พบกับชายที่ถูกหวย 14 ครั้งติดต่อกัน โดยใช้เพียงพลังของคณิตศาสตร์เพียว ๆ

เข้าเรื่องเลยนะครับ : ชายคนนี้มีชื่อว่า สเตฟาน แมนเดล (Stefan Mandel) อดีตนักเศรษฐศาสตร์ชาวโรมาเนีย ที่ทำงานเป็นผู้วิเคราะห์ตัวเลขให้กับสมาคมนักขุดเจาะเหมืองแห่งหนึ่งในประเทศ โดยได้รับค่าตอบแทนเพียงเดือนละไม่ถึง 3,000 บาท ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงพอที่จะดูแลภรรยาและลูกอีก 2 คนได้ จึงทำให้แมนเดลต้องการเปลี่ยนชีวิตตัวเอง ว่าแต่นักเศรษฐศาสตร์อย่างเขาจะทำอาชีพอะไรได้อีกล่ะ ?

โชคดีที่แมนเดลมีความหลงไหลในการอ่านหนังสือและมักจะวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ของธุรกิจต่าง ๆ ตลอดเวลา เขาจึงคิดถึงธุรกิจเสี่ยงโชค นั่นคือ “ลอตเตอรี่” เพราะคงจะดีหากเราสามารถลดความเสี่ยงจาก 1 ในล้าน ให้เหลือเพียง 1 ในพันได้ เมื่อคิดแล้วก็ต้องลงมือทำ แมนเดลไม่รอช้ารีบกลับไปศึกษาถึงบทความที่ตนเองเคยอ่านเมื่อนานมาแล้วทันที

นั่นคือ ทฤษฏีทางคณิตศาสตร์ต่าง ๆ ของเลโอนาร์โด ฟิโบนักชี นักคณิตศาสตร์ชาวอิตาลีชื่อดัง ผู้ค้นพบ “กลุ่มตัวเลขมหัศจรรย์” ที่มักปรากฏอยู่ในศาสตร์ทุกแขนง (Fibonacci Number นักลงทุนเชิงเทคนิคหลายท่านคงรู้จักกันใช่มั้ยครับ) จนนำไปสู่การต่อยอดเป็น “อัตราส่วนทองคำ” (Golden ratio 1:1.618) ที่ปัจจุบันนักคณิตศาสตร์และสถาปนิกทั่วโลกรู้จักกันดี

โดยแมนเดลใช้ทฤษฏีต่าง ๆ ของฟิโบนักชีในการคิดสูตรคำนวณเพื่อหาความเป็นไปได้ของตัวเลขรางวัลที่จะออก จากนั้นก็แปลงเป็นโปรแกรมอัลกอริธึมเพื่อให้คอมพิวเตอร์ช่วยประมวลผลได้ เขาใช้เวลานานกว่า 3 ปีในการทุ่มเทศึกษาจนกระทั่งเขาทำอัลกอริธึมลดความเสี่ยงเสร็จ แมนเดลรีบเดินทางไปพูดคุยกับเพื่อนฝูงและบรรดาญาติเพื่อระดมทุนในการหาซื้อเลขลอตเตอรี่ที่โปรแกรมได้คำนวณไว้

ผลปรากฏว่า ในช่วงปี 1970 จากการลดความเสี่ยงให้เหลือ 1 ในพัน เขาสามารถถูกรางวัลที่ 1 ของโรมาเนียสำเร็จ โดยได้รับเงินรางวัลทั้งสิ้น 120,000 บาท (ที่จริงได้ 5.7 แสนแต่โดนหักภาษี) ซึ่งเงินจำนวนนี้ก็เพียงพอในการซื้อตั๋วพาครอบครัวเดินทางออกจากประเทศคอมมิวนิสต์ เพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ประเทศออสเตรเลียแทน (เขาเก็บอัลกอริทึมนี้เป็นความลับ โดยไม่เคยเปิดเผยที่ใดเลยจนถึงทุกวันนี้)

จากภาพจะเห็นว่า นี่คือการหาค่าตามสูตรที่เชื่อว่า แมนเดล คิดค้นขึ้น Total Possible Combinations แต่เมื่อคิดออกมายังไงก็ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการกว้านซื้อตัวเลขอยู่ดี ซึ่งคงยังไม่ใช่อัลกอริธึมที่แท้จริงของแมนเดลครับ

