วันพุธ, มิถุนายน 23, 2021

วิทยาศาสตร์

นี่คือ “ฟูลกูไรต์” (ผลึกสายฟ้า) ที่เกิดจากสายฟ้าพิโรธของจริง หายากสุด ๆ เลยด้วย

สายฟ้าเพียงเส้นเดียว ที่เกิดขึ้นจากฟ้าผ่าสามารถส่งพลังงานได้ 5 กิกะจูล ซึ่งมากพอที่จะจ่ายพลังงานให้กับครัวเรือนในสหรัฐฯ ได้นานกว่าหนึ่งเดือน แต่เมื่อสายฟ้าอันทรงพลังนี้กระทบลงบนพื้นทราย ดิน หรือซิลิกา อนุภาคทรายจะละลายที่อุณหภูมิประมาณ 1,800 องศาเซลเซียส และหลอมรวมเข้าด้วยกันในเวลาไม่ถึงวินาที โดยทรายที่หลอมละลายจะก่อตัวเป็นแร่ที่มีลักษณะเป็นท่อกลวงยาวที่เรียกว่า “ฟูลกูไรต์” (Fulgurite - ผลึกสายฟ้า) ซึ่งคำว่า “ฟูลกูไรต์” นั้นเป็นภาษาละตินที่แปลว่า "ฟ้าผ่า" แม้ว่าจะมีฟ้าผ่าลงบนพื้นโลกอย่างน้อย 1 ล้านครั้งต่อวัน แต่จำนวนครั้งเหล่านั้นแทบไม่พบการก่อตัวของฟูลกูไรต์เลย โดยแร่ชนิดนี้มักพบอยู่บริเวณใต้พื้นดิน-ทราย ซึ่งรูปร่างของมันสามารถสะท้อนถึงการกระจายตัวของสายฟ้าที่กระทบลงสู่พื้น ด้วยเหตุนี้ บางครั้งฟูลกูไรต์จึงถูกเรียกว่า “ฟอสซิลฟ้าผ่า” โดยฟูลกูไรต์นั้นจะมีลักษณะเหมือนรากไม้ เนื่องจากการกระจายตัวของมันทำให้เกิดการแตกแขนง อีกทั้งยังมีพื้นผิวขรุขระปกคลุมไปด้วยเม็ดทรายที่ละลายแล้ว แต่พื้นผิวด้านในจะมีลักษณะเรียบและเป็นกระจก...

รู้จักกับ “Wandering Meatloaf” สิ่งมีชีวิตชนิดแรกของโลก ที่เติบโตมามีฟันเป็นเหล็ก

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น ได้ค้นพบแร่ฟอสเฟตชนิดหนึ่ง เรียกว่า “แซนตาบาร์บาไรต์” (Santabarbaraite) ภายในฟันของ "หอยไคตัน" (Chiton) เป็นหอยที่มาหน้าตาคล้ายเมนูมีทโลฟยังไงยังงั้น โดยแร่ที่ว่านี้ยังไม่เคยถูกพบในสิ่งมีชีวิตชนิดใดมาก่อน ก่อนอื่นมารู้จักกับสิ่งมีชีวิตชนิดนี้กันสักนิด - "ไคตัน" เป็นหอยชนิดหนึ่งจัดอยู่ในไฟลัม Mollusca (ไฟลัมเดียวกับหมึก) และอยู่ในวงศ์ Acanthochitonidae โดยสายพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดคือ Wandering Meatloaf ยาวได้สูงสุด 36 เซนติเมตร หนักได้มากสุด 2 กิโลกรัม มีรูปร่างเป็นวงรี ลำตัวมีเปลือกเรียงกันอยู่ 8 แผ่น เรียกว่า "วาล์ว" พวกมันกระจายพันธุ์อยู่ทั่วโลก สามารถพบได้ทั้งในเขตน้ำตื้นหรือน้ำลึก ซึ่งสิ่งที่โดดเด่นมาก...

นักวิจัย-ป่วยระยะสุดท้าย เปลี่ยนร่างกายตัวเองเป็น “ไซบอร์ก” เพื่อให้มีชีวิตต่ออีก 20 ปี

ในปี 2017 ดร.ปีเตอร์ สก็อตต์-มอร์แกน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ วัย 61 ปี (Peter Scott-Morgan) ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อม (MND) ที่กล้ามเนื้อของเขาจะไม่สามารถทำงานได้และจะเสียชีวิตลงภายในสิ้นปี 2019 แต่ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เขาตัดสินใจที่จะยืดอายุ ด้วยการแฮ็คร่างกายตัวเอง-เปลี่ยนให้กลายเป็น “ไซบอร์ก” (Cyborg) โดยโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อม (MND) นั้นระบบการทำงานกล้ามเนื้อจะล้มเหลว ผู้ป่วยจะไม่สามารถเดิน ขับถ่าย ปัสสาวะ กลืนอาหาร พูด หายใจ หรือกระทั่งกรอกลูกตาไป-มาได้ จนสุดท้าย เมื่อระบบการทำงานต่าง ๆ เสื่อมลงมาก ๆ ผู้ป่วยก็จะเสียชีวิตในที่สุด...

