นี่คือ “ผู้ป่วยหมายเลข 0” จุดเริ่มต้นการระบาดครั้งใหญ่สุดของ “อหิวาตกโรค” ในลอนดอน

“ผู้ป่วยหมายเลข 0” (Patient Zero) หมายถึง “บุคคลแรกที่ติดเชื้อไวรัสในการระบาดของโลกนั้น ๆ” ซึ่ง Flagfrog มีความตั้งใจที่จะนำเสนอเรื่องราวแบบนี้อีกหลายเรื่อง รวมเป็นซีรีส์อีกหลายโรคเลย ซึ่งหากท่านใดไม่อยากพลาด อย่าลืมกดไลค์เพจเพื่อรับการแจ้งเตือนไว้ด้วยนะครับ

cholera
ภาพบรรยายอาการผู้ป่วยอหิวาตกโรค มักมีผิวเหี่ยวแห้ง, แก้มตอบ และเบ้าตาลึกจากภาวะขาดน้ำ บางรายรุนแรงจนผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีคล้ำม่วงน้ำเงิน ทั้งนี้ยุควิกตอเรียในอังกฤษ จัดว่าเป็นยุคที่มีความรุ่งเรืองด้านอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นระบบสาธารณูปโภคยังคงมีปัญหามาก ไม่พัฒนาตามอุตสาหกรรมอื่น ๆ

ผู้ป่วยหมายเลข 0 (ผู้ป่วยรายแรก)

เรื่องเริ่มต้นขึ้น ณ ถนนบรอด (Broad Street) ในเขตโซโฮ นครเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ วันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.1854 เกิดความวุ่นวายขึ้นที่บ้านของครอบครัวลูอิส เมื่อทารกเพศหญิงอายุ 5 เดือน นามว่า ฟรานซิส ลูอิส (Frances Lewis) มีอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงติดต่อกันนาน 4 วันแล้ว ทางครอบครัวเห็นท่าไม่ดีจึงพาเธอไปยังโรงพยาบาล และได้พบกับนายแพทย์ วิลเลียม โรเจอร์ (William Roger) โดยคุณหมอได้วินิจฉัยว่าหนูน้อยป่วยเป็นโรคท้องร่วงเฉียบพลันธรรมดาเท่านั้น (Acute diarrhea) ไม่เหมือนอหิวาตกโรคที่เคยระบาดในประเทศเมื่อ 10 ปีที่แล้วเลยแม้แต่น้อย

ค.ศ.1848-1849 ตอนนั้น มีชาวลอนดอนเสียชีวิตจากอหิวาตกโรค ราว 54,000-62,000 คน ก่อนจะมาระบาดอีกรอบในอีก 10 ปีต่อมา

ทั้งนี้จะโทษคุณหมอที่วินิจฉัยผิดพลาดก็คงไม่ได้ เพราะการวินิจฉัยในสมัยนั้นจะใช้วิธีสังเกตอาการเป็นหลัก เนื่องจากยังไม่มีเครื่องมือในการเพาะเชื้อเพื่อหาแบคทีเรียในอุจจาระแบบที่เราใช้กันในปัจจุบัน และถึงแม้หนูน้อยฟรานซิสจะมีอาการท้องร่วงรุนแรงก็จริง แต่ก็ไม่ได้มีอาการสำคัญของการเป็นอหิวาต์นอกเหนือจากท้องร่วงเพียงอาการเดียว นั่นคือ เป็นไข้, เป็นตะคริว, ผิวหนังแห้งเย็น, ฝีปากและเล็บเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ หรือที่เราเรียกกันว่า “Blue” เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงอวัยวะตรงส่วนนั้นน้อยจึงทำให้บริเวณนั้นมีสีคล้ำเปลี่ยนจากแดงกลายเป็นม่วงน้ำเงินนั่นเองครับ

