ภัยเงียบจาก “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” รู้น่าว่าต้องประหยัด แต่ห่วงสุขภาพกันบ้างเถ้อ ~

 

สัปดาห์ที่ผ่านมามีประเด็นเกี่ยวกับเด็กหญิงวัย 10 ขวบ สำลักเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จนกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา โดยแพทย์ระบุว่าเกิดจากภาวะขาดเกลือแร่ ขาดน้ำและมีโซเดียมในร่างกายสูงมาก ทำให้ไตทำงานหนักจนปัสสาวะไหลออกมาเป็นสีเหลืองข้น และขาดออกซิเจนนานเกินไป ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการที่เด็กคนดังกล่าวชอบรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแทนข้าว บางวันรับประทานมากถึง 3-4 ซอง และรับประทานอย่างนี้มาเป็นเวลานานจนทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย

ภัยเงียบสำคัญที่ซ่อนเร้นอยู่ในบะหมี่เหล่านี้ก็คือ โซเดียม ที่มีอยู่ในซองเครื่องปรุงรสนั่นเอง ตามข้อแนะนำของบัญชีสารอาหารกำหนดว่า คนไทยควรบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน พบว่า บะหมี่สำเร็จรูปส่วนใหญ่มีปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงรสมากกว่าปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน

 

 

ข้อมูลยืนยันจากแพทย์หลายๆ หน่วยงานระบุว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งอาจก่อให้เกิดโทษต่อสุขภาพ ด้านสมาคมผู้บริโภคออสเตรเลีย หรือ เอซีเอ สำรวจพบว่า บะหมี่สำเร็จรูป 1 ซองมีไขมันมากพอๆ กับอาหารขยะ เช่น มันฝรั่งทอดจำนวน 1 ห่อเล็ก หรือเท่ากับพิซซ่า 1 ชิ้นเล็ก รวมทั้งมีปริมาณโซเดียมสูงกว่าอาหารขยะอีกด้วย และไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพเด็ก ที่สำคัญน้ำมันที่ทอดบะหมี่สำเร็จรูปมักเป็นน้ำมันพืชราคาถูก ซึ่งมีคุณสมบัติแตกตัวเป็นกรดไขมันชนิดทรานส์ ที่เป็นปัจจัยหนึ่งในการกระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจอีกด้วย

 

 

คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ป่วยด้วยโรคหัวใจ กินยาขับปัสสาวะ และยารักษาอาการซึมเศร้าบางชนิดไม่ควรรับประทานบะหมี่สำเร็จรูปโดยเด็ดขาด เพราะมีโซเดียมกับผงชูรสสูง และ การที่บะหมี่สำเร็จรูปใส่สี ใส่สารทำให้กรอบ และผงชูรสในปริมาณมากๆ รวมทั้งถูกทอดในน้ำมันซึ่งผ่านการทอดซ้ำหลายๆ ครั้ง อาจจะทำให้เกิดการสะสมของคาร์บอน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

 

ประวัติคร่าวๆของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

 

 

บะหมี่สำเร็จรูปที่คนทั่วโลกนำไปใส่น้ำร้อนต้มรับประทานกันทุกวันนี้ เกิดขึ้นจากความคิดของ โมโมฟุกุ อันโด ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทนิชชิน ประเทศญี่ปุ่น อันโดเริ่มคิดถึงการทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปภายหลังจากธุรกิจการเงินของเขาล้มละลายในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะนั้นญี่ปุ่นเกิดภาวะขาดแคลนอาหาร

 

 

และได้รับบริจาคแป้งสาลีจากสหรัฐอเมริกาจำนวนมาก อันโดจึงคิดนำแป้งสาลีมาแปรรูปทำเป็นเส้นบะหมี่แห้งๆ ซึ่งผ่านการแช่ในน้ำซุปและทอดด้วยน้ำมันร้อนจัดก่อนนำมาผึ่งให้แห้งเพื่อที่จะได้เก็บไว้นานๆ นำมากินได้ทันทีเมื่อเติมน้ำร้อนเข้าไปในบะหมี่ ต่อมาปี 2501 บริษัทนิชชินวางจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสซุปไก่เป็นครั้งแรกในโลก ใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ “ชิกเก้น ราเมน” ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติพฤติกรรมการบริโภคอาหารครั้งสำคัญแห่งศตวรรษที่ 20

 

 

ส่วนของไทย บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2515 ด้วยทุนจดทะเบียน 6 ล้านบาท ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัทเพรซิเดนท์ เอ็นเตอร์ไพรส์ ของใต้หวัน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการผลิตและบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด ซึ่งรับผิดชอบในด้านการตลาดและการจำหน่ายสินค้า มีวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งเพื่อผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปภายใต้เครื่องหมายการค้า “มาม่า” โดยมีสำนักงานใหญ่แห่งแรกที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ และเปิดทำการโรงงานแห่งแรกที่เขตหนองแขม กรุงเทพฯ ซึ่งหลังจากการดำเนินธุรกิจปีแรกผ่านไป หุ้นทั้งหมดได้ถูกโอนไปยังผู้ถือหุ้นคนไทยซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่มาจวบจนปัจจุบัน

ปล.ปัจจบันยอดขายบะหมี่สำเร็จรูปในไทยพุ่งสูงถึง 6,500 ล้านซอง/ถ้วย ต่อปี ส่วนของโลกพุ่งสูงถึง 101,400 ล้านซอง/ถ้วย ต่อปี !!! ซึ่งเท่ากับว่าทุกคนบนโลกนี้บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเดือนละมากกว่า 1 ซอง

อ้างอิง – pptvhd36