ประสบการณ์จริง จากชายที่ถูก “อนุภาคอะตอม – เคลื่อนผ่านหัว” จนเกิดเอฟเฟคตลอดชีวิต

ก่อนจะเข้าเรื่องสิ่งแรกที่หลายคนอาจสงสัย – เครื่องเร่งอนุภาคคืออะไร ? ตอบ : เครื่องเร่งอนุภาคมีอีกชื่อว่า “เครื่องบดอะตอม”(Atom Smashers) ถูกคิดค้นขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เพื่อศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างของอะตอม เนื่องจากนักวิจัยพบว่า อะตอมไม่ได้ประกอบด้วย โปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน เท่านั้น แต่ยังมีโครงสร้างที่ซับซ้อนอีกมาก ดังนั้นพวกเขาจึงหาวิธีที่จะศึกษาโครงสร้างที่เล็กละเอียดนี้

ซึ่งวิธีที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ ก็คือ “การทำให้พวกมันแตกกระจาย” และเผยโครงสร้างที่แท้จริงออกมา โดยเครื่องเร่งอนุภาคนั้นจะบีบอัดและเหวี่ยงอนุภาคอะตอมให้มีความเร็วสูงในระดับที่ใกล้เคียงกับความเร็วแสง ให้ชนเข้ากับอะตอมอื่น ๆ จนมันแตกออกนั่นเอง จากนั้นจึงทำการตรวจวัดและวิเคราะห์อนุภาคและรังสีที่เกิดขึ้นจากการชนกัน ซึ่งนักวิจัยเปรียบเทียบว่า “หลักการของมันคล้ายกับที่เราทำมือถือตกจากตึกสูง ที่เมื่อมันตกถึงพื้นมือถือจะแตกกระจายและเผยให้เห็นอุปกรณ์ข้างใน”

เข้าเรื่อง – เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ปี ค.ศ.1978 “อานาโตรี บูกอร์สกี” วิศวกรชาย วัย 36 ปี กำลังปฏิบัติงานอยู่กับ “เครื่องเร่งอนุภาค” (Particle Accelerator) ณ ศูนย์ปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ High Energy Physics ประเทศรัสเซีย โดยเขามุดหัวเข้าไปในเครื่องเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ควบคุมเครื่องเข้าใจว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ทำงานแล้ว จึงทำการเปิดเครื่องเร่งอนุภาคให้ทำงานตามปกติ อีกทั้ง โชคไม่ดีที่สัญญาณเตือนดันไม่ทำงาน นั่นทำให้เขาถูกอนุภาคสาดเข้าใส่ศรีษะเต็ม ๆ

ซึ่งเขาให้สัมภาษณ์ว่า “ในตอนนั้นผมเห็นแสงที่มีความสว่างราวกับดวงอาทิตย์ 1 พันดวงมาอยู่ตรงหน้า และหลังจากนำศรีษะออกมา ก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย” ช่วงเวลานั้นเขาไม่ได้บอกใครถึงอุบัติเหตุดังกล่าว และทำงานตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ทว่าในคืนนั้นเอง บูกอร์สกีมีอาการปวดศรีษะมาก และพบว่าใบหน้าด้านซ้ายบวมผิดปกติ จนตัดสินใจไปพบแพทย์

หลังจากเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด ทำเอาแพทย์ตกตะลึงเพราะรังสีไอออนที่เขารับนั้นมีความเข้มข้นสูงถึง 200,000 -300,000 Rads (หน่วยวัดความเข้มข้นรังสีไอออน) ทั้งที่ปกติแล้ว ความเข้มข้นเพียง 400 – 1,000 Rads ก็สามารถฆ่าคนได้แล้ว แต่สำหรับสาเหตุบูกอร์สกีรอดมาได้นั้น เป็นเพราะพื้นที่บนร่างกายที่เขาได้รับคลื่นรังสีนั้นเป็นเพียงเส้นตรงเล็ก ๆ คล้ายแกนดินสอที่ทะลุผ่านจากหลังศรีษะและมาออกทางจมูกเท่านั้น

แต่ถึงอย่างนั้น ลำแสงที่พุ่งผ่านก็ทำลายเนื้อเยื้อและเส้นประสาทบางส่วน ทำให้เขาเป็นอัมพาตครึ่งหน้า (ด้านซ้าย) อีกทั้งบริเวณจมูกที่รังสีพุ่งออกมาก็เผาไหม้จนเนื้อบริเวณนั้นหายไป รวมถึงหนังบริเวณหลังศรีษะด้วย ด้วยเหตุนี้ บูกอร์สกีจึงสูญเสียการได้ยินจากหูซ้ายไป แต่โชคดีที่เส้นประสาทเกี่ยวกับการมองเห็นและรับกลิ่นไม่ถูกทำลายไป ทำให้ตาซ้ายเขายังมองเห็นได้ปกติ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ต้องเผชิญกับอาการชักเกร็งตลอดชีวิต

อย่างไรก็ตาม ความคิดและความฉลาดในฐานะวิศวกรของเขายังคงเหมือนเดิม โดยบูกอร์สกีเข้ารักษาตัวนาน 18 เดือน ก่อนจะกลับมาทำงานในตำแหน่งผู้ประสานงานที่ศูนย์ปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ High Energy Physics เช่นเดิม ซึ่งเรื่องนี้ถูกปิดเงียบมานานหลายสิบปี เนื่องจากเหตุผลด้านความมั่นคงของโซเวียต แต่หลังจากที่โซเวียตล่มสลาย เขาจึงออกมาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภายหลัง