รู้จัก “หอยทาก-โคตรอึด” ที่อาศัยอยู่ปล่องภูเขาไฟได้ เพราะมีเกราะที่ทนความร้อนได้ถึง 400°C

“หอยทากทะเลตีนเกล็ด” (Scaly Foot Snail) หรืออีกชื่อคือ “ลิ่นทะเล” (Sea Pangolin) ชื่อวิทยาศาสตร์ Chrysomallon squamiferum สิ่งมีชีวิตสุดหายาก ถูกพบครั้งแรกเมื่อปี 2003 อาศัยอยู่ ณ ปากปล่องภูเขาไฟใต้ทะเล (ในแถบมหาสมุทรอินเดียเท่านั้น) ซึ่งอยู่ลึกลงไปกว่า 2,400 เมตร (โดยบริเวณปากปล่องมีความร้อนสูงถึง 398 องศาเซลเซียส) อีกทั้งยังมีแรงกดทับมหาศาล เป็นสถานที่สุดขั้วแต่พวกมันกลับอาศัยอยู่ได้แบบชิล ๆ จนได้รับฉายา “หอยทากภูเขาไฟ”

ซึ่งความเจ๋งของมันยังไม่หมดเพียงเท่านั้น จูเลีย ซิกวาร์ต นักวิจัยสัตว์ทะเลจาก ม.ควีน ประเทศไอแลนด์ ระบุว่า “หอยทากชนิดนี้สามารถดูดซับธาตุเหล็กที่ถูกปล่อยออกมาจากปล่องภูเขาไฟ เพื่อนำมาเคลือบเปลือกเป็นเกราะเหล็กเสริมความแข็งแรงอีกชั้นได้ อีกทั้งยังสร้างเกล็ดเหล็กหุ้มเนื้อส่วนล่างเพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์นักล่าอย่างปูหรือหอยทากมีพิษชนิดอื่นเพิ่มได้อีกด้วย”

โดยเปลือกของมันถูกหุ้มด้วยเกราะ 3 ชั้น : ชั้นนอกเป็นเหล็ก ชั้นกลางเป็นสารอินทรีย์ และชั้นในเป็นหินปูน ซึ่งการแบ่งชั้นของเปลือกแบบนี้ช่วยให้เปลือกสามารถดูดซับแรงกระแทกได้ดี โดยนักวิจัยชาวญี่ปุ่นเคยทดสอบแล้วพบว่า เปลือกของมันสามารถต้านแรงหนีบของปูหลายชนิดและสามารถสะท้อนเข็มพิษของทากทะเลชนิดอื่นได้

นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบอีกว่า มันยังเป็นสัตว์ที่ไม่มีกระเพาะอาหาร เนื่องจากพวกมันได้รับสารอาหารจากแบคทีเรียซิมไบโอติคที่อาศัยอยู่ในร่างกาย (ไม่ต้องหาอาหารเอง) โดยทั้งคู่มีความสัมพันธ์แบบ-อาศัยซึ่งกันและกัน คือทากให้ที่อยู่อาศัย ส่วนแบคทีเรียก็ผลิตสารอาหารให้เป็นการตอบแทน

ทั้งนี้ เนื่องด้วยความหายากและเพิ่งถูกพบไม่นาน ข้อมูลของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์สุดแปลกนี้จึงยังมีไม่มากนัก แต่ตอนนี้ IUCN กลับประกาศให้ “หอยทากทะเลตีนเกล็ด” เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์เต็มทีเสียแล้ว เนื่องจากการขุดเหมืองใต้ทะเลของมนุษย์เป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้บริเวณปล่องภูเขาไฟใต้ทะเลหลายแห่งระเบิดพลังออกมาจากใต้เปลือกโลก จนพวกมันถูกคุมคามแหล่งอาศัยจนใกล้สูญพันธุ์เต็มทีนั่นเอง

Fact – เมือกของหอยทาก (Snail slime) มีส่วนประกอบของคอลลาเจนและอีลาสตินจำนวนมาก เมื่อนำมาแปรรูปจึงช่วยให้สามารถผลิตครีมลดริ้วรอย กระตุ้นเซลล์ผิวหนัง และช่วยในการสมานแผลได้ จึงทำให้ปัจจุบันตลาดความงามจากเมือกหอยทากทั่วโลกมีมูลค่าอยู่ที่ 314 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 9,700 ล้านบาทเลยทีเดียว

Fact 2 – นอกจากจะมีเจ้าตัวนี้ที่ชื่อเท่แล้ว บนโลกยังมี “หอยทากไฟ” (Fire Snail) ด้วยนะ เพราะทั้งลำตัวด้านบนและเปลือกสีจะดำสนิท ขนาดลำตัวยาวสูงสุด 30 เซนติเมตร และบริเวณด้านล่างจะมีสีแดงสดดูคล้ายกับเปลวไฟ จึงเป็นที่มาของชื่อ “หอยทากไฟ” นั่นเอง