ซึ่งแน่นอนครับอีก 4 ปีต่อมาเมื่อชีวิตเริ่มลงตัว แมนเดลคิดการใหญ่จึงได้ตั้งบริษัทกองทุนลอตเตอรี่ (Mendal International Lotto Fund) ร่วมกับเพื่อนอีก 5 คน ซึ่งรับประกันกับเจ้าของเงินว่า “จะได้รับผลกำไรจากการทุ่มซื้อลอตเตอรี่หลายรายการทั่วโลก ซึ่งผลตอบแทนนั้นดีกว่ากองทุนธรรมดาทั่วไปแน่นอน” ทุกคนคิดว่าเขาโม้ใช่มั้ยครับ ? แต่เขาทำได้จริง ๆ แมนเดลถูกรางวัลที่ 1 ทั้งในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ รวมกันถึง 14 ครั้ง และรางวัลเล็กรองลงมาอีกเกือบพันรายการ รวมเป็นเงินกว่า 960 ล้านบาท (โดยตลอดระยะเวลา 10 กว่าปี เขาจ่ายปันผลให้กับผู้ลงทุนแต่ละคนสูงถึง 167% ต่อปีเลยทีเดียว)

(คือในอดีตการซื้อหวยเป็นอะไรที่ง่ายและมีช่องโหว่เยอะมาก เพราะคุณสามารถพิมพ์เลขสลากจากที่บ้านด้วยตัวเองได้เลย จะเป็นตัวเลขใดก็ได้ จำนวนกี่ใบก็ได้ ขอแค่เพียงนำไปชำระงินที่ร้านก็ถือว่าสลากใบนี้มีตัวตน ซึ่งช่องโหว่ตรงนี้ก็ยิ่งเพิ่มความเป็นไปได้ที่อัลกอริธึมจะคำนวณถูกมากขึ้นไปอีก จึงไม่แปลกที่เขาจะถูกรางวัลนับพันครั้งครับ

เช่นในปี 1992 เขาซื้อสลากทั้งหมด 7.1 ล้านใบ โดยให้ผู้ช่วย 16 คนทำการพิมพ์และไปจ่ายเงิน ราคาใบละ 30 บาท = ลงทุน 213 ล้านบาท และได้เงินกลับมา 960 ล้านบาทนั่นเอง)

ด้วยเหตุนี้ ทางกองสลากของแต่ละประเทศก็ต้องหาทางป้องกันเพื่อทำกำไร เพราะมีหรือที่ธุรกิจใดจะปล่อยให้ตัวเองขาดทุน ทั้งการจำกัดตัวเลข รวมถึงการทำให้ซื้อตัวเลขนั้น ๆ ยากขึ้นด้วย และด้วยเหตุนี้จึงทำให้บริษัทกองทุนของแมนเดลที่มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว ก็ต้องเจ๊งไม่เป็นท่า ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี หลังจากที่เขาถูกรางวัลใหญ่ครั้งที่ 14 เขาก็ไม่สามารถหาเงินมาจ่ายปันผลแก่นักลงทุนได้ แมนเดลถูกฟ้องล้มละลายและต้องปิดบริษัทไปในปี 1995 ครับผม

ปัจจุบัน แมนเดลอายุ 80 ปี และแม้จะเคยถูกฟ้องล้มละลายแต่เขาก็มีเงินมากพอที่จะอยู่ใช้ชีวิต ณ บ้านตากอากาศริมทะเลสุดหรูในหมู่เกาะวานูอาตู นอกชายฝั่งประเทศออสเตรเลีย และนี่คือบทสัมภาษณ์ที่เขาได้พูดคุยกับสื่อของประเทศโรมาเนีย เมื่อปี 2012 ครับผม

“ผมเคยถูกสอบสวนจาก FBI และ CIA แต่พวกเขาก็ไม่สามารถเอาผิดผมได้ เพราะผมไม่ได้ทำผิดกฏหมายเลยสักข้อ สูตรตัวเลขของผมเป็นหลักคณิตศาสตร์ง่าย ๆ ที่เด็กมัธยมคนไหนก็สามารถคำนวณได้ ผมมักจะซื้อสลากที่มีเงินรางวัลสูงกว่ารางวัลรองอย่างน้อย 3 เท่า เพื่อให้ได้กำไรที่คุ้มค่าเมื่อถูกหักภาษีแล้ว ผมเป็นคนที่กล้าเสี่ยงแต่ก็เสี่ยงในทางที่คำนวณไว้เป็นอย่างดีแล้วเท่านั้น และถึงแม้มันจะเสี่ยงมากแต่ผมก็จะทำมันอยู่ดี เพราะโชคเข้าข้างผมเสมอ”