และจากการวินิจฉัยที่ผิดพลาด จึงทำให้หนูน้อยฟรานซิสไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จนเธอเกิดภาวะช็อกจากการขาดน้ำอย่างรุนแรง ( Hypovolemic shock) สุดท้ายก็เสียชีวิตในวันที่ 2 กันยายน 1854 จากหลักฐานบันทึกการเสียชีวิตที่ออกโดยคุณหมอโรเจอร์ มีรายละเอียดระบุว่า “ฟรานซิส ลูอิส เสียชีวิตจากอาการอ่อนเพลีย (Exhaustion)” ข้อความดังกล่าว ยิ่งแสดงให้เห็นว่าคุณหมอยังคงเชื่อว่าหนูน้อยไม่ได้ป่วยเป็นอหิวาตกโรคจริง ๆ

cholera
มรณบัตรของฟรานซิส ลูอิส ออกโดยคุณหมอวิลเลียม โรเจอร์

แต่เธอไม่ใช่ผู้ป่วยเพียงรายเดียวของเมืองนี้ หลังจากที่หนูน้อยฟรานซิสเริ่มมีอาการท้องร่วง ในวันถัดมาก็เริ่มมีรายงานถึงผู้ป่วยที่มีอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงหลายคนในละแวกใกล้เคียงกัน ซึ่งข้อมูลตรงนี้อ้างอิงจากวารสารวิทยาศาสตร์ International Journal of Epidemiology ฉบับที่ 43 ซึ่งเผยให้เห็นถึงจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในช่วงวันที่ 31 สิงหาคม 1854 จนถึงวันที่ 7 กันยายน 1854 มีรายงานเคสผู้ป่วยที่มีอาการท้องร่วงรุนแรงกว่า 497 ราย และมีผู้เสียชีวิตมากถึง 469 ราย ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนเลยทีเดียว

และนี่ก็คือ ตารางแสดงจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากอหิวาตกโรค ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม – 30 กันยายน ปี 1854

เดือนวันที่จำนวนผู้ป่วยจำนวนผู้เสียชีวิต
สิงหาคม31344
กันยายน114272
2128127
36276
45571
52645
62840
72234
8 (ปิดการจ่ายน้ำ)1430
9624
10218
11315
1217
13313
1406
1518
1636
1745
1804
1914
2001
2100
2223
2303
2410
2501
2612
2700
2822
2901
3000
ไม่ทราบวันที่12746
668668

 

ถึงคราวสืบหาต้นตอ

หลังจากช่วงระยะเวลาของวันที่ 1 ถึงวันที่ 2 กันยายน 1854 ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า เริ่มเกิดโรคระบาดขึ้นในลอนดอนแล้วแน่นอน ทำให้อายุรแพทย์ที่กำลังศึกษาการระบาดของอหิวาตกโรคในเวลานั้น “คุณหมอ จอห์น สโนว์” จึงเป็นแกนนำหลักที่ได้เข้าไปสืบหาต้นตอของเรื่องนี้ แน่นอนว่าสิ่งที่เขาสงสัยมากที่สุดคือการระบาดของอหิวตกโรคในบริเวณถนนบรอด คุณหมอสโนว์จึงใช้วิธีเข้าไปสอบถามจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากบ้านแต่ละหลัง จากนั้นก็นำสถิติมาจดบันทึกลงในแผนที่ของถนนบรอด (โดยตั้งชื่อให้แผนที่ฉบับนี้ว่า แผนที่ปีศาจ The Ghost Map เพื่อตามล่ามัจจุราชที่คร่าชีวิตผู้คนให้เจอนั่นเอง) พอไล่ต้นตอ + วันที่ป่วย + ความรุนแรงของอาการ + วันที่เสียชีวิต จนสุดท้ายพบว่า

การระบาดของอหิวาต์ที่เกิดขึ้นในลอนดอนนั้น มีความเชื่อมโยงกับตำแหน่งของปั๊มป์น้ำใจกลางเมือง เนื่องจากแผนที่แสดงให้เห็นคุณหมอทราบว่า “บ้านแต่ละหลังที่พบผู้ติดเชื้อนั้น จะอยู่ใกล้กับปั๊มป์น้ำแห่งนี้ทั้งสิ้น”

