fbpx
วันพฤหัสบดี, เมษายน 22, 2021

วิทยาศาสตร์

(อัปเดตล่าสุด) นักวิจัยสร้างตัวอ่อนครึ่งคนครึ่งลิงสำเร็จแล้ว จาก 132 ตัว รอดเพียง 3 ตัว

เมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา วารสารชีววิทยาอย่าง Cell ได้เผยแพร่ผลงานของนักวิทยาศาสตร์ชาวสเปนซึ่งสามารถเพาะเลี้ยงตัวอ่อนของลิงที่มีเซลล์ของมนุษย์อยู่ในร่างกายได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังเกิดคำถามถึงความเหมาะสมในด้านจริยธรรมตามมาด้วยเช่นกัน โดยการศึกษาครั้งนี้ นักวิจัยได้ทำการเพาะไข่ที่สกัดจากลิงแสม (Macaca fascicularis) ก่อนจะนำไปเพาะเลี้ยงต่อ และหลังจากการปฏิสนธิผ่านไป 6 วัน ทีมนักวิจัยได้ฉีดเอ็มบริโอจำนวน 132 ตัวซึ่งเป็นเซลล์ต้นกำเนิดของมนุษย์ที่สามารถเจริญเติบโตเป็นเซลล์เนื้อเยื่อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทั้งนี้ พวกเขาพบว่าเอ็มบริโอแต่ละตัวมีพัฒนาการในแบบที่ไม่ซ้ำกัน ก่อนจะเสื่อมสภาพในอัตราที่แตกต่างกัน นั่นคือ หลังจากการปฏิสนธิผ่านไป 11 วันมีตัวอ่อนเหลืออยู่ 91 ตัว และลดลงเหลือเพียง 12 ตัวหลังจากเข้าวันที่ 17 ก่อนที่จะเหลือเพียง...

นี่คือเหตุผล – ทำไมนักวิจัยถึงบอกว่า “หากผีมีจริง-เจ้าเครื่องนี้คงหาเจอไปตั้งนานแล้ว”

ความเชื่อเรื่อง “ผี” นั้นเรียกได้ว่ามีอยู่ในหลาย ๆ วัฒนธรรมทั่วโลก โดยมีทฤษฎีสมคบคิดมากมายพยายามอธิบายมาตลอดว่าผีมีจริงหรือไม่ แต่ล่าสุด นักฟิสิกส์ขององค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป (CERN) นามว่า ไบรอัน คอกซ์ (Brian Cox) ได้ออกมาฟันธงว่า “ผีไม่มจริง” เพราะถ้าหากมีจริง ป่านนี้เครื่องชนอนุภาคแฮดรอนขนาดใหญ่ (Large Hadron Collider - LHC) คงตรวจเจอมันไปนานแล้ว โดยคอกซ์ กล่าวผ่านรายกาย The Infinite Monkey Cage ในคลื่นวิทยุ BBC Radio 4 show...

MIT เริ่มใช้หุ่นยนต์สำรวจสมบัติ ที่จมอยู่ใต้ทะเลลึกแทนมนุษย์แล้ว (สามารถดำน้ำลึกได้ 2,000 ม.)

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robot คือหุ่นยนต์ที่ออกแบบขึ้นมาโดยมีพื้นฐานมาจากร่างกายมนุษย์) ตัวนี้มีชื่อว่า "โอเชียน-วัน" (Ocean One) เป็นผลงานของทีมวิศวกรจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ซึ่งถูกออกแบบให้สามารถทลายข้อจำกัดในการใช้งานใต้ทะเลลึกได้อย่างชาญชลาด แบบที่มนุษย์ทั่วไปก็ทำไม่ได้ จุดเริ่มต้นของ โอเชียน-วัน เกิดจากความต้องการที่จะศึกษาแนวปะการังใต้ทะเลลึกซึ่งมนุษย์ทั่วไปไม่สามารถดำดิ่งลงไปได้ อีกทั้งหุ่นยนต์ที่ผ่านมาก็มีขนาดใหญ่ นักวิทยาศาสตร์จึงเกิดความกังวลว่าหุ่นยนต์เหล่านั้นอาจไปทำลายระบบนิเวศใต้ทะเลอย่างไม่ตั้งใจ ด้วยเหตุนี้ โอเชียน-วัน จึงถูกออกแบบให้มีรูปร่าง หน้าตา คล่องแคล่วคล้ายมนุษย์นั่นเอง โดยลักษณะทั่วไปของโอเชียน-วัน ประกอบไปด้วย ความยาวรวม 1.5 เมตร มีแขนและมือ 2 ข้าง ซึ่งเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ มีเซ็นเซอร์ที่ข้อมือเพื่อวัดแรงกระทำและส่งข้อมูลกับไปยังผู้ควบคุมซึ่งควบคุมผ่านจอยสติ๊ก ทำให้ผู้ควบคุมสามารถรับรู้ความกระชับในการจับวัตถุนั้น ๆ ว่าพอดีหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้วัตถุถูกจับแรงเกินไปจนเสียหาย...