รู้หรือไม่ ? สมองของเรามีเซลล์ชนิดหนึ่ง “เซลล์ซอมบี้” ที่จะเติบโตมากขึ้นเมื่อเราตาย

เมื่อปี 2020 นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ชิคาโก (UIC) ค้นพบเซลล์ชนิดหนึ่งในสมองของมนุษย์ที่ยังคงทำงานและเจริญเติบโตขึ้นได้แบบทวีคูณ แม้ว่าเราจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม ทำให้นักวิทยาศาสตร์พากันเรียกมันว่า “เซลล์ซอมบี้” (Zombie cells) โดยเซลล์ซอมบี้ที่ว่านี้ คือเซลล์ชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า “เซลล์เกลีย” (Glia cells) ถูกพบขณะที่นักวิจัยกำลังศึกษาและวิเคราะห์การทำงานของยีนบนเนื้อเยื่อสมองของคนไข้ที่เพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน ซึ่งการค้นพบนี้ได้รับการเผยแพร่ลงบนวารสาร Scientific Reports โดยเซลล์เกลีย (Glia cells) คือเซลล์อักเสบชนิดหนึ่งที่อยู่ในสมอง ทำหน้าที่รักษาสมดุลในสมอง เช่น เป็นแหล่งผลิตอาหารและออกซิเจนยามฉุกเฉินให้แก่สมอง, ช่วยเป็นฉนวนไฟฟ้าไม่ให้การทำงานของเซลล์ประสาทรบกวนกันเอง, ช่วยป้องกันเชื้อโรคที่จะเข้าสู่เซลล์ประสาท, ช่วยกำจัดซากเซลล์ประสาทที่ตายแล้ว ซึ่งมันจะทำหน้าที่ลักษณะนี้ในผู้ป่วยที่ได้รับความบาดเจ็บที่สมอง เช่น โรคหลอดเลือดในสมอง หรือการอักเสบของสมอง เป็นต้น ดร.เจฟฟรีย์ โลบ หัวหน้าการศึกษาครั้งนี้กล่าวว่า “การทำงานของเซลล์เกลียจะเริ่มทันทีหลังจากเราเสียชีวิต โดยเซลล์ชนิดนี้จะค่อย ๆ ขยายตัวขึ้นและงอกแขนยาวออก เพื่อทำการปกป้องสมองหลังจากเสียชีวิต...

เผย “ภาพถ่ายอะตอม” ครั้งแรก ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า (ไม่ได้ใช้กล้องจุลทรรศน์นะ)

เชื่อว่า ทุกคนที่เคยเรียนวิทยาศาสตร์จะเข้าใจว่า “อะตอม” คือสิ่งที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ทว่าเมื่อปี 2018 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด สามารถถ่ายภาพของอะตอมที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าโดยไม่ใช้กล้องจุลทรรศน์ได้แล้ว เอาล่ะ..ก่อนอื่นมาทบทวนวิชาวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับอะตอมที่เคยเรียนมากันสักหน่อย - อะตอม คือ อนุภาคที่เล็กที่สุดของธาตุซึ่งสามารถปฏิกิริยาเคมีได้ ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบใหญ่ ๆ คือ มีนิวเคลียสเป็นแกนกลาง และมีอิเล็กตรอนเคลื่อนที่อยู่โดยรอบ มีสภาพเป็นกลางทางไฟฟ้า โดยประเภทของอะตอมนั้นมีมากกว่า 109 ประเภทแต่ละประเภทจะมีขนาดที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งอะตอมที่ถูกถ่ายได้นั้นคือ อะตอมของธาตุสตรอนเทียม (Strontium Atom) ที่ประกอบไปด้วยโปรตอนจำนวน 38 โปรตอน มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 215 ในพันล้านของมิลลิเมตร ซึ่งถือว่าใหญ่มากเมื่อเทียบกับอะตอมประเภทอื่น...

