แม้ “ท่าวิ่งนารูโตะ” จะไม่ช่วยให้เร็วขึ้น แต่นินจาคนสุดท้ายเผย “เคยใช้ท่านี้วิ่งกันจริง”

ทุกคนยังจำเหตุการณ์นัดรวมตัว “วิ่งท่านารูโตะเพื่อฝ่าด่านเข้าไปในแอเรีย 51” เมื่อปี 2019 ได้มั้ยครับ ? ตอนนั้นสื่อทั่วโลกให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างมาก จนนำไปสู่การทดลองและค้นหาความจริงว่า “ท่าวิ่งนารูโตะ” (Naruto Run) ช่วยให้เราวิ่งเร็วขึ้นได้จริงหรอ ? และในอดีตเหล่านินจาเคยใช้ท่านี้วิ่งกันจริงหรือไม่ ? บทความนี้คือการเรียบเรียงจากข้อมูลของสื่อใหญ่และนักทดลองที่มีความน่าเชื่อถือสูงครับผม

จากการที่สื่อชื่อดัง Asian Boss ได้เดินทางไปสัมภาษณ์ จินอิจิ คาวาคามิ ผู้นำคนที่ 21 รุ่นสุดท้ายของตระกูลนินจาโคงะสุดเก่าแก่ (ปัจจุบันอายุ 71 ปี ทำอาชีพวิศวกร และเป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์นินจา โดยได้รับตำแหน่ง ‘ศาสตราจารย์’ เมื่อปี 2002 จากผลงานการค้นคว้าวิชานินจานินจึตสู จากมหาวิทยาลัยมิเอะในคันไซ)

โดยคุณลุงเผยว่า “ผมไม่เคยดูนารูโตะมาก่อน แต่พอจะได้ยินมาว่าการ์ตูนเรื่องนี้สนุก ซึ่งในอดีตนินจาก็เคยใช้ท่านี้วิ่งกันจริง ‘แต่ไม่ได้ใช้เพื่อเพิ่มความเร็ว-แต่เป็นการวิ่งเพื่อประหยัดพลังงานมากกว่า’ เพราะเมื่อเทียบกับการวิ่งปกติที่จะต้องแกว่งแขนตลอดเวลาจึงทำให้สิ้นเปลืองพลังงาน แต่การวิ่งแบบเก็บแขนไปด้านหลังและโน้มตัวไปข้างหน้า จะทำให้ใช้กล้ามเนื้อขาเป็นหลัก เหมาะกับนินจาที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดีจึงทำให้วิ่งได้นานขึ้น”

และแน่นอนครับ จากบทสัมภาษณ์ข้างต้นจึงนำไปสู่การทดลองที่แท้จริง โดยคุณ ไคลี่ ฮิลล์ ยูทูปเบอร์เจ้าของช่อง Because Science ได้เชิญ เจเนบา ทาร์โมห์ นักวิ่งชาวอเมริกันเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกประจำปี 2012 โดยทำการทดลอง “วิ่งท่าธรรมดา VS ท่านารูโตะ” ในระยะทาง 50 เมตร ผลปรากฏว่า

ท่าวิ่งธรรมดาทำเวลาได้ 7.11 วินาที // ส่วนท่าวิ่งนารูโตะทำเวลาได้ 7.3 วินาที และนักวิ่งเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกยังได้เสริมว่า “การวิ่งท่านารูโตะเหมาะสำหรับนักกีฬา เพราะหากพลาดล้มขึ้นมาอาจทำให้บาดเจ็บหนักได้ อีกทั้งการถ่ายเทน้ำหนักไปข้างหน้าก็ทำให้วิ่งลำบากมากกว่าเดิมด้วย” (จบ)

Fact – แม้ว่า นินจารุ่นสุดท้ายอย่างคุณลุง จินอิจิ คาวาคามิ จะประกาศออกมาชัดเจนว่า “เขาไม่ต้องการหาผู้สืบทอด หรือแต่งตั้งใครเป็นรุ่นที่ 22 ประวัติศาสตร์นินจาโคงะ จะจบลงที่รุ่นของเขาเท่านั้น” แต่ก็ดูเหมือนว่าทางการญี่ปุ่นจะไม่ต้องการเช่นนั้น เพราะเมื่อปี 2018 มหาวิทยาลัยมิเอะ ได้เปิดหลักสูตรนินจาศึกษาขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยแรกของโลก

โดยเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2020 ที่ผ่านมา นักศึกษาคนแรก วัย 45 ปี ก็เพิ่งจบออกมาจากหลักสูตรนี้หมาด ๆ หลังจากใช้เวลาเรียน 2 ปี – “เราไม่ได้เรียนแค่ฝึกใช้อาวุธเท่านั้น แต่เรายังได้อ่านบันทึกของเหล่าบรรดานินจาชื่อดังต่าง ๆ รวมถึงประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นแบบเจาะลึกเพื่อให้เข้าใจความเป็นนินจาในหลายมิติ ซึ่งช่วยให้เราเข้าถึงแก่นของวิถีนินจาที่แท้จริงได้”

Fact 2 – กล้ามเนื้อช่วงล่าง (ขา ก้น น่อง) คือกล้ามเนื้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของร่างกาย ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมใช้พลังงานมหาศาลในการเคลื่อนไหว จึงเป็นเหตุผลทำให้หลายคนที่เล่นฟิตเนสจึงไม่ชอบ “Leg Day หรือ วันเล่นขา” แต่ก็คุ้มค่าเพราะหากคุณฝึกกล้ามเนื้อส่วนนี้จนแข็งแรง จะทำให้คุณโคตรอึดและอ้วนยากเพราะมีกล้ามเนื้อช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกินนั่นเอง