แต่นั่นเหตุผลเพียงแค่นี้ก็ยังไม่ทำให้คุณหมอและทีมปักใจเชื่อในทันที พวกเขาจึงค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อหาความเชื่อมโยงที่ถูกต้องเกี่ยวกับสมมุติฐานนี้ เมื่อสืบไปเรื่อย ๆ และหาความเป็นไปได้จากสถิติคุณหมอก็พบว่ามีสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่พบผู้ป่วยเลย นั่นคือโรงหมักเบียร์ไลออน บริวเวอรี (Lion Brewery) ซึ่งตั้งอยู่ในถนนบรอดนี่แหละ แถมอยู่ถัดจากปั๊มป์น้ำใจกลางเมืองเพียงแค่ซอยเดียวเท่านั้น แต่เหตุใดสถานที่แห่งนี้จึงไม่มีผู้ป่วยเลย ?

cholera
แผนผังบ้านแต่ละหลังในถนนบรอด จุดสีแดงคือตำแหน่งของปั๊มป์น้ำ ส่วนขีดสีดำแนวนอนในแต่ละตำแหน่งแสดงให้เห็นถึงจำนวนผู้ป่วยในละแวกนั้น

คุณหมอไม่รอช้า รีบพุ่งไปที่โรงงานหมักเบียร์แห่งนั้นทันที ตามคำบอกเล่าของคนงานในโรงหมักเบียร์กล่าวว่า พวกเขาไม่ได้ใช้น้ำจากปั๊มป์น้ำเลย เพราะพวกเขามีเบียร์ให้ดื่มแทนน้ำอยู่ทุกวัน ของอร่อยแบบนี้พวกเขาไม่ต้องดื่มน้ำเลยก็ได้

ยังไม่หมดเพียงแค่นั้นนะครับ คุณหมอยังได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากโรงเคหสงเคราะห์ บริเวณถนนพอร์ตแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่เหนือขึ้นไปจากปั๊มป์น้ำของถนนบรอด ในเคหสงเคราะห์มีคนงานอยู่จำนวน 500 คน แต่มีเพียง 5 คนที่มีอาการท้องร่วง ซึ่งผู้ป่วยเหล่านั้นเป็นเจ้านายและลูกน้องอีก 4 คนที่ใช้น้ำจากปั๊มป์ของถนนบรอด เนื่องจากเจ้านายผู้นี้ชื่นชอบรสชาติของน้ำจากปั๊มป์ดังกล่าวนั่นเอง ส่วนคนงานที่เหลือไม่ได้ใช้น้ำจากปั๊มป์บนถนนบรอดจึงรอดตัวไป

และด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้จึงทำให้คุณหมอสโนว์มั่นใจแล้วว่า “น้ำจากปั๊มป์ใจกลางเมืองคือสาเหตุสำคัญ หรืออาจจะเป็นสาเหตุแรกที่ทำให้ผู้คนในถนนบรอดติดเชื้ออหิวาตกโรคครับ”

john snow
จอห์น สโนว์ (John Snow) หากไม่มีชายคนนี้ ตัวเลขของชาวลอนดอนที่เสียชีวิตจากอหิวาตกโรค ในปี ค.ศ.1853-1854 คงสูงกว่า 31,000 คน อย่างแน่นอน (ขอบคุณ คุณหมอครับ)

เมื่อทราบและมั่นใจแล้ว คุณหมอจึงนำข้อมูลที่ได้ไปเสนอแก่สภาลอนดอนทันที นั่นคือปิดไม่ให้มีการจ่ายน้ำผ่านปั๊มป์กลางเมืองแห่งนั้นอีก  (คือตอนแรกสภาก็ไม่อยากจะยอมหรอก แต่พอสโนว์ทนไม่ไหว เลยทำการหักที่ปั๊มน้ำด้วยตัวเองสะเลย) ทำให้หลังจากวันที่ 8 กันยายน 1854 เป็นต้นมา ผู้ป่วยก็เริ่มมีจำนวนลดลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงหลักหน่วยเท่านั้น กระทั่งในวันที่ 30 กันยายน 1854 ทางสภาเมืองก็ประกาศว่าไม่พบผู้ป่วยรายใหม่อีก ถือเป็นอันจบสิ้นปัญหาอหิวาตกโรคระบาดบนถนนบรอดในที่สุดครับ

ทั้งนี้คุณหมอได้ออกมาเปิดเผยในภายหลังว่า “บ้านของผมอยู่ห่างจากบ้านของผู้ป่วยหมายเลขศูนย์เพียงไม่กี่ช่วงตึก หากผมทราบข่าวของหนูน้อยน่าสงสารคนนั้นเร็วกว่านี้ ผมคงยับยั้งการระบาดจากหนักเป็นเบาได้”

 

ตัวการสำคัญคือ “ผ้าอ้อม” !

