ย้อนตำนาน “กาฬโรค (Plague)” โรคที่พรากชีวิตคนไปมากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์

หากพูดถึงโรคระบาดที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากในประวัติศาสตร์มนุษย์ คงหนีไม่พ้นกาฬโรค (Plague) ซึ่งเคยเกิดการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ในทวีปยุโรป ความเป็นมาของมันจะเลวร้ายสักเพียงไหน ไปอ่านพร้อม ๆ กันเลยครับ

plague

โรคระบาดจัสติเนียน หรือ ยุสติอานุส

เกิดขึ้นเมื่อช่วงปีคริสตศักราช 527-565 ตรงกับรัชสมัยของจักรพรรดิจัสติเนียนที่ 1 (Justinian I) แห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในการแพร่ระบาดของกาฬโรคที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้

เชื่อว่าต้นกำเนิดของการแพร่ระบาดเกิดขึ้นในประเทศจีนและทางตอนเหนือของอินเดีย สาเหตุคือเชื้อแบคทีเรีย Yersinia pestis แพร่ไปยังบริเวณเกรตเลกส์ (Great Lakes) ในทวีปแอฟริกาผ่านเส้นทางการค้าทั้งทางทะเลและบนแผ่นดินใหญ่ โดยอียิปต์คือจุดที่พบผู้ติดเชื้อและเป็นเหตุนำพาเชื้อเข้าไปยังจักรวรรดิไบแซนไทน์ จากบันทึกของโปรคอปิอุส (Procopius) กวีเอกแห่งเมืองซีซาเรียเผยว่า กาฬโรคถูกพบครั้งแรกในเมืองท่าเพลูเซียม (Pelusium) บริเวณชายฝั่งตะวันออกทางตอนเหนือของแม่น้ำไนล์ แล้วแพร่เข้ามาผ่านเส้นทางการค้าในทะเลไปยังเมืองอะเล็กซานเดรีย (Alexandria – ทางเหนือ) และเมืองปาเลสไตน์ (Palestine – ทางตะวันออก) จนกระทั่งในปีคริสตศักราช 542 จึงเกิดการแพร่ระบาดทั่วกรุงคอนสแตนติโนเปิล

plague
ผังการระบาดของกาฬโรคในไบแซนไทน์

แล้วเชื้อแพร่กระจายได้อย่างไร ? เนื่องจากเชื้อนี้มีสัตว์รังโรคคือหนูและหมัด จึงเชื่อว่าหนูดำ (Rattus rattus) ได้เข้าไปอาศัยอยู่ในเรือและเกวียนส่งสินค้า แถมพาหนะเหล่านั้นมักจะบรรทุกธัญพืชต่าง ๆ เปรียบเสมือนภัตตาคารกินได้ไม่อั้นของหนูดำเลยทีเดียว หนูที่เดินไปมาบนเรือและเกวียนอาจสัมผัสเข้ากับสิ่งของเครื่องใช้ ทำให้เชื้อแพระกระจายสู่คนได้เร็วขึ้น

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วคือ สภาพอากาศที่หนาวเย็นขึ้นอย่างผิดปกติ เป็นต้นว่าในช่วงฤดูร้อนกลับมีอากาศเย็นขึ้นกว่าปกติ และในฤดูหนาวก็มีหิมะตกมากกว่าปกติ ประกอบกับห้วงเวลาแห่งสงครามที่เกิดขึ้นตามหัวเมืองต่าง ๆ ทำให้ผู้คนเริ่มขาดแคลนอาหารและย้ายถิ่นฐานเข้าสู่ศูนย์กลางมากขึ้น เกิดความแออัดของผู้คนในบริเวณแคบ ๆ เชื้อจึงกระจายได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง

plague

อาการของผู้ป่วยที่ติดเชื้อกาฬโรค น่าจะเป็นเชื้อในกลุ่ม Bubonic plague ที่ทำให้เกิดไข้สูงและต่อมน้ำเหลืองโตทั่วร่างกาย ตามบันทึกของโปรคอปิอุสกล่าวว่า ผู้ป่วยจะมีไข้, ฝันร้าย, สติฟั่นเฟือน และมีก้อนบวมบริเวณง่ามขา/รักแร้/หลังใบหู และอาจมีผิวหนังพุพองแตกเป็นสีดำจากเนื้อตาย ด้วยอาการเหล่านี้ทำให้นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานได้ว่าจริง ๆ แล้วการแพร่ระบาดของกาฬโรคมีมาตั้งแต่ยุคก่อนพระคริสต์แล้ว โดยอิงคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม ที่เล่าถึงตำนานของฟิลลิสทีนส์ (Philistines) ผู้ที่ขโมยหีบแห่งพันธสัญญาไปจากอิสราเอล ทำให้พระเจ้าลงโทษให้ทุกทรมานจากอาการพุพองทั่วร่างกาย

ส่วนการรักษาของผู้คนในสมัยนั้นมีทางเลือก 2 ทาง คือรักษากับหมอหรือสมุนไพรที่เก็บได้ในแต่ละพื้นที่ สำหรับหมอที่รักษาผู้ป่วยกาฬโรคจะถูกสอนที่เมืองอะเล็กซานเดรียเป็นเวลา 4 ปี โดยอ้างอิงจากคำสอนของกาเลน (Galen) นักปราชญ์ชาวกรีกที่ศึกษาเกี่ยวกับของเหลวในร่างกาย และเชื่อมโยงความรู้ในการรักษากาฬโรคจากผู้ป่วยที่เขาเคยประสบพบเจอ แต่จะรักษาด้วยกระบวนการอย่างไรบ้างอันนี้ผมจะไม่ขอลงรายละเอียดนะครับ (จริง ๆ ผมชื่นชอบนักปราชญ์คนนี้มากเลย เพราะเคยอ่านเรื่องแนวคิดของเขาที่มีต่อการรักษามะเร็งในยุคโบราณ ถือว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจเหมือนกันนะครับ)

plague

ด้วยความที่หมอส่วนใหญ่จะกระจุกอยู่ใกล้กับเมืองหลวง ประชาชนส่วนใหญ่จึงเลือกรักษาด้วยหมอผีหรือการใช้สมุนไพร แต่สุดท้ายก็ต้องกลับไปขอความช่วยเหลือจากหมอ ซึ่งไป ๆ มา ๆ กลับเป็นการกักตัวผู้ป่วยไว้อย่างนั้น ถ้าใครรอดชีวิตได้จึงถือว่าเป็นผู้โชคดี ที่พระเจ้าอวยพรให้มีสุขภาพดีตลอดไป

การแพร่ระบาดครั้งนี้ทำให้ประชากรในไบแซนไทน์หายไปกว่า 25-50% และนั่นทำให้จักรวรรดิต้องสูญเสียพื้นที่ไปหลายส่วนจากการถูกรุกราน และดูเหมือนการกักตัวผู้ป่วยจะได้ผลดี เพราะการระบาดดีขึ้นอยู่ช่วงหนึ่งก่อนที่จะกลับมาระบาดอีกครั้งยาวไปจนถึงปีคริสตศักราช 750 หากรวมทั้ง 2 ช่วงเวลาของการระบาด จะได้จำนวนผู้เสียชีวิตสูงถึง 25-100 ล้านราย

แต่ที่น่าเศร้ายิ่งกว่าคือประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าการระบาดครั้งนี้ มีสาเหตุจากการที่พระเจ้าสาปแช่งพระจักรพรรดิจัสติเนียน และนำพาโรคระบาดมรณะมาสู่ประชาชน ทว่า นี่ไม่ใช่ครั้งเดียวที่เกิดความเชื่อว่ามนุษย์ถูกพระเจ้าสาปนะครับ เพราะการระบาดของกาฬโรคครั้งที่ 2 ก็เกิดจากความเชื่อด้านศาสนาด้วยเช่นกัน จะเป็นอย่างไรนั้นมาดูพร้อมกันเลยครับ

plague
จักรพรรดิจัสติเนียนที่ 1

 