(2021) รัสเซียเริ่มภารกิจติดตั้งกล้อง-เพื่อตรวจจับ “อนุภาคผี” ใต้ทะเลสาบ-ที่ลึกที่สุดในโลก

เกริ่นนิดนึง : อนุภาคผี (Ghost Particle) มีอีกชื่อทางการว่า “อนุภาคนิวทริโน” (Neutrinos) เป็นอนุภาคที่มาจากนอกโลกและกระจายอยู่ทั่วจักรวาล ซึ่งสาเหตุที่ถูกเรียกว่า "ผี" ก็เพราะพวกมันสามารถทะลุผ่านทุกสิ่งได้โดยที่สภาพไม่เปลี่ยนแปลง แถมยังไม่ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อสิ่งของใด ๆ ทั้งสิ้น (เหมือนผีที่สามารถลอยทะลุกำแพงได้) โดยความสามารถนี้เป็นผลมาจากการที่พวกมันมีสถานะเป็นแก๊ซ แถมยังมีน้ำหนักเบาจนแทบไม่มีมวลนั่นเอง แล้วเราตรวจจับมันไปเพื่ออะไรล่ะ ? นั่นก็เพราะ : นักวิจัยเคยค้นพบมันได้ด้วยความบังเอิญ จึงทำให้เรารู้ว่าในจักรวาลมีอนุภาคแบบนี้อยู่นะ และต่อมานักวิจัยก็พยายามตรวจหาอนุภาคดังกล่าวจากหลายแห่งทั่วโลก เพื่อศึกษาเส้นทางที่มันเคยเดินทางมา-รวมถึงเส้นทางต่อไปที่มันกำลังจะไป ซึ่งประโยชน์ของการตรวจสอบเส้นทางแบบนี้คือ ช่วยให้นักวิจัยสามารถวัดอัตราการขยายตัวของจักรวาลได้-เราก็จะได้รู้ว่าจักรวาลขยายตัวไปถึงจุดไหนแล้ว และการได้ศึกษามันยังอาจช่วยไขปริศนาต่าง ๆ เกี่ยวกับแบบจำลองทางฟิสิกส์ที่น่าจะมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับอีกหลายอนุภาคในเอกภพ ทั้งสสารมืดและแรงชนิดต่าง ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจหรือยังหาไม่พบ นั่นเอง เข้าสู่เนื้อหาหลัก :...

ในที่สุดก็พบ “สิ่งมีชีวิต” ที่สามารถอยู่รอดบน-ดาวอังคารได้ (แถมผลิตออกซิเจนได้ด้วย)

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการย้ายถิ่นฐานไปอยู่บนดาวอังคาร คือที่นั่น ”ไม่มีออกซิเจน” รวมถึงชั้นบรรยากาศที่จะปกป้องสิ่งมีชีวิตบนดาวจากอุกกาบาตหรือวัตถุต่าง ๆ นอกอวกาศ แต่ทว่าเมื่อต้นปี (2021) นักวิจัยค้นพบว่า "ไซยาโนแบคทีเรียหรือสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน" สามารถมีชีวิตรอดบนดาวอังคารได้ แถมมันยังสามารถสังเคราะห์แสงและผลิตออกซิเจนออกมาได้ด้วย ทีมนักวิจัยจากสถาบันวิจัย Space Technologies and Microgravity ของมหาวิทยาลัยเบรเมน ประเทศเยอรมัน ได้พัฒนาเครื่อง Atmos สำหรับจำลองสภาพอากาศและความกดอากาศให้เหมือนกับสภาพพื้นผิวบนดาวอังคาร และปลูกสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินไว้ในน้ำที่เต็มไปด้วยฝุ่นคล้ายบนดาวอังคาร ผลปรากฎว่า พวกมันสามารถเติบโตได้ดีในสภาวะดังกล่าว อีกทั้ง ยังช่วยเลี้ยงจุลินทรีย์อื่น ๆ ให้เติบโตตามได้ด้วย ซีเปียน เวเซอร์ หนึ่งในสมาชิกทีมวิจัย อธิบายว่า “การทดลองนี้พวกเราเลือกสายพันธุ์ Anabaena มันไม่เพียงแต่เติบโตขึ้นเท่านั้นแต่ยังแข็งแรงมากอีกด้วย แถมเติมโตได้ดีกว่าสภาพแวดล้อมบนโลกเสียอีก นี่ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่...

