วิทยาศาสตร์
วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 4, 2020

วิทยาศาสตร์

นักบรรพชีวินวิทยาขุดพบ “แมงมุมหางแมงป่อง” ในก้อนอำพันโบราณ อายุ 100 ล้านปี

การค้นพบน่าตื่นเต้นนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2018 โดยคณะนักบรรพชีวินวิทยาชาวจีน ซึ่งพบอำพันทั้งหมด 4 ก้อน ณ ประเทศเมียนมา (พม่า) แต่จนถึงทุกวันนี้นักวิจัยก็ยังไม่สามารถที่จะยืนยันได้ว่า มันคือ แมงมุม ? แมงป่อง ? หรือสัตว์สายพันธุ์อื่นกันแน่ ? (แต่จากข้อมูลด้านล่างก็เทคะแนนไปที่แมงมุมนะ) ตามข้อมูลที่เผยแพร่ในวารสาร Nature ระบุว่า คณะผู้วิจัยฟอสซิล (Chinese Academy of Sciences) ได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ให้กับสัตว์โบราณตัวนี้ว่า Chimerarachne yingi (C. yingi) เพราะมันมีรูปร่างคล้ายกับตัวไคเมรา (Chimera) สัตว์ในเทพปกรณัมที่มีอวัยวะจากสัตว์หลายชนิดประกอบเป็นตัวเดียวกัน ซึ่งจากการตรวจสอบก้อนอำพันคาดว่า สัตว์โบราณชนิดนี้อาจมีชีวิตอยู่ในยุคครีเทเชียส...

เรื่องราวของชายคนแรกที่ใช้ “ไครโอนิกส์” (แช่แข็งตัวเอง) เพื่อรอถูกปลุกในอนาคต

มนุษย์คนแรกที่ทำการแช่แข็งโดยใช้วิธี Cryonics (ไครโอนิกส์) คือ ดร.เจมส์ เบดฟอร์ด (Dr.James Bedford) ในปี 1967 (ขณะนั้นเขามีอายุ 73 ปี) ซึ่งข้อมูลต่อจากนี้ ถูกบันทึกเป็น เอกสารสารคดี โดยองค์กรผู้ดูแลและรับผิดชอบเทคโนโลยีนี้ในอเมริกา ชื่อว่า Alcor (อัลคอร์) ณ ขณะนี้ เป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว ที่ร่างของเบดฟอร์ดนอนหลับอยู่ในถังอลูมิเนียม (อุณหภูมิติดลบ -196 องศาเซลเซียส) โดยไม่มีใครล่วงรู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมเขาจึงตัดสินใจใช้ร่างกายของตนเองเป็นสิ่งเดิมพันกับวิทยาการที่ยังไม่เคยทดลองสำเร็จมาก่อน แต่หากดูจากประวัติของเขาก็พอจะสันนิษฐานได้ว่า อาจเป็นเพราะความสนใจในวิทยาศาสตร์ ปรัชญาเกี่ยวกับมนุษย์ที่เขาเชี่ยวชาญ หรือเขาต้องการเห็นโลกในอนาคตอย่างที่เราทุกคนอยากก็เป็นได้ ดร.เจมส์ เบดฟอร์ด...

(เก่งจุง) ลิงมาโมเสท สามารถเรียนรู้และพูด “สำเนียงต่างถิ่นได้” เมื่อต้องย้ายไปที่ใหม่

(งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการเผยแพร่เป็น Paper เมื่อปี 2019) โดยระบุว่า ลิงมาโมเสท (Marmoset) สามารถปรับภาษาของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว เมื่อพวกมันต้องย้ายไปอาศัย ณ อาณาเขตแห่งใหม่ ซึ่งพวกมันใช้เวลาเรียนรู้ในการเปลี่ยนสำเนียงเสียงของตัวเองได้ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น นักวิทยาศาสตร์จาก University of Zurich อธิบายว่า การปรับเปลี่ยนสำเนียงภาษาที่ลิงมาโมเสททำนี้ เป็นวิธีส่งสัญญาณเพื่อแสดงความสนใจไปยังลิงกลุ่มใหม่ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสพบคู่รักให้พวกมัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มนุษย์มักจะทำเวลาย้ายที่อยู่อาศัย หรือต้องการความสนใจจากบุคคลที่แตกต่างจากตนเอง เพราะลิงมาโมเสทมีความจำเป็นที่จะต้องออกลูกออกหลานเพื่อให้มาช่วยดูแลสังคมของฝูง จึงทำให้พวกมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพัฒนาทักษะทางด้านภาษาของตนเอง เพื่อหาคู่มาสืบพันธุ์ช่วยขยายเผ่าพันธุ์อยู่เสมอ ในการวิจัย นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิเคราะห์เสียงร้องของลิงมาโมเสทหลายฝูง (สมาชิกฝูงละ 3-5 ตัว) โดยทำการเก็บข้อมูลเสียงทั้งก่อนและหลัง ที่พวกมันจะย้ายไปอยู่อาณาเขตใหม่ จนพบว่า ลิงมาโมเสทที่เป็นเชลยในฝูงใหม่นั้น ในช่วงแรกลิงเจ้าถิ่นและลิงเชลยจะไม่มีการติดต่อกันโดยตรง แต่หลังจากผ่านไปไม่กี่สัปดาห์เสียงของพวกมันจะเปลี่ยนไปและสนิทกันเหมือนไม่เคยมีการแบ่งแยกเกิดขึ้นมาก่อน "มันค่อนข้างเหมือนกับสิ่งที่มนุษย์เราเรียกว่า 'สำเนียง'...

