รอยสักโบราณ บนร่างของ “มัมมี่เจ้าหญิงไซบีเรีย” (อายุ 2,500 ปี) ณ เพอร์มาฟรอส

เมื่อปี 1993 นักวิจัยได้สำรวจพบ “มัมมี่หญิง” อายุ 2,500 ปี  ณ ชั้นน้ำแข็งเพอร์มาฟรอส บนที่ราบสูงของเทือกเขาอัลไต ประเทศรัสเซีย จากการตรวจสอบเชื่อว่า เธอคือ “เจ้าหญิงแห่งไซบีเรีย” นามว่า Ukok และที่น่าสนใจสุด ๆ ก็คือ “รอยสัก” บนหัวไหล่ทั้งสองข้างของเธอ ที่ยังคงสภาพอย่างเด่นชัด แม้เวลาจะผ่านมากว่าสองพันปีแล้วก็ตาม

(ร่างมัมมี่เจ้าหญิง) , (รอยสัก “พาซีริก” ฉบับปัจจุบัน)

ทำไมถึงทราบว่าร่างที่พบคือเจ้าหญิง ? ตอบ : เนื่องจากบริเวณเดียวกัน ยังพบโครงกระดูกของชายร่างใหญ่ 2 ร่างพร้อมชุดเกราะ (คาดว่าเป็นองครักษ์) อีกทั้งยังพบซากม้า 6 ตัว ถูกฝังอยู่ใกล้กัน เพราะชาวไซบีเรียเชื่อว่า ต้องมียานพาหนะสำหรับเดินทางสู่โลกหลังความตาย และเธอยังสวมเสื้อผ้าไหมจีน ซึ่งในสมัยนั้น ผ้าชนิดนี้มีราคาแพงยิ่งกว่าทองและยังเป็นเครื่องแต่งกายที่จำกัดไว้เฉพาะราชวงศ์เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเครื่องประดับและกระจกถูกฝังอยู่ใกล้กันด้วย

ทีมนักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์ “โนโวซีบีสค์” ของรัสเซีย ระบุว่า เจ้าหญิง Ukok คือสมาชิกของชนเผ่า “Pazyryk” (พาซีริก) ชนเผ่าเร่ร่อนในไซบีเรียที่มีตัวตนอยู่จริงเมื่อ 50 ปีก่อนคริสตกาล นั่นเป็นเพราะรอยสักที่อยู่บนหัวไหล่ของเธอนั้นเป็นสัญลักษณ์ของชาว “Pazyryk” (ตรงตามบันทึกของ “ฮอนดูรัส” นักโบราณคดีชาวกรีก)

เขากวางที่ถูกประดับด้วยหัวนกแร้งยาวทั่วลำตัว

นาตาเรีย โพโลสมาร์ก หนึ่งในผู้ร่วมนักวิจัย ระบุว่า รอยสักของชาวพาซีริกนั้นเป็นรอยสักโบราณที่มีความซับซ้อนและสวยงามที่สุดในโลก อีกทั้งจำนวนรอยสักยังช่วยให้เราพอจะคาดเดาอายุของผู้ถูกสักแบบหยาบ ๆ ได้อีกด้วย (ยิ่งมีรอยสักมากก็ยิ่งมีอายุมาก)

เช่น เจ้าหญิง Ukok ที่มีรอยสักอยู่บนหัวไหล่ทั้งสองข้าง นั่นพอจะเดาได้ว่าเธอเสียชีวิตด้วยอายุประมาณ 25 ปี หรืออย่างร่างของนักรบชาย 2 คน ก็มีรอยสักรูปแบบเดียวกันแต่มากกว่า ซึ่งคาดว่าตอนเสียชีวิตน่าจะมีอายุมากกว่าเจ้าหญิง (แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยอายุของนักรบทั้ง 2 ท่านนะครับ)

ตามความเชื่อโบราณของชาวพาซีริก  เชื่อว่า รอยสักนั้นเปรียบเสมือนตราประจำตระกูล ที่เมื่อตายไปแล้วจะช่วยให้คนที่อยู่ครอบครัวเดียวกันสามารถจำกันได้ในโลกหลังความตาย

ปัจจุบันร่างของเจ้าหญิง Ukok ถูกเก็บรักษาและจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Republican National Museum ในสาธารณรัฐอัลไต ประเทศรัสเซีย ครับผม