วิทยาศาสตร์

จะเกิดอะไรขึ้น ? เมื่อธานอสดีดนิ้วขึ้นมาจริง ๆ ในมุมมองของทางวิทยาศาสตร์

ผมเชื่อว่าถึงตอนนี้น่าจะไม่มีใครที่ยังไม่ได้ดูหนังเรื่อง Avenger : Infinity war แล้วใช่มั้ยครับ หรือถ้าไม่ทันได้ดูจริง ๆ อย่างน้อย ๆ ก็คงรู้บทสรุปของเรื่องกันอยู่แล้วว่า ตัวร้ายหลักของเรื่องอย่าง ธานอส ได้ลงมือทำอะไรลงไปบ้าง แต่ยังไงก็ตาม ถ้าหากยังไม่ได้ดูจริง ๆ และไม่อยากถูกสปอย ผมแนะนำให้ปิดบทความนี้ไปก่อนนะครับ เพราะเราจะมาพูดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง ๆ กับโลก หากพี่มันม่วงของเราทำการดีดนิ้วล้างบางชีวิตทุกชนิดในจักรวาลเหลือเพียงครึ่งเดียว ก่อนอื่นต้องมาทบทวนกันก่อนนะครับ ว่าเป้าหมายของพี่มันม่วงในการลบล้างชีวิตไปครึ่งนึงนั้นเนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับดาวไททั่นก่อนที่มันจะล่มสลาย นั่นคือการที่ทรัพยากรมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งธานอสก็ได้เสนอวิธีแก้ด้วยการลบชีวิตทิ้งไปครึ่งนึง ซึ่งเป็นวิธีที่ฟังดูเด็ดขาดและ (เหมือนจะ) สมเหตุสมผล และจากการคอนเฟิร์มโดย เควิน ไฟกี (Kevin Feige) หัวเรือใหญ่แห่งมาเวลสตูดิโอ ระบุมาอย่างชัดเจนว่าเป็นการลบทุกอย่างที่นับเป็นชีวิตสปีชี่ส์ละครึ่งนึง...

นักวิทย์เยล ปลุกสมองหมูที่ตายไปแล้ว 4 ชั่วโมง ให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2019 นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยลได้ประกาศถึงความสำเร็จ ในการทดลองปลุกสมองหมูที่ตายไปแล้วกว่า 4 ชั่วโมง ให้กลับมาทำงานอีกครั้งได้สำเร็จ หลังจากที่ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าการทำงานพื้นฐานของเซลล์จะหยุดทำงานภายในไม่กี่วินาทีหรือไม่กี่นาที ทันทีที่ไม่ได้รับออกซิเจนและไม่มีเลือดไหลเวียนไปสู่สมอง ในการวิจัยครั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์นำสมองหมูมาจากโรงผลิตอาหาร แล้วนำมันมาฉีดสารพิเศษที่เรียกว่า "BrainEx" เข้าไป เป็นสารคล้ายเลือดที่ประกอบด้วยออกซิเจนสังเคราะห์และสารอาหาร ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อรักษาเนื้อเยื่อของสมองโดยเฉพาะ หลังจากนั้นพวกเขาก็พบว่าเซลล์ประสาทมีการเคลื่อนไหว ในขณะที่เส้นประสาท, เซลล์เกลีย และเซลล์หลอดเลือดกลับมาทำงานได้อีกครั้ง ก่อนที่คุณจะคิดไปไกลถึงขั้นซอมบี้หมูจะบุกโลก นักวิจัยพบว่ามันกลับไม่มีกิจกรรมไฟฟ้าใด ๆ เกิดขึ้นในสมอง ซึ่งบ่งชี้ว่ามันก็เป็นเพียงสมองที่ตายไปแล้วเหมือนเดิม ไม่ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งแต่อย่างใด และไม่มีหลักประกันว่าการรักษาแบบเดียวกันนี้จะใช้ได้กับสมองของมนุษย์ "กาปลุกการรับรู้ของสมองไม่เคยเป็นเป้าหมายของการวิจัยครั้งนี้ นักวิจัยเตรียมที่จะใช้ยาชาและการลดอุณหภูมิเพื่อหยุดกิจกรรมไฟฟ้าถ้ามันจะเกิดขึ้น ทุกคนเห็นชอบร่วมกันล่วงหน้าแล้วว่าการทดลองที่เกี่ยวข้องกับฟื้นฟูกิจกรรมทั้งหมดไม่ควรจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ถ้าหากไม่มีมาตรฐานทางจริยธรรมที่ชัดเจนและการกำกับดูแลของสถาบัน" Stephen Latham ผู้อำนวยการแห่ง Interdisciplinary...