เรื่องราวการหมั่นไส้กัน ระหว่าง 2 ผู้สร้าง “สีชมพู๊ชมพู” และ “สีด๊ำดำ” ที่สุดในโลก

ตั้งแต่ปี 2014 ที่ศิลปินชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดียชื่อดัง อนิช กาปูร์ (Anish Kapoor) ได้ร่วมมือกับบริษัท Surrey NanoSystems ในการสร้างสสารที่มีสีดำมืดที่สุดในโลก "Vantablack" (แต่ตอนนี้ไม่ใช่อีกแล้ว เพราะถูก MIT ล้มแชมป์ไปเรียบร้อย โดยสามารถดูดกลืนแสงได้มากกว่า 99.995% ทำลายสถิติเดิมของแวนตาแบล็กที่ 99.96%) ซึ่งการประกาศเปิดตัวสีดำชนิดนี้ (เมื่อ 7 ปีที่แล้ว) กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก แต่ที่ดังไม่แพ้ความเจ๋งก็คือ ศิลปินผู้ร่วมสร้างสสารดังกล่าว ได้ประกาศออกมาว่า "บนโลกนี้มีเพียงเขาผู้เดียวเท่านั้น ที่มีสิทธิ์ในการใช้สีดำชนิดนี้ในทางศิลปะหรือการค้า" ซึ่งสำหรับเราที่ไม่ได้อยู่ในวงการศิลปะหรือเป็นศิลปินอาชีพก็คงไม่รู้สึกอะไร แต่สำหรับเพื่อน ๆ ในวงการของ อนิช...

ผึ้งเริ่มแฮกธรรมชาติ “บัมเบิลบี” รอไม่ไหวพากันเจาะรูที่ใบ เพื่อหลอกให้ดอกออกก่อนฤดู

จะเรียกว่าเรื่องนี้เป็นการค้นพบที่โคตรยิ่งใหญ่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง "ผึ้ง + ต้นไม้ + มนุษย์" ก็ได้ครับ เพราะมันเจ๋งมากจริง ๆ // คืองี้ ปกติราชินีผึ้งหรือนางพญา จะใช้เวลาช่วงฤดูหนาวที่ยาวนานกว่า 4-5 เดือน ในการจำศึลเพื่อพักผ่อนเอาแรง และจะตื่นขึ้นมาอีกทีเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิเพื่อผสมพันธุ์ และจะคอยสั่งการควบคุมสังคมในรังให้ดำเนินอยู่รอดต่อไป รวมถึงการสั่งให้ผึ้งงานออกไปหาอาหารมาสำรองไว้เพื่อรองรับในฤดูกาลถัดไปที่กำลังจะมาถึง แต่ทีนี้ ปัญหาที่เหล่าผึ้งงานต้องเจออยู่บ่อยครั้งก็คือ ช่วงหลังมานี้ฤดูกาลแปรปรวนหนักมาก จึงทำให้นางพญามักตื่นขึ้นก่อนหมดฤดูหนาวเสมอ งานหนักก็เลยต้องมาตกอยู่ที่เหล่าผึ้งงาน เพราะต้นไม้ก็ไม่ยอมออกดอก จึงทำให้พวกมันหาน้ำผึ้งได้ยากนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ พวกมันจึงใช้วิธีที่มนุษย์เราเองก็เพิ่งสังเกตพบ นั่นคือ "พวกมันจะใช้ปากของตัวเองเจาะรูที่ใบไม้ - อาจเพราะเพื่อหลอกให้ต้นไม้ต้นนั้นคิดว่า 'ตัวเองกำลังมีภัย' ต้องรีบออกดอกเพื่อขยายพันธุ์ก่อนที่ตัวเองจะตายให้เร็วที่สุด" (Plants speed...