“ดาวเคราะห์ฟูฟ่อง” (Cotton Candy Planet) ที่มีลักษณะเหมือน “ขนมสายไหม” ทั้งดวง (มีอยู่จริง)

“ซุปเปอร์-พัฟส์” (Super-Puffs) คือชื่อเล่นของดาวเคราะห์นอกระบบ อยู่ห่างจากโลก 2,600 ปีแสง ซึ่งความน่าสนใจของมันก็คือ เป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่พอ ๆ กับดาวพฤหัส แต่กลับมีน้ำหนักเบา แถมมีความหนาแน่นเทียบเท่ากับขนมสายไหม จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์ต่างเรียกมันว่า “ดาวเคราะห์สายไหม” (Cotton Candy Planets) โดยดาวเคราะห์สายไหมถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 2012 จากกล้องโทรทัศน์อวกาศฮับเบิลของ NASA ที่สังเกตเห็นดาวเคราะห์สีสันสดใส 3 ดวง (ชมพู-เหลือง-ฟ้า) โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์อายุน้อยในระบบ Kepler-51 ซึ่งภายหลังได้รับการตั้งชื่อว่า Kepler-51 b, Kepler-51 c และ Kepler-51 d จากข้อมูลของกล้องฮับเบิล...

(2021) นักวิจัยประสบความสำเร็จ – สามารถ “เจาะเข้าความฝัน” คุยกับคนที่หลับได้ (แบบเรียลไทม์)

หลาย ๆ คนอาจเคยชมภาพยนตร์เรื่อง Inception ที่มีลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ แสดงนำ ว่าด้วยเรื่องการเข้าไปในความฝันของผู้อื่น พูดคุยโต้ตอบ และขโมยความลับจากจิตใต้สำนึกของพวกเขาออกมา แต่เชื่อหรือไม่ว่ามันใกล้ความจริงเข้ามาอีกขั้นแล้ว เพราะล่าสุด (2021) นักวิจัยสามารถสร้าง “การสนทนา” โดยถามคำถามแปลก ๆ หรือโจทย์คณิตศาสตร์กับผู้เข้าร่วมการทดลอง (ผู้ฝัน) ซึ่งมักจะเป็นผู้ที่มีพฤติกรรมการนอนแบบ Lucid dreaming (การนอนหลับที่สามารถควบคุมความฝันได้) Lucid dreaming ถูกพูดถึงครั้งแรกในศตวรรษที่สี่ก่อนคริสตกาลโดย อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีก และต่อมาในปี ค.ศ.1970 นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาเกี่ยวกับการนอนหลับแบบลูกตากรอกไปมาอย่างรวดเร็ว (REM) แม้ว่ามันจะเป็นวิธีการหลับที่หายาก แต่มันสามารถฝึกฝนได้ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีงานวิจัยบางชิ้นที่พยายามสื่อสารกับผู้ที่มีลักษณะการนอนแบบนี้โดยใช้สิ่งเร้า...

ครั้งแรกกับการพบ “พายุเฮอริเคน-อวกาศ” (นอกโลก) แถมยังหมุนติดต่อกันยาวนานถึง 8 ชั่วโมง