แม้หนูน้อยฟรานซิส ลูอิสจะเป็นผู้ป่วยหมายเลข 0 ที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของอหิวาตกโรคบนถนนบรอด แต่การระบาดจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าหากซาราห์ ลูอิส (Sarah Lewis) ผู้เป็นแม่ ไม่เทน้ำซักผ้าอ้อมของลูกสาวลงในถังเก็บอุจจาระหน้าบ้าน …

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 1854 อีกครั้ง ซึ่งตรงกับวันที่หนูน้อยมีอาการท้องร่วงเป็นครั้งแรก ด้วยความที่เด็กทารกไม่สามารถเข้าห้องน้ำได้เอง ดังนั้น ทารกจะขับถ่ายลงบนผ้าอ้อมแล้วรอให้คุณแม่มาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ ประเด็นมันอยู่ตรงนี้เลยครับ

 

หลังจากที่ซาราห์ซักผ้าอ้อมของฟรานซิสแล้ว เธอนำน้ำซักผ้าอ้อมไปเทไว้ที่ถังเก็บอุจจาระ (Cesspool) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าบ้านของเธอ เนื่องจากในสมัยนั้นอุจจาระที่ตกตะกอนในถังเก็บ สามารถขายเป็นปุ๋ยให้กับเกษตรกรคนอื่นได้  แต่ด้วยระบบการจัดการที่ไม่ดีแถมยังไม่มีระบบกรองที่เหมาะสม ทำให้ของเหลวจากถังเก็บอุจจาระรั่วซึมออกมา และแทรกไปยังพื้นที่ใกล้เคียง โชคร้ายที่บ้านของครอบครัวลูอิสดันตั้งอยู่ใกล้กับปั๊มป์น้ำต้นเหตุ ทำให้ของเหลวจากถังเก็บที่เต็มไปด้วยแบคทีเรียก่อตัวเป็นโรคอหิวาต์ปะปนในน้ำที่ปั๊มป์ขึ้นมาด้วย

cholera
ภาพวาดจำลองเหตุการณ์ที่จอห์น สโนว์ถอดคันโยกปั๊มป์น้ำกลางถนนบรอด ในวันที่ 8 กันยายน 1854

และความสาระนองก๊องเก๊งยังไม่หมดแค่นั้น เพราะนอกจากการซักผ้าอ้อมเปื้อนอุจจาระของฟรานซิสแล้ว บิดาของเธอนามว่า โธมัส ลูอิส (Thomas Lewis) ก็ได้ใช้น้ำจากปั๊มป์เจ้ากรรมตรงนั้นร่วมด้วย จนเขาเริ่มมีอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงในวันที่ 8 กันยายน 1854 วันเดียวกันกับที่สั่งปิดการจ่ายน้ำจากปั๊มป์กลางเมือง และได้เสียชีวิตในวันที่ 19 กันยายน 1854

ซึ่งในระหว่างที่โธมัสมีอาการท้องร่วง ซาราห์ยังคงเอาผ้าปูเตียงและกางเกงเปื้อนอุจจาระไปซักและเทน้ำซักผ้าลงในถังเก็บอุจจาระอย่างเคย แต่เนื่องจากปั๊มป์น้ำถูกปิดไปแล้วจำนวนผู้ติดเชื้อจึงลดน้อยลงอย่างมาก ประกอบกับคำให้การของซาราห์ที่บอกเล่าถึงพฤติกรรมการซักผ้าของเธอ ยิ่งเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันว่าต้นเหตุน่าจะมาจากผ้าอ้อมของหนูน้อยฟรานซิส และการปิดปั๊มป์น้ำจะช่วยชาวเมืองแห่งถนนบรอดเอาไว้ได้นั่นเองครับ