พบ “ตัวต่อวิวัฒนาการ” (ฉลาดขึ้น) จนสามารถจดจำใบหน้าของเพื่อน ๆ ในรังได้

ทีมนักวิจัยจาก Cornell University ใช้วิธีการศึกษาที่เรียกว่า "ชีววิทยาโมเลกุลประชากร" (Population genomics) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า "ตัวต่อกระดาษ" (Paper Wasp) มีความเฉลียวฉลาดเพิ่มขึ้น จนพัฒนาความสามารถใหม่เพิ่มเข้ามาได้ นั่นคือ สามารถจดจำใบหน้าของต่อตัวอื่น ๆ ในรังเดียวกันได้ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการวิวัฒนาการ และอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ รวมถึงมนุษย์ด้วย โดยการศึกษานี้ พยายามหาคำตอบว่า พวกมันพัฒนามาทักษะสุดพิเศษนี้ขึ้นมาได้อย่างไร ? ซึ่งเป็นสิ่งที่แมลงส่วนใหญ่ไม่สามารถทำได้ Michael Sheehan ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาและพฤติกรรม กล่าวว่า พฤติกรรมของต่อกระดาษที่ค้นพบนี้ เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจมาก เนื่องจากไม่ได้เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ การหาอาหาร หรือปรสิต แต่เป็นไปเพื่อพัฒนาความสามารถในการสื่อสารระหว่างกันโดยตรง...

“เชื้อรา” ที่เติบโตในซากเชอร์โนบิล อาจเป็นกุญแจสู่การต้านทานรังสีในอวกาศ

เหตุการณ์ระเบิดของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เชอร์โนบิล เมื่อปี 1986 คือหายนะด้านสิ่งแวดล้อมที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ อย่างไรก็ตาม ในปี 1991 หลายปีหลังจากเหตุระเบิด นักวิจัยได้เดินทางเข้าไปสำรวจ จนได้พบกับ เชื้อราสีดำชนิดหนึ่ง ที่กำลังเติบโตอยู่บนผนังของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 4 ราวกับว่าการแผ่รังสีดึงดูดให้พวกมันเติบโตขึ้นยังไงยังงั้น จากนั้นอีก 12 ปีต่อมา Ekaterina Dadachova ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์ และเพื่อนร่วมงาน ได้รับตัวอย่างเชื้อราสีดำดังกล่าว จนตรวจพบว่า พวกมันสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับเชื้อราปกติ เชื้อราจากเชอร์โนบิล 3 ชนิดที่นำมาศึกษา ได้แก่ Cladosporium sphaerospermum, Cryptococcus neoformans และ Wangiella dermatitidis ซึ่งทั้งสามชนิดนี้...

ซากสัตว์น้ำโบราณ ในทะเลทรายอียิปต์

ไม่ต้องยืดเยื้อเพราะภาพหน้าปกน่าสนใจอยู่แล้ว นี่คือซากฟอสซิลของเจ้าบาซิโลซอรัส (Basilosaurus) วาฬดึกดำบรรพ์ (ความยาวลำตัวกว่า 20 เมตร) เคยอาศัยอยู่บนโลกเมื่อ 34 ล้านปีก่อน และการที่ซากของมันอยู่บนผืนทะเลทรายอียิปต์แบบนี้ได้นั้น ไม่ใช่การถูกเคลื่อนย้ายมาจัดแสดงโชว์ แต่เป็นเพราะในอดีตทะเลทรายสุดแห้งแล้งแห่งนี้ เคยเป็นมหาสมุทรสุดชุ่มชื่นมาก่อนนั่นเอง โดยบริเวณดังกล่าวถือเป็นแหล่งขุดค้นซากดึกดำบรรพ์สุดสำคัญ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “หุบเขาแห่งวาฬ” (Valley of Whales) อยู่ห่างทางตอนใต้ของกรุงไคโรไป 140 กิโลเมตร เคยเป็นทะเลในช่วงสมัยอีโอซีน (Eocene 56-34 ล้านปีก่อน) ก่อนที่เปลือกโลกจะเคลื่อนตัวจนทำให้ทะเลแห่งนี้เข้าใกล้กับผืนดินของทวีปรอบข้าง จนระดับน้ำลดลงและสุดท้ายก็แห้งหายไปตามกาลเวลา เหลือทิ้งไว้แต่เพียงหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่เคยมีชีวิตอยู่เหล่านี้ กลับมาที่เจ้าวาฬบาซิโลซอรัสอีกนิด หลังจากที่ถูกขุดพบฟอสซิลเมื่อปี 2010 และถูกนำตัวอย่างของกระดูกแต่ละส่วนกลับไปตรวจสอบ เมื่อผลออกมาทีมนักบรรพชีวินวิทยาผู้คนพบก็ต้องตะลึง เพราะหนึ่งในตัวอย่างกระดูกที่อยู่ภายในท้องของมัน...

