Microsoft เตรียมแผนประดิษฐ์ “เครื่องขุดบิทคอยน์” ด้วยพลังจากคลื่นสมองของคุณเอง

หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ทำให้ “บิทคอยน์” มักถูกโจมตีมาโดยตลอดคือ การใช้พลังงานที่ต้องสูญเสียไปในการขุด (Proof of Work) โดยข้อมูลจากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์เผยว่า การขุดบิทคอยน์ในปี 2020 เทียบเท่ากับไฟฟ้าที่ใช้ทั้งปีของประเทศอาร์เจนตินา แถมยังเพิ่มก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้นอีกด้วย ทว่า เมื่อไม่นานมานี้ ไมโครซอฟท์ได้ผุดไอเดียสำหรับแก้ปัญหาดังกล่าว ด้วยการสร้างระบบขุดบิทคอยน์โดยใช้ “ร่างกาย” ของมนุษย์

ข้อมูลอธิบายการทำงานอยู่ย่อหน้าที่ 3

โดยไมโครซอฟท์ได้เผยแพร่ข้อมูลของสิทธิบัตรที่มีชื่อว่า “Cryptocurrency system using body activity data” (ระบบคริปโตเคอเรนซีที่ใช้ข้อมูลจากกิจกรรมของร่างกาย) โดยสิทธิบัตรนี้ได้อธิบายว่า “ทุก ๆ วัน มนุษย์จะสร้างพลังงานขึ้นมาใหม่เสมอ และพลังงานเหล่านั้นจะสูญเสียไปกับการทำงานแต่ละอย่างในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนี้ ไมโครซอฟท์จึงได้ออกแบบระบบที่จะนำพลังงานเหล่านั้นมาใช้สำหรับขุดคริปโตเคอเรนซี”

ทั้งนี้ สิทธิบัตรยังอธิบายอีกว่า ในขั้นตอนปฏิบัตินั้น : เซิร์ฟเวอร์หลักจะส่งข้อมูลของกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะใช้สำหรับขุดบิทคอยน์ – ไปยังเซนเซอร์ที่ติดอยู่บนร่างกายของผู้ใช้งาน – และเมื่อผู้ใช้เริ่มทำกิจกรรมที่ตรงกับข้อมูลที่เซิร์ฟเวอร์หลักส่งมา – ระบบขุดก็จะเริ่มทำการขุดเหรียญทันที – จนกระทั่งผู้ใช้งานทำกิจกรรมดังกล่าวครบถ้วน – ระบบก็จะตอบแทนรางวัลเป็นเหรียญคริปโตเคอเรนซีนั่นเอง

ตัวอย่างการขุดบิทคอยน์ โดยใช้วิธี proof of work ด้วยการใช้การ์ดจอมาประมวลผล ซึ่งต้องใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมาก จึงกลายเป็นที่ถกเถียงและดราม่าทั่วโลกนั่นเอง

โดยเซนเซอร์ที่ว่า อาจเป็นเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ เครื่องวัดอุณหภูมิ หรือเครื่องสแกนต่าง ๆ ที่ตรวจจับการทำงานที่มาจากกิจกรรมของมนุษย์ นั่นจึงทำให้ระบบดังกล่าวสามารถตรวจจับการทำงานที่มาจากทั้ง “กิจกรรมทางร่างกาย” และ “กิจกรรมทางสมอง” นั่นเอง ทั้งนี้ สิทธิบัตรดังกล่าวยังอ้างถึงการตรวจจับ “คลื่นสมอง” ที่แตกต่างกัน นั่นคือ คลื่นแกรมมา คลื่นเบต้า และคลื่นอัลฟา ซึ่งนั่นเท่ากับว่า เซนเซอร์นี้สามารถตรวจจับการทำงานของมนุษย์ แม้กระทั่งตอนที่ “ไม่รู้ตัว” และนั่นก็จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถขุดคริปโตฯ แม้ว่ากำลังจดจ่อกับการทำอย่างอื่นอยู่ก็ตาม

ดังนั้น นี่จึงเป็นการขุดบิทคอยน์ที่ต่างจากวิธีดั้งเดิมอย่างมาก ที่ต้องอาศัยการคำนวณอันซับซ้อนซึ่งส่งผลเสียต่อการใช้พลังงานมหาศาล ต่างกับระบบของไมโครซอฟท์ที่จะตรวจจับการทำงานในชีวิตประจำวัน เช่น การอ่านหนังสือ การดูโฆษณา และการเล่นอินเทอร์เน็ต แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ใช่ว่าเราจะโกงเซนเซอร์เหล่านี้ได้ง่าย ๆ เพราะหากมันตรวจจับได้ว่าเราทำกิจกรรมดังกล่าวไม่ครบถ้วน เช่น อ่านหนังสือข้าม ๆ ไป เซนเซอร์ดังกล่าวก็จะหยุดทำงานนั่นเอง

พลังงานความร้อนจากการขุดบิดคอยน์นั้นมากขนาดที่ เจ้าของฟาร์มที่เป็นนักขุดบิดคอยน์ สามารถนำความร้อนที่ได้มาใช้เลี้ยงไก่ รวมไปถึงให้ความร้อนในบ้านให้อบอุ่นในฤดูหนาวได้เลย

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ในปี 2017 บริษัทสัญชาติเนเธอแลนด์แห่งหนึ่ง ได้ทำการสำรวจเกี่ยวกับพลังงานที่มนุษย์ใช้ในแต่ละวันว่าเพียงพอสำหรับขุดคริปโตฯ หรือไม่ ? ซึ่งผลการทดลองจากรวบรวมความร้อนจากร่างกายของกลุ่มตัวอย่าง 37 คน ภายใน 2-3 ชั่วโมง พบว่า เกิดพลังงานที่เพียงพอต่อการขุดคริปโตฯ ถึง 8 วัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าวของไมโครซอฟท์ด้วย

ปัจจุบัน ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลว่าไมโครซอฟท์จะนำไอเดียนี้ไปพัฒนาต่อหรือไม่ แต่เริ่มมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยและความเหมาะสมในการทำงานที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม หากระบบดังกล่าวเกิดขึ้น มันจะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้า และมนุษย์ก็อาจสร้างรายได้จนเป็นปกติ เพียงแค่ขยับร่างกายในแต่ละวันนั่นเอง