งานวิจัยชิ้นใหม่เผย สุนัขสามารถได้กลิ่น “ความกลัว” ที่ออกมาจากมนุษย์ได้

การวิจัยเมื่อเร็ว ๆ นี้มีการเปิดเผยว่าสุนัขสามารถมองเห็นและได้ยินสัญญาณทางอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าพวกมันรู้สึกแบบเดียวกับเราด้วยหรือไม่ Biagio D’Aniello ศาสตราจารย์สาขาวิชาสัตววิทยาของมหาวิทยาลัยเนเปิลส์ที่ประเทศอิตาลี เลยทำการศึกษาหน้าที่จมูกของสุนัขเพิ่มเติมเพื่อหาคำตอบนั้นร่วมกับเพื่อร่วมงานคนอื่น ๆ "บทบาทของระบบรับกลิ่นถูกเราประเมินต่ำเกินไป ส่วนใหญ่อาจเป็นเพราะเผ่าพันธุ์ของเรานั้นให้ความสำคัญกับระบบรับภาพมากกว่า" D’Aniello กล่าว D’Aniello และเพื่อนร่วมงานของเธอได้จัดทำการทดลองและทดสอบว่าสุนัขสามารถได้กลิ่นอารมณ์ของมนุษย์ได้ด้วยการดมเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ? โดยให้อาสาสมัครที่เป็นมนุษย์ชมวิดีโอที่ก่อให้เกิดความกลัว มีความสุข หรือการตอบสนองที่เป็นกลาง จากนั้นก็เก็บเหงื่อของอาสาสมัครไว้เป็นตัวอย่างให้สุนัขดมเพื่อติดตามพฤติกรรมและอัตราการเต้นหัวใจของพวกมัน และทีมนักวิจัยก็ได้พบว่าสุนัขที่ดมกลิ่นเหงื่อของคนที่มีอาการกลัวมีอาการเครียดขึ้นมา ดูได้จากอัตราการเต้นของหัวใจที่สูงขึ้นและการที่มันรีบเข้าไปให้เจ้าของปลอบทันที ซึ่งแตกต่างจากเมื่อได้กลิ่นเหงื่อของคนที่มีความสุขหรือเป็นกลาง "เรารู้เสมอมาว่าสุนัขรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของของมันผ่านช่องประสาทสัมผัสที่แตกต่างกันเพื่อตัดสินใจว่าจะตอบสนองต่อสถานการณ์เหล่านั้นอย่างไร แต่มันก็ไม่ง่ายที่จะตรวจกระบวนการดังกล่าวเพื่อให้เราสามารถเปิดเผยกลไกและแบ่งแยกช่องเหล่านั้นได้" Marta Gacsi แห่ง Eotvos Lorand University กล่าว สรุปได้ว่าเมื่อมนุษย์เรารู้สึกกลัวขึ้นมา สุนัขจะสามารถรับรู้ว่าเรากลัวและรู้สึกกลัวตามได้ด้วยเช่นกันครับ นอกจากนี้ เมื่อปี 2015 มหาวิทยาลัยด้านการแพทย์แห่งอาร์คันซอของสหรัฐฯ เคยวิจัยพบว่าสุนัขสามารถแยกแยะผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์ได้ถูกต้องถึงร้อยละ 88...

“ความเศร้า” อีกหนึ่งความรู้สึกที่ไม่ได้มีแต่เรื่องแย่ ๆ “ถ้าเข้าใจ ใช้มัน จะมีประโยชน์”

