หญิงคนหนึ่งป่วยเป็นโรคหายาก (Holy Fire) ที่เคยระบาดในยุคกลางเมื่อ 1,000 ปีก่อน-จนต้องตัดนิ้ว

หญิงสาววัย 24 ปี คนหนึ่ง รู้สึกปวดแสบปวดร้อนอย่างรุนแรงที่ปลายขาตั้งแต่นิ้วเท้าลามขึ้นไปถึงต้นขา มันทำให้เธอเดินแทบไม่ได้ ก่อนเธอจะตัดสินใจเดินทางไปพบแพทย์หลังมีอาการดังกล่าว 2 วัน ซึ่งผลปรากฏว่า เธอป่วยเป็นโรคโบราณหายากที่เคยระบาดในยุโรปยุคกลางเมื่อราว 1,000 ปีก่อนชื่อว่า “Holy Fire”

รูป 1 คือรูปตอนป่วย ก่อนเข้ารับการรักษา จะเห็นว่าแทบไม่มีเส้นเลือดลงไปเลี้ยงขาเลย , รูป 2 คือขาปกติที่ได้รับการรักษาแล้ว

ทางคลินิกที่ดูแลเธอระบุว่า “ขาทั้ง 2 ข้างของเธอซีดและเย็นเฉียบ เราไม่สามารถสัมผัสชีพจรบริเวณขาได้เลย นั่นเป็นเพราะไม่มีเลือดที่ไหลเวียนมาเลี้ยงขาและปลายเท้า แต่เพื่อความชัดเจน เราจึงทำการ CT Scan เพื่อตรวจสอบการทำงานของหลอดเลือด พบว่าหลอดเลือดแดงบริเวณขาของเธอตีบ ดังนั้นทีมแพทย์จึงให้ thinner – heparin เพื่อขยายหลิดเลือด ให้เลือดไปเลี้ยงขาได้ แต่โชคร้ายที่เธอเสียนิ้วเท้าไป 1 นิ้ว เพราะมันเน่าไปเสียแล้ว”

โดย “โรค Holy Fire” มีชื่อทางการว่า Ergotism เป็นโรคที่เกิดจากการได้รับเชื้อรา “เออร์กอต” (Claviceps purpurea) ซึ่งมักจะเติบโตสะสมอยู่ในข้าวไรย์ที่ชาวยุโรปยุคกลางนิยมรับประทานกัน เนื่องจากเติบโตได้ดีในอากาศที่หนาวเย็นและแห้งแล้ง ผู้ที่ได้รับพิษจากเชื้อราเออร์กอตจะมีอาการเสียสติ ชักเกร็ง เพ้อคลั่ง ปวดแสบปวดร้อนบริเวณปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า หลอดเลือดตีบ จนเนื้อบริเวณนั้นตาย และหากไม่ได้รับการรักษาก็อาจเสียชีวิตในที่สุด

เชื้อราเออร์กอตในข้าวไรย์

อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ.1918 อาเธอร์ สโตลล์ ค้นพบว่าในเชื้อราเออร์กอต มีสารประกอบอัลคาลอยด์พิเศษคือ เออร์โกตามีน (Ergotamine) ที่มีฤทธิ์ช่วยลดการปวดศีรษะไมเกรน และรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอด ซึ่งปัจจุบันในทางการแพทย์เองก็ยังใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาผู้ป่วยไมเกรน

แล้วเธอคนนี้ป่วยเป็นโรคหายากแบบนี้ได้อย่างไร ? ตอบ : จากการซักประวัติทำให้ทราบว่า 4 วันก่อนหน้าที่เธอจะป่วย Holy Fire เธอรับประทานยารักษาไมเกรน (มีส่วนผสมของ เออร์โกตามีน) ร่วมกับยา ritonavir ที่ใช้รักษา HIV ซึ่งยาตัวนี้ไปยับยั้งเอ็นไซม์ CYP3A4 ในร่างกาย ทำให้ระดับเออร์โกตามีน จนเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็น Holy Fire ขึ้นมานั่นเอง

ภาพผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้

ในความเป็นจริง การใช้ยา 2 ชนิดนี้ควบคู่กันต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะมันเสี่ยงอันตรายมาก ถึงโอกาศที่จะป่วยเป็น Holy Fire จะมีเพียง 0.001-0.002 % ก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เธอคนนี้ก็นับว่าโชคดีที่มาพบแพทย์ได้ทันเวลา เพราะหากปล่อยไว้เชื้ออาจลุกลามจนอาจไม่ได้เสียแค่นิ้ว แต่อาจเสียชีวิตเลยก็ได้ ซึ่งหลังจากเข้ารับการรักษาอยู่ 2 สัปดาห์ การไหลเวียนเลือดของเธอก็กลับมาปกติ และกลับมาเดินได้อีกครั้ง

Fact – รู้หรือไม่ว่า ? เชื้อรา “เออร์กอต” มีส่วนในการจุดชนวน “การล่าแม่มด” ในช่วงยุคกลางด้วย เนื่องจากในเวลานั้นผู้คนยุโรปส่วนมาก มีฐานะยากจนและอดอยาก ทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกที่ต้องกินข้าวไรย์ที่มีเชื้อรานี้ เพื่อประทังชีวิต แต่ทว่าพิษของมันทำให้ผู้ที่กินเข้าไปมีอาการหลอน เพ้อ ไปจนถึงคิดว่าตัวเองมีอิทธิฤทธิ์ จนผู้คนคิดว่าคนเหล่านี้เป็นแม่มด จนนำไปสู่การล่าแม่มดสุดโหดนั่นเอง

เพิ่มเพื่อน