ไข้กาฬมรณะ

เรามักรู้จักกันในชื่อ The Black Death เกิดการระบาดครั้งใหญ่ในปีคริสตศักราช 1347-1351 โดยแบคทีเรีย Yersinia pestis และมีหนูเป็นพาหะนำเชื้อมาสู่คน จุดเริ่มต้นของการระบาดเชื่อว่ามาจากพื้นที่แถบเอเชียกลาง แต่หลักฐานที่แน่ชัดจริง ๆ นั้นคือบริเวณตอนเหนือของจีน และปัจจัยที่ทำให้เชื้อแพร่กระจายมากยิ่งขึ้น คือการเดินทางค้าขายไปตามเส้นทางสายไหมสำหรับผู้ที่ทำสนธิสัญญามองโกลลิกา (Pax Mongolica) คล้ายกับเปิดการค้าเสรีให้พ่อค้าเดินทางผ่านได้อย่างง่ายดายโดยไม่ถูกปล้นแน่นอน

และการแพร่ระบาดของกาฬโรคเข้ามาในทวีปยุโรป ก็เชื่อว่าเกิดขึ้นจากมองโกเลียเช่นเดียวกัน ในช่วงปีคริสตศักราช 1347 กองทัพมองโกลได้เข้าประชิดเมืองคัฟฟา ซึ่งเป็นศูนย์การค้าและเมืองท่าสำคัญคาบสมุทรไครเมีย ตอนนั้นมีทหารของโกลบางส่วนที่ป่วยตายจากกาฬโรค แม่ทัพจึงปิ๊งไอเดียให้ลูกน้องยิงทหารติดเชื้อข้ามกำแพงเมือง (นับว่าเป็นการใช้อาวุธชีวภาพเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์) ทำให้ประชาชนในเมืองติดเชื้อจำนวนมาก พ่อค้าชาวเจโนวาที่เข้ามาค้าขายในเมืองคัฟฟาต่างพากันหนีตาย และมุ่งหน้าหวังกลับไปค้าขายยังแคว้นซิซีเลีย (ทางตอนใต้ของอิตาลี)

plague
เส้นทางการแพร่ระบาดของกาฬมรณะ

เรื่องน่าสยองขวัญที่ถูกโจษจันกันมากคือ มีเรือขนสินค้าหลายลำที่แล่นมายังเมืองท่าของอิตาลี บางลำแล่นฝั่งแบบไร้ทิศทางโดยที่ผู้คนบนเรือเสียชีวิตจนหมด ข้าวของและเงินทองหายไปจากเรือจึงเชื่อว่าถูกโจรสลัดปล้นไป แต่ที่น่าแปลกคือสภาพศพบนเรือเกิดแผลเน่าสีดำตามตัว และมีต่อมน้ำเหลืองบวมแตกเหม็นคละคลุ้ง (จึงเชื่อว่าโจรสลัดที่ขึ้นมาปล้นเรือน่าจะได้รับเชื้อไปแพร่ต่อ) ส่วนเรือบางลำที่แล่นกลับเข้ามาได้ ผู้คนทั้งหมดบนเรือกลับอยู่ในสภาพอิดโรยและป่วยด้วยโรคประหลาด ทางการอิตาลีจึงสั่งกักบริเวณผู้คนบนเรือนาน 40 วัน จึงเป็นที่มาของคำว่า Quarantine (มาจากคำว่า Quaranta giorni ในภาษาอิตาลีแปลว่า 40 วัน)

แต่สุดท้ายมันก็ไม่สามารถหยุดยั้งโรคระบาดได้ จากประเทศอิตาลีแห่งแรก กาฬโรคได้แพร่ระบาดไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เข้าจู่โจมฝรั่งเศส, สเปน, โปรตุเกส และอังกฤษ ในเดือนพฤษภาคมปีคริสตศักราช 1348 หลังจากนั้นจึงแพร่ระบาดไปทางทิศตะวันออกสู่ประเทศเยอรมนีและแถบสแกนดิเนเวียในช่วงปีคริสตศักราช 1348-1350 และในที่สุดกาฬโรคระบาดลุกลามไปยังแถบตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซียในปีคริสตศักราช 1351 ครับ

ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้การระบาดรุนแรงขึ้น เชื่อว่ามาจากสภาพที่ยากแค้นในยุคกลาง การผ่านพ้นสนามสงครามทำให้ผู้คนอดอยาก  ต้องย้ายถิ่นฐานจนเกิดการกระจุกตัวของประชากร ประกอบกับยุคน้ำแข็งน้อย (Little Ice Age) ส่งผลให้สภาพอากาศเกิดความหนาวเย็นขึ้นผิดปกติ (คล้ายกับกรณีของโรคระบาดจัสติเนียน แต่ในยุคกลางเชื่อความหนาวเย็นรุนแรงกว่า)

plague

สำหรับอาการของผู้ติดเชื้อจะคล้ายกับการระบาดในครั้งแรก คือมีไข้สูงและมีต่อมน้ำเหลืองบวมทั่วร่างกาย บ้างก็ใหญ่เท่าไข่ไก่ บ้างก็ใหญ่เท่าผลแอปเปิล บางบันทึกรายงานว่าพบผู้ป่วยที่มีอาการปอดบวมและซึมชักร่วมด้วย จึงเชื่อว่ามีการระบาดของกาฬโรคอีก 2 ลักษณะอาการนอกเหนือจากกาฬโรคต่อมน้ำเหลืองโต จึงทำให้ผู้ป่วยแสดงอาการออกมาหลายรูปแบบครับ

สัญลักษณ์ที่ทำให้นึกถึงกาฬโรคระบาดในยุคกลางคือ หมออีกา เป็นภาพคนสวมผ้าคลุมและหมวกสีดำ พร้อมหน้ากากที่มีจงอยยื่นยาวออกมาจนเหมือนอีกา มือข้างหนึ่งจะถือไม้ด้ามยาว โดยสาเหตุที่ต้องมีจงอยยาว เป็นเพราะภายในหน้ากากจะบรรจุเครื่องหอมและสมุนไพรเพื่อลดกลิ่นเหม็นของศพและเป็นสูตรยาที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อ ส่วนไม้ด้ามยาวจะใช้ในการพลิกตัวผู้ป่วยโดยที่หมออีกาไม่ต้องสัมผัสตัวโดยตรงครับ

แต่ที่น่าสนใจคือ หมออีกาแท้จริงแล้วไม่ใช่หมอ แต่เป็นนักเรียนหมอที่ยังเรียนไม่จบหรือหมอที่มีความสามารถไม่สูงมากนัก แล้วอาสามาตรวจรักษาผู้ป่วยตามบ้านเมืองต่าง ๆ แน่นอนว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่กล้าแตะต้องตัวศพ หมออีกาจึงกลายเป็นสิ่งที่ทุกหมู่บ้านต้องการ บางบันทึกกล่าวว่ามีการขโมยหมออีกาพร้อมเรียกค่าไถ่ ขุนนางประจำเมืองถึงกับยอมจ่ายเบี้ยจำนวนมากเพื่อให้ได้หมออีกาคืนมา

plague
หมออีกา

ทีนี้กระบวนการรักษาในสมัยนั้นคงไม่ได้ใช้ยาปฏิชีวนะอย่างปัจจุบัน หากแต่เป็นการใช้สมุนไพรและเน้นการปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ใช่แล้วครับ ความเหมือนกันของการระบาดในยุคกลางและยุคโบราณ คือเรื่องความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ประชาชนในยุคกลางคิดว่าพวกตนโดนพระเจ้าสาปแช่งและส่งโรคระบาดเข้ามาในประเทศ ผู้ที่ติดเชื้อและล้มตายคือคนบาป