ในโลกที่ผู้คนต่างโพสต์ถึงความสุขที่หามาลงในสังคมออนไลน์ อีกฟากหนึ่งก็จะมีคนที่เกิดอารมณ์เชิงลบกับตัวเองจนเกิดความรู้สึกว่าตนเองนั้นไม่ดีพอ ความรู้สึกเชิงลบเหล่านี้พอสะสมนานวันเข้าก็แปรเปลี่ยนเป็น "ความเศร้า" หรือถ้าหนักกว่านั้น ก็ทำให้เกิด "ภาวะซึมเศร้า" ได้เลยทีเดียว ความรู้สึกเหล่านี้มักถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ผิดปกติ เพราะไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน ทุกคนล้วนแสดงออกให้เห็นแต่ในด้านที่มีความสุข จนทำให้ความเศร้ากลายเป็นตัวร้ายในทันที ทั้งที่ความจริงแล้ว "ความเศร้า" ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเรื่องธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นกับเราได้เสมอ ในหลาย ๆ ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ก็การจัดการความรู้สึกที่แปรเปลี่ยนอารมณ์เชิงลบมาเป็นแรงผลักดัน ให้กลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ อย่างบทประพันธ์ของเช็คสเปียร์ ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวคลาสสิกที่สะท้อนให้เห็นในรูปแบบเดียวกัน หรือแม้กระทั่งผลงานของศิลปินที่ยิ่งใหญ่อย่าง บทเพลงของเบโทเฟน (Beethoven), โชแปง (Chopin), วรรณกรรมของเชคอฟ (Chekhov)  และอิบเซน (Ibsen) ซึ่งศิลปินเหล่านี้ได้พรรณนาถึงความเศร้า  จนกลายมาเป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับว่ามีประโยชน์และมีคุณค่า แล้ว...จุดประสงค์ของความเศร้าคืออะไรกันหล่ะ ? นักจิตวิทยาที่ได้ทำการศึกษาอารมณ์เชิงลบ กล่าวว่า คนที่พัฒนาทั้งพฤติกรรมและความรู้สึกนั้นเป็นบทบาทที่มีประโยชน์ ในความเป็นจริงแล้ว...

ทำไม ? ถึงยังมีคนเชื่อว่า “โลกแบน” และนี่คือเหล่าทฤษฏียอดฮิตที่พวกเขามักกล่าวอ้าง

เราทุกคนมีความเชื่อเสมอว่า “โลกเป็นทรงกลมเหมือนกับผลส้ม” เพราะนี่เป็นความรู้ที่ได้รับต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และความเชื่อพื้นฐานนี้ยังได้การพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริงที่มีหลักฐานและทฤษฏีมากมายสนับสนุน แต่ในงานประชุมที่มีชื่อว่า Flat Earth International Conference (งานประชุมแถลงการณ์เกี่ยวกับทฤษฎีโลกแบน) ได้มีการยืนยันทฤษฏีของตัวเองว่า “โลกของเราไม่ได้กลม” แต่มัน “แบน” โดยองค์การนาซ่า (NASA) และรัฐบาลโลก ได้สร้างเรื่อง “โกหก” พวกเรามาตลอด ... และนี่คือเหตุผลและทฤษฏีต่าง ๆ ที่ชาวโลกแบนประกาศออกมาเพื่อสนับสนุนความเชื่อของตนเอง ข้อสงสัยมากมายได้เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนทฤษฏีโลกแบน ทำไมภาพเส้นขอบฟ้าที่เราเห็นถึงเป็นเส้นตรงเสมอ ? ทำไมกระสุนปืนที่ยิงขึ้นฟ้าถึงตกลงมาที่เดิม ไหนบอกว่าโลกหมุนรอบตัวเอง ? หลังจากเครื่องบินลอยขึ้นจากพื้นและลอยอยู่เฉย ๆ โลกควรจะหมุนสถานที่ปลายทางมาหาเครื่องบินได้สิ ก็โลกเป็นทรงกลมที่หมุนโคจรรอบตัวเองไม่ใช่หรือ ? ถ้าโลกหมุนรอบตัวเองจริง...

นักวิจัยค้นพบ “เห็ดแอมะซอน” หายากในป่าลึก สามารถกินพลาสติกได้ !