ค้นพบ “แมลงอีที” (สายพันธุ์ใหม่-หน้าตาสุดเกรียน) ในก้อนอำพันเก่าแก่ อายุกว่า 100 ล้านปี

ย้อนไปเมื่อปี 2001 มีการค้นพบอำพันสีเหลืองอายุกว่า 100 ล้านปี ณ ประเทศพม่า ซึ่งเผยให้เห็นแมลงหน้าตาประหลาดชนิดหนึ่งที่ดูคล้ายกับ E.T. ตัวละครจากภาพยนตร์เรื่อง อี.ที. เพื่อนรัก ยังไงยังงั้น และด้วยลักษณะที่แปลกประหลาดนี้เอง ทำให้นักวิทยาศาสตร์จัดให้มันอยู่ในลำดับ "แมลงชนิดใหม่" ของโลกเลยทีเดียว แมลงที่ว่านี้มีชื่อว่า "เอทีโอคาเรนัส เบอร์มานิคัส" (Aethiocarenus burmanicus) ถูกค้นพบบริเวณหุบเขา Hukawng Valley รัฐคะฉิ่น ประเทศพม่า โดยทีมของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา (OSU) ซึ่งพวกเขาสันนิษฐานว่า แมลงชนิดนี้มีชีวิตอยู่ในยุคครีเทเชียสตอนต้น หรือประมาณ 97-110 ล้านปีก่อน โดยเจ้าแมลงอีทีมีจุดเด่นอยู่ตรงที่ส่วนหัวที่เป็นรูปสามเหลี่ยมกลับหัว...

พบกับ “วัชพืชกลายพันธุ์ล้านปี” ที่ปรากฏอยู่บนยอดเขาคีรีมันจาโร ที่เดียวบนโลกเท่านั้น

ไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดสูงสุดของยอดเขาที่สูงที่สุดในแอฟริกาอย่าง "ยอดเขาคิลิมันจาโร" (Kilimanjaro) เป็นที่ตั้งของผืนป่าที่มีต้นไม้แปลกประหลาดหลายชนิด โดยพืชเหล่านี้ถูกขนามนามว่า “พืชจากต่างดาว” ซึ่งนั่นคือพืชจากตระกูล Dendrosenecio ซึ่งจัดอยู่ในวงศ์ดอกทานตะวัน ที่ประดับประดาอยู่ทั่วป่าแห่งนี้ และแน่นอนว่าคุณไม่สามารถพบพวกมันได้อีกไม่ว่าจะเป็นมุมไหนของโลกก็ตาม โดยยอดเขาคิลิมันจาโรนั้น เป็นภูเขาไฟยอดเดี่ยวที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 5,895 เมตร และอยู่เหนือระดับสภาพแวดล้อมปกติ 5,100 เมตร มีลักษณะโดยรอบเป็นที่ราบแห้งแล้งและร้อน ปกคลุมไปด้วยทุ่งหญ้าสะวันนาและพืชพันธุ์กึ่งทะเลททราย แต่ถัดไปบนเนินเขาก็จะพบกับป่าเขตร้อนที่เขียวชอุ่มเช่นกัน ทั้งนี้ ยอดเขาคิลิมันจาโรเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อ 3 ล้านปีก่อนและมีการปะทุของภูเขาไฟครั้งล่าสุดเมื่อ 350,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนั่นทำให้พืชพันธุ์รอบทุ่งหญ้าคิลิมันจาโรนี้เจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่แปลกประหลาด เนื่องจากอุณหภูมิมักจะลดลงอย่างรวดเร็วจนต่ำกว่าจุดเยือกแข็งภายในชั่วข้ามคืน โดยมนุษย์กลุ่มแรกที่ขึ้นมายังยอดเขาดังกล่าว เป็นชาวยุโรปที่ขึ้นมาในช่วงหลังของศตวรรษที่ 19 และเมื่อพวกเขามาถึงก็ได้พบกับพืชยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีหน้าตาแปลกประหลาดนั่นเอง ซึ่งพืชที่ว่านั้นคือ พืชไม้ดอกขนาดยักษ์ชื่อวิทยาศาสตร์ Dendrosenecio johnstonii...

รู้จักกับ “ด้วงเหล็กปีศาจ” (สัตว์สุดอึด) ที่สามารถทนแรงกดได้กว่า 39,000 เท่าของน้ำหนักตัว

