็จะก่อจลาจลขึ้นและเข้าร่วมกับสหรัฐฯในที่สุด ซึ่งนั่นจะส่งผลให้กองทัพนาซีค่อย ๆ อ่อนกำลังลง ก่อนจะพ่ายแพ้และล่มสลายไป ถือเป็นการปิดฉากที่ไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่ เพียงแต่มีการนองเลือดเพิ่มขึ้นเท่านั้น พร้อมกับดับฝันการยึดครองโลกทั้งใบของฮิตเลอร์ลงไปด้วยนั่นเอง

เพิ่มเติม – ซีรี่ส์เรื่อง The Man In The High Castle ที่ว่าด้วยเรื่องของโลกในแบบฉบับที่ฮิตเลอร์เป็นฝ่ายชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยึดแนวคิดเดียวกันกับที่เรานำเสนอในบทความนี้ไปในการสร้างเป็นซีรี่ส์ครับผม