หากต้องการมีชีวิตรอดต้องสวดอ้อนวอนและทำร้ายตนเองตามบททดสอบของพระเจ้า นั่นยิ่งทำให้เกิดการติดเชื้อมาขึ้น จากข้อมูลที่ผมได้อ่านมา กระบวนการรักษาบางอย่างจะมีการกรีดหนองจากต่อมน้ำเหลืองที่บวมโต ปละพอกไว้ด้วยน้ำหมักที่ผสมจากอุจจาระและปัสสาวะ (ยิ่งส่งเสริมการติดเชื้ออื่น ๆ เข้าไปอีก) หรือการทรมานตนเองด้วยการเฆี่ยนตีทำให้เกิดแผลเหวอะ ยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้แบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น

ด้วยจำนวนประชากรที่ล้มตายจำนวนมาก ทำให้ยุโรปขาดกำลังแรงงาน อีกทั้งรัฐบาลยังล้มเหลวในการบริหารจัดการ บ้านเมืองในขณะนั้นกลายเป็นสถานที่ที่ไม่มีกฎหมาย ขุนนางสูญเสียอำนาจและประชาชนใช้ชีวิตเพื่อให้เกิดความอยุ่รอดไปวัน ๆ ประมาณกันว่ามีผู้เสียชีวิตสูงถึง 75-200 ล้านคน คิดเป็น 2 ใน 3 ของประชากรในยุโรป

เห็นไหมครับว่าจำนวนผู้เสียชีวิตเยอะขนาดไหน เมื่อประชากรมีจำนวนไม่พอ กระบวนการผลิตต่าง ๆ จึงหยุดชะงักลง ความโกลาหลจึงเกิดขึ้นตามมา แต่ความอดอยากเหล่านี้กลับส่งผลให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้กับระบบศักดินาแบบดั้งเดิม และเป็นแนวคิดต่อยอดให้สามัญชนมีสิทธิ์มีเสียงมากขึ้นครับ

plague

 

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับกาฬโรค

กาฬโรค เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Yersinia Pestis มีพาหะนำโรคคือหนูและหมัด ผู้ติดเชื้อบางรายอาจรับเชื้อจากการถูกหมัดหนูกัด หรือเกิดการแพร่ระบาดผ่านการสัมผัสและการสูดละอองฝอยของผู้ติดเชื้อโดยตรง อาการของผู้ติดเชื้อแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ ดังนี้

– กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง (Bubonic Plague) เริ่มต้นอาจทำให้เกิดไข้และหนาวสั่น รวมไปถึงอาการอื่น ๆ ได้แก่ ปวดศีรษะ, อ่อนเพลีย และมีต่อมน้ำเหลืองบวมโตอย่างน้อย 1 จุด เช่น ขาหนีบ, รักแร้ หรือคอ และจะมีขนาดประมาณไข่ไก่ โดยกาฬโรคชนิดนี้มักจะเกิดจากการถูกหมัดหนูที่มีเชื้อกัด หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมอาจทำให้เชื้อแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่น ๆ ในร่างกา และเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างรุนแรง

– กาฬโรคปอด (Pneumonic Plague) อาจทำให้ผู้ป่วยมีไข้, อ่อนเพลีย, ปวดศีรษะ, คลื่นไส้, อาเจียน และทำให้ปอดบวมอย่างรวดเร็ว ซึ่งตามมาด้วยอาการไอ, หายใจตื้น, เจ็บหน้าอก หรือบางรายอาจมีน้ำมูกไหลหรือน้ำมูกปนเลือด รวมไปถึงอาจทำให้การหายใจล้มเหลวหรือช็อกได้ภายใน 2 วันหลังรับเชื้อ

กาฬโรคปอด อาจเกิดขึ้นจากการที่ผู้ป่วยหายใจเอาละอองเชื้อเข้าไป หรืออาจเกิดจากแบคทีเรียแพร่กระจายสู่ปอด จากกาฬโรคต่อมน้ำเหลืองหรือกาฬโรคแบบโลหิตเป็นพิษที่ไม่ได้รับการรักษา ที่สำคัญคือกาฬโรคชนิดนี้จะมีความรุนแรงมากที่สุดและสามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้

