นักดาราศาสตร์ พบหลักฐานว่ามีดาวเคราะห์ใหม่ ที่ใหญ่กว่าดาวพฤหัส 13 เท่า

นักดาราศาสตร์ชาวบราซิลได้พบหลักฐานชิ้นแรกที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่นอกระบบสุริยะ ซึ่งผลงานวิจัยนี้มาจากโครงการวิจัยที่ได้รับทุนจาก ศูนย์วิจัยเซาเปาโล (FAPESP) ผลงานวิจัยนี้พึ่งได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารดาราศาสตร์ Astronomical Journal

เลโอนาร์โด อานดาเดร์ เด อาวเมด้า ผู้เขียนบทความคนแรก ได้กล่าวว่า “เราประสบความสำเร็จในการเก็บหลักฐานการมีอยู่ของดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่นอกระบบสุริยะ ซึ่งมีมวลมากกว่าดาวพฤหัสบดีเกือบ 13 เท่า (ดาวพฤหัสบดีใหญ่กว่าโลก 11 เท่า) นี่เป็นการยืนยันดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่นอกระบบสุริยะครั้งแรก”

แต่นายอาวเมด้ากลับมองว่า ข้อมูลที่ได้นั้นยังไม่เพียงพอ จึงจะทำการศึกษาต่อไป เพื่อให้ยืนยันได้แน่ชัดว่าดาวเคราะห์นี้มีอยู่จริง เขายืนยันที่จะหาข้อสรุปนี้ให้ได้ โดย FAPESP จะทำการระดมเงินจำนวน 40 ล้านเหรียญดอลลาร์ (เกือบ 1,300 ล้านบาทไทย) เพื่อลงทุนพัฒนากล้องโทรทรรศน์ให้มีระยะเวลาในการทำงานเพิ่มขึ้นไปอีก เพื่อให้นักวิจัยสามารถศึกษาได้มากขึ้น

อาวเมด้ามองว่าการลงทุนในครั้งนี้จะทำให้เขาสามารถตรวจจับดาวเคราะห์ประเภทนี้ได้มากขึ้นและจะช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับการเกิดและการพัฒนาของสภาพแวดล้อมบนดาวเคราะห์ดวงนี้ และยังคาดหวังว่าดาวเคราะห์ดวงดังกล่าวอาจจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้

source

ภาพดาวโลกเมื่อเทียบกับดาวพฤหัสบดี

แล้วดาวเคราะห์ที่ใหญ่กว่าดาวพฤหัสบดีเกือบ 13 เท่าล่ะ… จะใหญ่กว่าดาวโลกขนาดไหน ? ผมเองก็จินตนาการภาพตามไม่ไหวเหมือนกันครับ

เข้าสู่ช่วงคณิตศาสตร์ไม่ยากเลย:

  • ถ้าดาวพฤหัสบดี 1 ดวง = ดาวโลก 11 ดวง (1×11)
  • และดาวดวงใหม่ = ดาวพฤหัสบดี 13 ดวง [(1×11)x13]
  • คำตอบ: ดาวดวงใหม่มีขนาดใหญ่กว่าโลกเกือบ 143 เท่า แม่เจ้า มันใหญ่มากกก !!!

Fact – ดาวพฤหัสบดี เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 5 และเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ ดาวเคระห์ดวงนี้เป็นหนึ่งในดาวเคราะห์แก๊สของระบบสุริยะ หมายความว่าบนดาวเคราะห์ดวงนี้ไม่พื้นดินหรือพื้นผิวที่เป็นของแข็งใด ๆ ให้เหยียบนั่นเอง นอกจากดาวพฤหัสบดี ดาวเคราะห์แก๊สดวงอื่น ๆ ในระบบสุริยะได้แก่ ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน

Fact 2 – ปรากฎการณ์ Aurora บนดาวพฤหัสบดี มีที่มาคล้ายกับ Aurora ที่เกิดบนโลกเรา คือเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างอนุภาคที่มากับลมสุริยะ (Solar Wind) กับอะตอมและโมเลกุลในบรรยากาศ ทำให้เกิดแสงสว่าง ที่เรียกว่า Aurora เป็น Aurora ที่ไม่มีวันจบ เนื่องจากไม่ได้เกิดจากอนุภาคที่มากับลมสุริยะ แต่ยังได้อนุภาคจากดวงจันทร์บริวาร IO ซึ่งมีภูเขาไฟขนาดใหญ่จำนวนมาก คอยหล่อเลี้ยงปฏิกิริยาอยู่ตลอดเวลา

อ่านต่อ – คืนนี้ ! นักวิทยาศาสตร์จะเผยภาพที่แท้จริงของ “หลุมดำ” เป็นครั้งแรกแก่ชาวโลก