 

รู้จัก “อหิวาตกโรค”

อหิวาตกโรค (Cholera) หรือโรคห่า คือโรคติดต่อร้ายแรงและสามารถระบาดได้อย่างรวดเร็ว โดยการระบาดของโรคมักเกิดขึ้นในชุมชนที่อยู่กันอย่างหนาแน่นมีขยะปริมาณมาก ทำให้แมลงวันชุกชุมในพื้นที่ ซึ่งเชื้อสามารถติดไปกับแมลงวันที่สัมผัสน้ำหรืออาหารปนเชื้อได้ หรือบางแห่งที่ระบบน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคยังไม่ดีพอ ระบบส้วมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้เชื้อปะปนลงในแหล่งน้ำท้องถิ่นได้เช่นกัน

แบคทีเรียก่อโรคสำคัญคือ Vibrio cholerae มันสามารถสร้างสารพิษที่ทำให้เกิดการรั่วซึมของน้ำและเกลือแร่ในระบบทางเดินอาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสียถ่ายเหลวอย่างรุนแรง อุจจาระมีกลิ่นเหม็นคาวและมีสีคล้ายน้ำซาวข้าว บางรายอาจพบการติดเชื้อในกระแสเลือด แต่ส่วนใหญ่มักเสียชีวิตด้วยอาการช็อกจากภาวะขาดน้ำ

ดังนั้น การดูแลรักษาในเบื้องต้นคือการแยกผู้ป่วยให้มีการขับถ่ายอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้มีการปนเปื้อนเชื้อลงในแหล่งน้ำสาธารณะ หากท้องร่วงมากต้องให้สารน้ำทดแทนอาจเป็นรูปแบบการดื่มน้ำเกลือแร่ หรือให้ทางหลอดเลือดในกรณีที่ดื่มไม่ได้ ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะ โดยส่วนใหญ่แล้วหากผู้ป่วยได้สารน้ำทดแทนอย่างเพียงพอจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้มากเลยทีเดียว

แล้วหนูน้อยผู้ป่วยรายแรก ติดโรคนี้ได้อย่างไร ? ตอบ : มีความเป็นไปได้ 2 แบบครับ 1.อึจากเด็กคนนั้นทำให้บ่อน้ำหมักหมมจนกลายเป็นโรคระบาด และแม่ก็เอาน้ำตรงนั้นมาให้เด็กใช้ เด็กก็เลยป่วย 2.เด็กคนนั้นได้รับเชื้อจากคนอื่น แต่ด้วยความที่เป็นทารก จึงร่างกายอ่อนแอ ต่อสู้กับโรคไม่ได้ อาการจึงแสดงออกมาก่อนรายแรก ซึ่งพอคุณหมอได้เดินสำรวจ สอบถามคนในละแวก และนำบันทึกทางการแพทย์ในโรงพยาบาลมาประมวลผลรวมกัน ก็เลยสรุปว่า หนูน้อยฟรานซิสคือผู้ป่วยรายแรกนั่นเองครับ 

cholera
Vibrio cholerae แบคทีเรียและจุลภาคที่ทำให้โรคอหิวาตกโรคได้

Fact – โชคดีที่คุณหมอ จอห์น สโนว์ ไม่เชื่อในทฤษฎีอากาศเป็นพิษ หรือที่เรียกกันว่า Miasmatic Theory มันคือทฤษฎีที่แพทย์และผู้เชี่ยวชาญบางคนใช้อธิบายสาเหตุการระบาดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของโรคบางชนิด เช่น การระบาดของกาฬโรคในอังกฤษ เมื่อปี 1665 โดยกล่าวว่าเชื้อก่อโรคได้ลอยไปตามลมทำให้ผู้ป่วยสูดอากาศพิษเหล่านี้เข้าไป อีกทั้งยังทำให้พืชผลเสียหายและอาหารเน่าบูดได้อีกด้วย แต่สโนว์ไม่คิดเช่นนั้น เขาจึงได้สืบค้นจนพบสาเหตุที่แท้จริงของเรื่องนี้ครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก (Source 1 , 2 , 3 , 4)