"ด้วงเหล็กปีศาจ" (Devil beetle - Diabolical ironclad beetles) เป็นแมลงปีกแข็งจากตระกูล Zopheridae สามารถพบได้ในทะเลทรายทางตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ และแม้จะมีปีกแต่พวกมันบินไม่ได้ ซึ่งสิ่งที่มาทนแทนสกิลบินที่หายไปคือ พวกมันมีเปลือกหุ้มที่แข็งแรงมากที่สามารถทนแรงกดทับได้มากถึง 39,000 เท่าของน้ำหนักตัวเลยทีเดียว โดยด้วงเหล็กปีศาจนั้น มีขนาดตัวยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร มีอายุราว 2 ปี มักอาศัยอยู่บริเวณใต้เปลือกไม้ หรือร่องไม้แคบ เป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวเชื่องช้า แต่ถึงอย่างนั้นปีกแข็ง ๆ ของมันก็ช่วยปกป้องตัวเองจากนักล่าได้แบบสบาย ๆ ซึ่งหากเราเผลอไปเหยียบเจ้าแมลงชนิดนี้เข้า มันจะให้ความรู้สึกเหมือนเหยียบหินหรือกรวดเลยล่ะ ด้วยเหตุนี้นี้ จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า แล้วมันสามารถแบกรับน้ำหนักได้มากสุดแค่ไหน ? และเพื่อหาคำตอบของคำถาม...

หนอนยุคแมมมอธคืนชีพ หลังก้อนน้ำแข็งอายุ 40,000 ปีถูกละลาย (ส่องพบกำลัง ดิ้น แด่ว แด่ว)

เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา นักชีววิทยาชาวรัสเซีย ได้ขุดตัวอย่างของดินเพอร์มาฟรอสต์ บริเวณเขตอาร์กติก ขึ้นมาตรวจสอบ หลังจากเกิดการละลายตัวของชั้นดินที่ถูกแช่แข็งมาตั้งแต่ยุคไพลสโตซีน ซึ่งหลังตรวจสอบนักวิจัยพบ “หนอนตัวกลม” อายุกว่า 42,000 ปี และที่สำคัญคือพวกมันยังมีชีวิตอยู่ด้วย โดยนักวิจัยได้ขุดเอาตัวอย่างดินกว่า 300 ตัวอย่างจากพื้นที่แต่ละจุดของเขตอาร์กติก กลับไปศึกษายังห้องทดลองที่มอสโก พบว่ามีหนอนตัวกลมถูกแช่แข็งติดมาด้วย 2 สายพันธุ์ คือ Panagrolaimus detritophagus และ Plectus parvus ก่อนจะนำพวกมันไปวางไว้บนจานเพาะเชื้อและทำให้อุ่นขึ้นในอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ทว่า หลังจากผ่านไป 10-14 วัน พวกมันกลับส่งสัญญาณมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งยังกินอาหารได้ด้วย...

เชื้อราที่เชอร์โนบิล ถูกนำมาวิจัยอีกครั้ง เพื่อปกป้องมนุษย์จากรังสีมรณะบนดาวอังคาร

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาชาร์ลอตต์และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้ร่วมมือกับนาซา (NASA) ในการทดสอบความเป็นไปได้ของการใช้เชื้อราสีดำชนิดหนึ่ง ที่พบว่าเติบโตบนผนังของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 4 ที่ถูกทำลายบางส่วน ณ สถานที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชียร์โนบิล มาใช้ป้องกันรังสีให้กับนักบินอวกาศ ซึ่งผลที่ได้ล่าสุดพบว่ามันสามารถป้องกันรังสีได้จริง โดยในก่อนหน้านี้ นาซาได้ออกมาประกาศอย่างชัดเจนถึงการจะส่งนักบินอวกาศขึ้นไปสำรวจดาวอังคาร แต่กว่าจะถึงวันนั้น จำเป็นต้องเอาชนะความท้าทายทางเทคนิคหลายประการ หนึ่งในนั้นคือ การปกป้องนักบินจากรังสีคอสมิกบนดาวอังคาร เนื่องจากหากปราศจากชั้นบรรยากาศและสนามแม่เหล็กที่เป็นเหมือนเกราะกำบัง มนุษย์เราจะมีชีวิตรอดบนดาวอังคารได้ไม่นานนัก ซึ่งความตั้งใจของนาซา ก็สอดคล้องกับการค้นพบเชื้อราสีดำชื่อว่า Cryptococcus neoformans ที่ถูกพบ ณ สถานที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชียร์โนบิล ประเทศยูเครน ในปี ค.ศ.1991 โดยการตรวจสอบในตอนแรกพบว่า เชื้อราดังกล่าว สามารถดูดซับรังสีและแปลงเป็นพลังงานเคมีเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตได้ อีกทั้งยังมีเม็ดสีเมลานินในปริมาณที่มาก ซึ่งเป็นเม็ดสีเมลานินแบบเดียวกันกับที่พบในผิวหนังของมนุษย์นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ ทีมวิจัยจึงได้ร่วมมือกับนาซาเพื่อส่งเชื้อราสีดำดังกล่าวไปทดสอบ ณ สถานีอวกาศนานาชาติ...