– กาฬโรคแบบโลหิตเป็นพิษหรือติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemic Plague) ผู้ป่วยจะมีอาการไข้, หนาวสั่น, อ่อนเพลียอย่างรุนแรง, ช็อก, ปวดท้อง, ท้องเสีย, อาเจียน, มีเลือดออกที่ผิวหนังและอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย เช่น ปาก, จมูก หรือใต้ผิวหนัง เนื้อเยื่อบางส่วนของร่างกายอาจตายและเปลี่ยนเป็นสีดำ (Gangrene) เช่น นิ้วมือ, นิ้วเท้า และจมูก กาฬโรคชนิดนี้มีสาเหตุจากหมัดที่มีเชื้อกัดหรือผู้ป่วยสัมผัสกับสัตว์ที่ติดเชื้อ หรืออาจมีสาเหตุจากกาฬโรคต่อมน้ำเหลืองหรือกาฬโรคปอดที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จนทำให้เกิดการติดเชื้อเข้าในกระแสเลือด

plague
ผู้ป่วยกาฬโรคที่มีต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโต

กาฬโรคเป็นโรคที่มีความรุนแรง ซึ่งควรได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที มิเช่นนั้นอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่

– เนื้อตายเน่า เนื่องจากลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นที่นิ้วมือและนิ้วเท้าไปขัดขวางการไหลเวียนของเลือด และทำให้เนื้อเยื่อที่บริเวณดังกล่าวตาย ซึ่งบางรายอาจต้องตัดนิ้วมือและนิ้วเท้าบางส่วนออก

– เยื่อหุ้มสมองอักเสบ กาฬโรคสามารถทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื้อบริเวณรอบ ๆ สมองและไขสันหลัง หรือที่เรียกว่าเยื่อหุ้มสมองอักเสบ แต่จะเป็นกรณีที่พบได้น้อย

– เสียชีวิต โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม จะสามารถหายจากกาฬโรค ส่วนผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาจะทำให้มีโอกาสเสียชีวิตค่อนข้างสูง

การรักษากาฬโรคจะต้องมีการกักตัวผู้ป่วยอย่างเข้มงวด และกำชับให้แพทย์หรือบุคลากรผู้ดูแลต้องป้องกันตนเองเพื่อไม่ให้นำเชื้อออกไปสู่ภายนอก จากนั้นจึงมีการให้ยาปฏิชีวนะร่วมกับสารน้ำทดแทนจนกว่าอาการจะดีขึ้น

plague
Yersinia pestis

สรุป – กาฬโรคที่บุกรุกในยุโรปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและโครงสร้างเศรษฐกิจอีกหลายอย่าง แต่สิ่งสำคัญที่เราได้บทเรียนจากแนวทางการรักษาอย่างหนึ่งที่ได้ผลดีต่อการลดการแพร่ระบาด คือการกักตัวผู้ป่วยให้อยู่ในพื้นที่จำกัด ผมเชื่อว่ามันยังคงใช้ป้องกันโรคได้ทุกยุคทุกสมัยนะครับ และในปัจจุบันนี้เองกับ COVID-19 อยากให้ทุกคนช่วยกันลดการสัญจรไปมาในที่สาธารณะ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

Fact – ยุคกลางแห่งไข้กาฬมรณะ ทำให้เกิดการระบาดในดินแดนของประเทศไทยในปีพุทธศักราช 1893 ตรงกับปีคริสตศักราช 1350 ซึ่งเป็นปีที่มีการระบาดของกาฬโรค ตามพงศาวดารของอยุธยาเผยว่าสมัยนั้น พระเจ้าอู่ทองได้เดินทางไปปราบโรคระบาดในดินแดนหัวเมือง และเรียกโรคระบาดนั้นว่า “โรคห่า” จึงคาดว่าเป็นกาฬโรคนั่นเอง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.ancient.eu/article/782/justinians-plague-541-542-ce/

https://www.ancient.eu/Black_Death/