เมื่อกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเยล (Yale) พบเห็ดชนิดใหม่ และสังเกตเห็นว่าเห็ดแอมะซอน (อเมซอน) ชนิดนี้ สามารถย่อยสลายพลาสติกได้ ! สำหรับเด็กวิทย์ฯ โพลียูรีเทน (Polyurethane) หรือวัสดุชนิดหนึ่งที่เราใช้ประกอบเป็น โฟม แผ่นยาง หรือพลาสติก มีอยู่แทบทุกที่บนโลก เราใช้โพลียูรีเทน (Polyurethane) เพื่อสร้างแทบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น สายยางรดน้ำในสวน, เฟอร์นิเจอร์, หรือแม้แต่ข้าวของทั้งหมดตามร้านค้า “ทุกอย่าง 20 บาท” วัสดุชนิดนี้สามารถผลิตได้ง่าย ทนทาน และมีราคาถูกสุด ๆ แต่คุณสมบัติที่วัสดุชนิดนี้ไม่มีคือ รองรับการรีไซเคิล ไม่มีกระบวนการใดทางธรรมชาติที่จะย่อยสลายวัสดุชนิดนี้ได้ ทฤษฏีต่าง ๆ เกี่ยวกับโพลียูรีเทนเคยเป็นเช่นนั้น...

นักวิจัยสร้าง “หัวใจจิ๋ว” จากเทคโนโลยี 3 มิติ โดยใช้เนื้อเยื่อมนุษย์ตั้งต้นจนสำเร็จ

เมื่อวันที่ 14 เมษายน ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ (TAU) ในประเทศอิสราเอล ได้ประกาศว่า พวกเขาสามารถสร้างหัวใจที่มีหลอดเลือดและห้องหัวใจครบสมบูรณ์จากการพิมพ์ 3 มิติ ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก ถือเป็นก้าวอันยิ่งใหญ่ของการพิมพ์อวัยวะแบบ 3 มิติ ที่จะช่วยพัฒนาวงการแพทย์ให้พัมนาแบบก้าวกระโดดยิ่งขึ้น โรคหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของทั้งชายและหญิงในสหรัฐอเมริกา แม้ว่าการเปลี่ยนถ่ายหัวใจจะเป็นทางออกของปัญหานี้ แต่หัวใจจากผู้บริจาคก็มีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการอยู่ดี เป็นผลให้นักวิทยาศาสตร์มองหาวิธีที่จะทำให้มีหัวใจพร้อมสำหรับการปลูกถ่ายเมื่อมีผู้ป่วยต้องการมัน หนึ่งในวิธีเหล่านั้นคือการใช้เทคโนโลยีพิมพ์ 3 มิติ โดยต้องใช้เซลล์จากสิ่งมีมีชีวิต, สารเร่งการเจริญเติบโต และวัสดุการแพทย์ เพื่อใช้ในการพิมพ์สร้างหัวใจมนุษย์ที่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์สำหรับการปลูกถ่ายอวัยวะ และข่าวคราวจาก TAU ก็เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญ เพราะหัวใจที่ถูกพิมพ์โดยเซลล์ของมนุษย์จริง ๆ ที่ทุกคยเห็นอยู่นี้ มีโอกาสน้อยมากที่จะถูกร่างกายของผู้ปลูกถ่ายปฏิเสธ...

มนุษย์โลกไม่ต้องกลัว Superman อีกต่อไป เพราะคริปโตไนท์มีอยู่จริง !

เมื่อ 13 ปีที่แล้ว ทีมนักวิทยาศาสตร์อังกฤษได้ค้นพบแร่ใหม่ ที่เซอร์เบีย โดยมีชื่อว่า “แร่ยาดาไรต์” (Jadarite) ซึ่งมีลักษณะทางเคมีคล้ายกับ “คริปโตไนท์” (Kryptonite) ซึ่งเป็นจุดอ่อนของซูเปอร์แมนนั่นเอง และชื่อยาดาไรต์ก็ตั้งตามชื่อเมืองที่มันถูกค้นพบเป็นครั้งแรก (เหมืองในประเทศเซอร์เบีย) ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ตรวจสอบจนพบว่าแร่ชนิดนี้ประกอบไปด้วย โซเดียม ลิเธียม บอรอน ซิลิเคท ไฮดร็อกไซด์  มารวมเป็นโครงสร้างของสสาร ซึ่งเป็นแร่ที่ทำให้ซูเปอร์แมนที่ได้ชื่อว่า บุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกสามารถอ่อนกำลังลงได้ ดร.คริส สแตนลีย์ ผู้เชี่ยวชาญแร่ธาตุ ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ กล่าวว่า เขาค้นพบความจริงที่ว่านี้จากภาพยนตร์เรื่อง "Superman Returns" (2006) ในฉากที่จอมวายร้าย เลกซ์ ลูเธอร์...

