“Hysterical Strength” (พลังเหนือมนุษย์) ที่มักเกิดขึ้นในช่วงเวลา “เฉียดเป็นเฉียดตาย”

“Hysterical Strength” (ฮิสเทอริคัล-สะเตรง) คือชื่อของอาการที่ทำให้เรามีพละกำลังเหนือมนุษย์ โดยมักเกิดขึ้นในช่วงเวลาเฉียดเป็นเฉียดตาย เอกสารนี้เผยแพร่โดย มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เมื่อปี 2017

คนธรรมดาบางคนสามารถแบกของหนักเป็นร้อยกิโลได้เมื่อเกิดไฟไหม้ หรือยกรถยนต์ขึ้นเพื่อช่วยชีวิตคนใกล้ตัวที่ถูกรถทับ เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้น ซึ่งเราเองก็ได้ยินผ่านหูบ่อย ๆ แต่สิ่งที่เราสงสัยจริง ๆ คือมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ? และความจริงแล้วเราแข็งแกร่งขนาดไหนกันแน่ ?

จากการศึกษาของ ดอกเตอร์ไมเคิล เรกเนียร์ ศาสตราจารย์ด้านวิศกรรมชีวะไบโอ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ซึ่งก่อนหน้านี้เป็น นักยกน้ำหนักระดับโลก (เคยติดทีมชาติไปแข่งโอลิมปิก 1988 แต่ขอสละสิทธิ์เพราะอยากมุ่งด้านการเรียน) พบว่า ความจริงแล้วมนุษย์ทุกคนมีพละกำลังเพียงพอที่จะยกของที่หนักกว่าตัวเองได้มากถึง 7 เท่า เพียงแต่ไม่มีใครสามารถผลักดันตัวเองให้ใช้กล้ามเนื้อได้เต็มประสิทธิภาพมากขนาดนั้นได้

เนื่องจากร่างกายมีกระบวนการที่ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้าและเจ็บปวดกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันไม่ให้เราเกิดบาดเจ็บ ซึ่งมีแต่นักกีฬามืออาชีพเท่านั้นที่มักพยายามฝืนผ่านกระบวนการเหล่านี้ เพื่อให้สามารถใช้ศักยภาพของกล้ามเนื้อได้มากกว่าคนทั่วไป แต่ก็ได้แค่ระดับนึงเท่านั้น … ซึ่งไม่ได้เข้าใกล้ขีดความสามารถของกล้ามเนื้อในตอนที่เกิดเหตุไม่คาดฝันเลยแม้แต่น้อย

แล้วอะไรที่ทำให้เรามีพละกำลังเหนือมนุษย์จริง ๆ ล่ะ ?

นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่า Hysterical Strength เกิดจากการที่ “อะดรีนารีนหลั่งออกมา” แต่ความจริงแล้วอะดรีนารีนไม่ได้มีส่วนในกระบวนการนี้โดยตรง แน่นอนว่ามันทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจเร็วขึ้น หลอดเลือดขยายมากขึ้น และเพิ่มความเร็วในการตอบสนอง ทว่ามันไม่มีผลในการลดความเจ็บปวดหรือทำให้เรามีแรงมากขึ้น เพราะสิ่งที่ทำให้เรากลายเป็นยอดมนุษย์จริง ๆ มาจาก สารเอ็นโดรฟีน ต่างหาก

สำหรับนักวิ่งหลายท่านที่กำลังอ่านเรื่องนี้อยู่ คงเข้าใจความสำคัญของสารเอ็นโดรฟินกับการออกกำลังดี เพราะมันทำให้เกิดอาการ Runner’ s high หรือวิ่งแล้วฟินนั่นเอง โดยที่สารเอ็นโดรฟินปกติจะทำหน้าที่ลดความเจ็บปวดและช่วยให้เรารู้สึกดี

แต่เมื่อพูดถึงสถานการณ์เฉียดเป็นเฉียดตายแล้วล่ะก็ มันคนละเรื่องกับการวิ่งเลย เพราะในสถานการณ์เช่นนั้นความเครียดที่เกิดขึ้นจากอะดรีนารีนจะพุ่งสูงทำให้ร่างกายต้องหลั่งสารเอ็นโดรฟีนออกมาเพื่อลดผลข้างเคียงของมัน รวมทั้งยังช่วยสกัดกั้นความรู้สึกเจ็บปวด ทำให้กระบวนการพื้นฐานที่ทำให้เราหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บหายไป เราจึงสามารถใช้กล้ามเนื้อได้เกือบจะเต็มขีดความสามารถโดยที่ไม่รู้ตัว แต่ขณะเดียวกันมันก็อาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่ายด้วยเช่นกัน

โดยดอกเตอร์ ได้เล่าถึงเหตุการณ์จริงที่เขาเคยได้รับมาโดยตรง เมื่อเขาเคยเข้าไปช่วยคนที่ติดอยู่ในซากรถซึ่งเกิดจากอุบัติเหตุ แน่นอนว่าเขาแข็งแรงระดับนักกีฬาก็จริง แต่การที่คน ๆ นึงจะกระชากประตูรถที่ติดขัดอยู่จนหลุดทั้งบานด้วยมือเปล่ามันก็ยังเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากไปอยู่ดี แต่นั่นคือสิ่งที่เขาทำจริง ๆ เขายังเล่าด้วยว่าหลังจากนั้นเขาก็พบว่ามือของเขาได้รับบาดเจ็บเป็นแผลเหวอะลึกโดยที่เขาไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย

สรุปก็คือ – อะดรีนารีน เป็นเพียงปัจจัยแรกและปัจจัยหนึ่งเท่านั้น ที่ทำให้ร่างกายตอบสนองต่อเหตุการณ์เฉียดตายเร็วขึ้น แต่ เอ็นโดรฟีน เป็นตัวที่ทำให้ร่างกายปลดล็อคขีดความสามารถของกล้ามเนื้อ ใช้แรงได้เยอะขึ้น ไม่รู้สึกเจ็บ แต่หากกระบวนการนี้จบลง ก็จะสร้างความเจ็บปวดได้มากโขทีเดียว

Fact – “World Strongest man” การแข่งขันที่จัดขึ้นทุกปีเพื่อค้นหาคนที่ทรงพลังที่สุดโลก โดยเริ่มจัดครั้งแรกในปี 1997 โดยแชมป์คนล่าสุดปี 2019 คือ มารติน ลิซิส (Martins Licis) นักมวยอ่ชีพและนักยกน้ำหนักสัญชาติลัตเวีย อายุ 29 ปี ความสูง 1.9 เมตร น้ำหนัก 150 กิโลกรัม (ที่น้ำหนักเยอะเพราะหนักกล้ามเนื้อครับ)

อ่านต่อ – ยอดมนุษย์พันธุกรรมแบบ Deadpool และ Wolverine มีอยู่จริง