เค้าบอกว่า “เพลงนี้จะทำให้แมวที่มีความเผ็ดระดับ 3 สงบลงได้”

การพาแมวไปหาสัตวแพทย์คือประสบการณ์น่าเหนื่อยหน่าย และชวนเครียดกับทั้งคนทั้งแมว แต่การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร JFMS ชิ้นนี้อาจช่วยคุณได้ ตามข้อมูลระบุว่า เสียงดนตรีที่สร้างมาสำหรับแมวโดยเฉพาะสามารถช่วยให้แมวที่ไปพบสัตวแพทย์ "สงบลงได้" 1. งานวิจัยชิ้นนี้เริ่มการทดลองเพราะได้ไอเดียจากงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่ระบุว่า แมวที่ได้รับยาสลบ แม้จะหลับไปแล้วแต่พวกมันยังคงตอบสนองทางสรีระต่อเสียงเพลง และพวกมันดูจะผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อได้ฟังดนตรีคลาสสิก เมื่อเทียบกับดนตรีป๊อบ หรือดนตรีเฮฟวี่เมทัล 2. การศึกษาล่าสุดที่มหาวิทยาลัยหลุยเซียน่า (LSU) สหรัฐฯ ได้วิเคราะห์ผลกระทบของดนตรีประเภทต่าง ๆ และพบว่า ดนตรีที่คนส่วนใหญ่ชื่นชอบนั้น มักจะมีจังหวะคล้ายกับชีพจรของมนุษย์ และความถี่ของช่วงเสียงของมนุษย์ 3. ด้วยหลักการทั้งข้อหนึ่งและข้อสอง ทีมวิจัยจึงนำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างเสียงเพลงสำหรับแมวโดยเฉพาะ ด้วยแกนเสียงที่อยู่ในความถี่ของเสียงแมว ซึ่งสูงกว่าเสียงมนุษย์ 2 อ็อกเทฟ (octave) จนได้เพลงที่สร้างจากเสียงสังเคราะห์ โดยตั้งชื่อเพลงนี้ว่า Scooter Bere's...

ปลาดาวสีชมพูตัวนี้ มีก้นเด้งดึ๋ง 2 ลูก แบบนี้ได้ไง ? (Flagfrog มีคำตอบ)

นี่คือภาพที่เคยเป็นไวรัลถูกส่งต่อกันทั่วโลกเมื่อปี 2019 เพราะทุกคนต่างประหลาดใจคิดไม่ถึงว่าปลาดาวจะมีก้นกับเค้าได้ด้วย อีกทั้งมันยังเหมือน "แพทริค สตาร์" ตัวการ์ตูนชื่อดังจากเรื่อง SpongeBob อย่างกับถอดแบบกันมา ซึ่งแท้จริงแล้วเราควรเรียกมันว่า "ดาวทะเล" (Starfish) จึงจะถูกต้อง เพราะมันคือสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง จึงทำให้มันไม่สามารถมีสรีระเหมือนกับมนุษย์หรือสัตว์ทั่วไปได้ แต่ที่ดูเหมือนมันมีก้น 2 ลูกนั้นก็เพราะ ระบบอัดฉีดกล้ามเนื้อเพื่อเคลื่อนที่ @Babyshoujo เจ้าของรูปภาพที่เผยแพร่ภาพนี้ทางทวิตเตอร์ เล่าว่า เธอถ่ายภาพปลาดาวตัวนี้ได้ใน พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Aquarium of the Pacific ที่แคลิฟอร์เนีย โดยไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะกลายเป็นไวรัลโด่งดังขนาดนี้ เพราะเพียงเห็นว่าแปลกดีที่ปลาดาวตัวนี้มีตูดด้วย (ซึ่งก็ดูเหมือน แพทริค จริง ๆ แหละ...