นักวิจัยค้นพบหลักฐานว่า เมื่อ 42 ล้านปีก่อน “วาฬ” เคยมีสี่ขา และมีเท้าเป็นพังผืด

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2019 นักวิจัยได้ค้นพบกระดูกของวาฬยุคโบราณในประเทศเปรู จากการค้นพบในครั้งนี้ทำให้นักวิจัยทราบว่า วาฬเคยมี 4 ขา และมีเท้าเป็นพังผืด ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้เบาะแสว่าบรรพบุรุษของวาฬในยุคปัจจุบันเดินทางมาถึงอเมริกาได้อย่างไร และพวกมันมีหน้าตาเป็นอย่างไรในตอนนั้น พิพิธภัณฑ์ Natural History ในสหราชอาณาจักรอธิบายว่าสัตว์ตัวนี้เป็นวาฬยุคโบราณที่มีพฤติกรรมชอบอาศัยอยู่ในน้ำและรู้จักกันดีในชื่อ โพรโตเซทิต (protocetid) โดยโครงกระดูกมีอายุมากถึง 42.6 ล้านปีก่อน ซึ่งอยู่ในสมัยอีโอซีนตอนกลาง นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบสิ่งมีชีวิตนี้ตีพิมพ์ผลการวิจัยของพวกเขาในวารสาร Current Biology ที่มีการตั้งชื่อให้มันว่า Peregocetus pacificus ซึ่งหมายถึง "วาฬที่เดินทางไปถึงมหาสมุทรแปซิฟิก" จากข้อมูลซากดึกดำบรรพ์เปิดเผยว่าวาฬและโลมาสืบเชื้อสายมาจากสัตว์บกสี่ขาเมื่อ 50 ล้านปีก่อนในเอเชียใต้ แต่นี่ก็ทำให้นักบรรพชีวินวิทยางงเป็นไก่ตาแตกว่าวาฬยุคแรกแพร่กระจายไปทั่วโลกได้อย่างไร "นี่เป็นบันทึกแรกที่ไม่อาจโต้แย้งได้ของโครงกระดูกวาฬสี่ขาในมหาสมุทรแปซิฟิก อาจเก่าแก่ที่สุดในทวีปอเมริกา และเป็นโครงกระดูกวาฬสี่ขานอกประเทศอินเดียและปากีสถานที่สมบูรณ์ที่สุด"...

ผลวิจัยยืนยัน การออกไปเที่ยวทำให้สุขภาพดีขึ้นได้จริง แถมยังมีประโยชน์มากกว่าที่คิด

ผมเชื่อว่า คนทุกคนล้วนอยากมีสุขภาพดี ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ ดังนั้นหากมีวิธีดี ๆ ที่ช่วยให้เราสามารถสุขภาพดีได้แบบรอบด้าน เป็นใครจะไม่ทำหล่ะ ? จากผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งได้เผยว่า การท่องเที่ยวไม่ได้ให้เพียงแค่อากาศบริสุทธิ์ที่ดีกว่าในเมืองหลวง แต่ยังส่งผลดีอย่างเหลือเชื่อต่อสุขภาพของผู้ที่ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านเป็นประจำอีกด้วย หากในตอนนี้ใครกำลังรู้สึกเบื่อหน่าย รู้สึกชีวิตไม่มีเป้าหมาย รู้สึกไม่มีชีวิตชีวา การท่องเที่ยวอาจทำให้เกิดแรงบันดาลใจ และสามารถจุดไฟในตัวคุณให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อีกครั้ง จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัย Surrey ในสหราชอาณาจักรที่ได้ทำการศึกษาเมื่อปี 2002 พบว่า คนเราจะมีความสุขมากยิ่งขึ้นเมื่อรู้ว่าจะได้ออกไปท่องเที่ยว เราจะมีการวางแผนเตรียมตัว และจะรู้สึกสุขเมื่อนึกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นข้างหน้า นอกจากนี้ ตามข้อมูลเมื่อปี 2013 จากการสำรวจความเครียดที่เกิดขึ้นของชาวอเมริกา American Psychological Association พบว่าการออกเดินทางช่วยลดความเครียดได้จริง และลดความรู้สึกแย่ได้ดีอีกด้วย ดังนั้น หากใครที่เริ่มรู้สึกเครียดจากงาน ความรัก...