(คลายปริศนา) หอสังเกตการณ์ใต้ทะเลขนาดใหญ่ หนักเกือบ 1 ตัน – จู่ ๆ ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2019 ที่ผ่านมา จู่ ๆ หอสังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์ใต้น้ำ “Boknis Eck” ที่ตั้งอยู่บริเวณทะเลบอลติก นอกชายฝั่งประเทศเยอรมนี กลับหยุดส่งข้อมูลไปดื้อ ๆ ทำให้ทีมวิจัยธรณีวิทยาทางทะเล GEOMAR Helmholtz แห่งเมืองคีล ต้องดำน้ำลงไปตรวจสอบ โดยพวกเขาสันนิษฐานว่าอาจเป็นแค่ปัญหาทางเทคนิคเท่านั้น

ซากของสายเคเบิลที่ขาดแล้ว ซึ่งเป็นชิ้นส่วนเดียวของหอสังเกตการณ์ที่ถูกเหลือทิ้งไว้

แต่ทว่า เมื่อพวกเขาลงไปถึงบริเวณดังกล่าว กลับต้องตกใจในทันที เมื่อหอสังเกตการณ์ขนาด 800 กิโลกรัม ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย หลงเหลือเพียงสายเคเบิลเท่านั้น โดยเฮอร์มันน์ บันจ์ นักชีวเคมีจาก GEOMAR กล่าวว่า “หอสังเกตการณ์และอุปกรณ์ทั้งหมดมีขนาดใหญ่และหนักมาก ซึ่งมันไม่สามารถหายไปเพราะเหตุการณ์ทางธรรมชาติได้ (เช่น คลื่นยักษ์) แม้บางคนอาจจะคิดว่ามันถูกเรือดำน้ำขนาดใหญ่ขโมยไป แต่หอสังเกตกาณ์นั้นตั้งอยู่ใต้ทะเลลึกเพียง 14.5 เมตร ซึ่งตื้นเกินไปที่เรือดำน้ำจะแล่นมาได้”

ดังนั้น เหตุผลที่ทีมนักวิจัยคิดว่าเป็นไปได้มากที่สุดคือ การถูกลากจากอวนจับปลาหรือถูกเกี่ยวโดยสมอของเรือหาปลาขนาดยักษ์ เพราะแม้พื้นที่ดังกล่าวจะเป็นเขตน่านน้ำหวงห้ามสำหรับการทำวิจัย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเรือทุกลำจะไม่สามารถเข้ามาได้ ซึ่งต่อมาทีมนักประดาน้ำได้ค้นหาเพิ่มเติมในรัศมี 100 เมตรของพื้นที่ดังกล่าว ก่อนจะพบร่องรอยของหอสังเกตการณ์และตัวสถานีที่ถูกลากไปเป็นระยะทางประมาณหนึ่งก่อนจะหายไป

หอสังเกตการณ์ใต้ทะเลที่หายไป

ทั้งนี้ ทีมวิจัยของ GEOMAR ยังได้ใช้โซนาร์บนเรือเพื่อสแกนหาสัญญาณของอุปกรณ์ อีกทั้งยังได้รับความช่วยเหลือจากฐานทัพเรือ ในการใช้เรือกวาดทุ่นระเบิดและเทคโนโลยีการสแกนอื่น ๆ เพื่อค้นหาสัญญาณของอุปกรณ์ร่วมด้วย นอกจากนี้ ตำรวจยังได้เร่งสืบสวนและสอบถามผู้คนในบริเวณโดยรอบว่าพบเห็นเรือลำใดแล่นในวันดังกล่าวหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หอสังเกตการณ์ Boknis Eck ถูกติดตั้งใต้น้ำบริเวณปากทางเข้าอ่าว Eckernförde มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1957 โดยถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือบันทึกทางสมุทรศาสตร์ที่ใช้งานมายาวนานที่สุดในโลก ซึ่งจะทำหน้าที่บันทึกอุณหภูมิของน้ำ ความเค็ม กระแสน้ำ ระดับสารอาหาร ตลอดจนระดับของออกซิเจน มีเทน และคาร์บอนไดออกไซด์มาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังสามารถเก็บข้อมูลจากเหตุการณ์ในระยะสั้น เช่น พายุหรือคลื่นความร้อน เพื่อช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเข้าใจผลกระทบของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในระยะยาวได้

เซนเซอร์ใต้น้ำของหอสังเกตการณ์ใต้ทะเลบอลติกที่ใช้รวบรวมข้อมูลสิ่งแวดล้อม

โดยเฮอร์มันน์ บันจ์ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า “ตัวสถานีและหอสังเกตการณ์อาจมีมูลค่าสูง (ประมาณ 10 ล้านบาท) แต่มันเทียบไม่ได้กับข้อมูลที่พวกเราสูญเสียไป และถึงแม้ว่าในอนาคตอันใกล้อาจมีการสร้างสถานีใหม่โดยเร็ว แต่นั่นก็เท่ากับว่า ณ เวลานี้ เราจะไม่สามารถบันทึกข้อมูลทางทะเลที่สำคัญในบริเวณนั้นได้เลย ซึ่งที่ผ่านมาข้อมูลใต้ทะเลบริเวณนั้นไม่เคยหยุดบันทึกนับตั้งแต่หอสังเกตการณ์ถูกติดตั้งมา”