ทีมนักวิจัยนานาชาติได้รายงานผ่าน Nature Communications เกี่ยวกับการค้นพบปรากฎการณ์สภาพอากาศรูปแบบใหม่ในอวกาศ ณ ตำแหน่งสูงเหนือบริเวณขั้วโลก ซึ่งมีการเคลื่อนที่ไปมาของพลาสมา  (พลาสมา - คือสสารรูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายแก๊ซแต่แตกต่างกันในระดับอะตอม) ราวกับเป็นพายุใต้ฝุ่น หรือ พายุเฮอริเคนบนโลก โดยรายงานฉบับใหม่นี้ เกิดจากการที่ทีมวิจัยได้ค้บพบข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2014 ซึ่งพบการมีอยู่ของโครงสร้างการหมุนของพลาสมาที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1,000 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าขั้วโลกเหนือร่วมร้อยกิโลเมตร หมุนด้วยความเร็ว 2,100 เมตร/วินาที กินเวลายาวนานถึง 8 ชั่วโมงเลยทีเดียว โดยการก่อตัวขึ้นของพายุเฮอริเคนบนอวกาศนี้ ยังเป็นตัวเร่งให้เกิดปรากฎการณ์ “แสงเหนือ” บนโลกที่มีลักษณะผิดแปลกไปจากเดิมแทนที่จะปรากฎเป็นเส้นสวยงาม แต่มันดันหมุนเกรี้ยวกราดคล้ายพายุไซโคลนเลยทีเดียว โดยแสงเหนือไซโคลนที่เพิ่งกล่าวถึงเกิดขึ้นจริงเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2014 และ...

นักวิจัยชาวออสสุดแปลกใจ หลังค้นพบ “เห็ดปะการังไฟพิษ” ทั้งที่ไม่เคยมีอยู่ในประเทศมาก่อน

เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2019 ที่ผ่านมา มีการค้นพบเห็ดประการังไฟพิษ หรือ Poison fire coral (ซึ่งถือเป็นเชื้อราประเภทหนึ่ง) ณ บริเวณป่าฝนในหุบเขา Redlynch เมืองเคนส์ รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย โดยได้รับการยืนยันจาก ATH ทั้งยังสร้างความแปลกใจให้กับนักวิจัยอย่างมาก ว่าเหตุใดเจ้าเห็ดชนิดนี้จึงถูกค้นพบในออสเตรเลีย ทั้งที่มีต้นกำเนิดในแถบญี่ปุ่นและเกาหลี? ดร.แมตต์ บาร์เร็ตต์ นักวิทยาศาสตร์ของ ATH กล่าวว่า “เป็นไปได้ว่าเห็ดที่ถูกค้นพบนี้อาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แม้ข้อมูลที่ผ่านมาจะพบมากในญี่ปุ่นและเกาหลี และพื้นที่เขตร้อนแถบบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตามเห็ดปะการังไฟพิษเหล่านี้อาจแพร่กระจายโดยแรงลมที่พัดพาเอาสปอร์มายังพื้นที่เขตร้อนของออสเตรเลียก็เป็นได้” ความน่ากลัวของเห็ดสีแดงสด - ดร.บาร์เร็ตต์ กล่าวเสริมอีกว่า “เห็ดประการังไฟพิษนับเป็นเห็ดที่มีพิษเป็นอันดับต้น ๆ...

ทดลองนอนวันละ 4 ชั่วโมง ตามเหล่าอัจฉริยะ ด้วยการนอนแบบ Polyphasic และนี่คือผลที่เกิดขึ้น

เชื่อหรือไม่ว่า..เหล่าอัจฉริยะอย่าง ลีโอนาโด ดาวินชี และ นิโคลา เทสลา ใช้เวลานอนเพียงวันละไม่ถึง 3 ชั่วโมง ซึ่งฟังดูบ้าบิ่นแต่การนอนแบบนี้มีจริง มีชื่อเรียกว่า “โพลีเฟซิค” (Polyphasic) หมายถึงการนอนมากกว่าวันละ 2 ครั้ง โดยแบ่งการนอนเป็นช่วง ๆ ในแต่ละวัน ซึ่งชายคนหนึ่ง (ไม่เปิดเผยชื่อ) ได้ทดลองทำตามและนี่คือผลที่เกิดขึ้น.. เล่าให้ฟังก่อนว่า การนอนแบบโพลีเฟซิคนั้นถูกเรียกอย่างเป็นทางการในช่วงทศวรรษที่ 1940 เป็นที่นิยมอย่างมากในยุคนั้นเนื่องจากผู้คนต้องการลดชั่วโมงที่ใช้บนเตียงให้น้อยลงเพื่อให้มีเวลาในการทำสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ซึ่งในทางการแพทย์ระบุว่าคนทั่วไปไม่มีความจำเป็นต้องนอนด้วยวิธีแบบนี้ แต่คนที่ควรนอนแบบนี้ก็คือ หมอ พยาบาล หรืออาชีพอื่น ๆ ที่ชั่วโมงการทำงานและเวลาพักผ่อนไม่ค่อยเหมือนอาชีพทั่วไป เอาล่ะมาเริ่มการทดลองกัน..โดยชายหนุ่มแบ่งเวลาการนอนดังนี้...