ย้อนรอย “ไข้หวัดสเปน (Spanish Flu)” โรคระบาดฆ่าล้างมนุษย์ที่โลกมิอาจลืม

หากพูดถึงโรคระบาดที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในยุคสมัยใหม่ คงหนีไม้พ้น “ไข้หวัดสเปน (Spanish Flu)” ซึ่งทำลายหลายล้านชีวิตในช่วงปีคริสตศักราช 1918-1920 และวันนี้ผมขอนำเรื่องราวของมันกลับมาเล่าให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันอีกครั้งครับ

spanish flu
ไวรัสไข้หวัดใหญ่ต้นเหตุของไข้หวัดสเปน (Spanish flu)

เรื่องเล่าจากแนวรบ

การแพร่ระบาดของไข้หวัดสเปนเริ่มต้นในปีคริสตศักราช 1918 ซึ่งหลายคนที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์น่าจะพอทราบว่า นี่คือปีที่สงครามโลกครั้งที่ 1 ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว ปรากฏว่าจู่ ๆ มีรายงานทหารหลายรายในค่ายด่านรบแนวหน้าของประเทศฝรั่งเศสเกิดป่วยและมีไข้ ในตอนแรกเข้าใจว่ามันเป็นเพียงแค่ไข้หวัดใหญ่ธรรมดา (โดยใช้คำว่า La Grippe ในภาษาฝรั่งเศสแปลว่า ไข้หวัดใหญ่) ประกอบกับสภาพภายในค่ายค่ายด่านรบนั้นมีความเปียกชื้นและสกปรก อีกทั้งทหารเหล่านั้นยังขาดสารอาหารด้วย จึงเชื่อว่าสาเหตุที่ทำให้ป่วยได้ง่ายมาจากภูมิต้านทานที่อ่อนแอ

แต่ที่น่าแปลกคือ ทหารในค่ายด่านรบแนวหน้ามีอาการป่วยเหมือนกันหมดทุกคนในระยะเวลาเพียง 3 วัน บ้างก็มีอาการดีขึ้น บ้างก็มีอาการทรุดหนักจนเสียชีวิต แต่สุดท้ายเรื่องนี้ได้ถูกปิดเงียบและเก็บงำไว้จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามครับ

สิ่งที่น่ากลัวกำลังเริ่มขึ้น หลังจากสงครามสงบลงทหารที่ยังเหลือรอดจึงเดินทางกลับบ้านของตนเอง และนั่นทำให้พวกเขากลายเป็นพาหะนำโรคเข้าสู่หมู่บ้านและกระจายไปทั่วเมือง มีรายงานอาการป่วยทั้งพลเรือนและทหารจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 20-30 ปีจะมีอาการรุนแรงมากกว่าช่วงอายุอื่นครับ

spanish flu

 

ยุโรปไม่ใช่จุดเริ่มต้นของ “ไข้หวัดสเปน” 

แต่นั่นคือเรื่องที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากต้นตอของการแพร่เชื้อจริง ๆ ได้เข้ามาอยู่ในด่านรบแนวหน้า นั่นแสดงว่าแท้จริงแล้วไข้หวัดสเปนไม่ได้มีจุดเริ่มต้นที่ยุโรป ในปีคริสตศักราช 2014 ได้มีการอธิบายข้อสันนิษฐานของต้นกำเนิดโรคมรณะนี้ไว้ในเว็บไซต์ National Geographic ลองทายดูนะครับว่าเชื้อนี้มาจากประเทศอะไร?

จากรายงานเผยว่าในช่วงปีคริสตศักราช 1917-1918 มีการเคลื่อนย้ายแรงงานจีนข้ามประเทศแคนาดา โดยแรงงานจำนวนกว่า 90,000 รายส่วนใหญ่เป็นชาวนาจากพื้นที่ชนบทห่างไกลของประเทศจีน และมีแรงงานจำนวน 3,000 รายที่ถูกกักตัวในประเทศแคนาดาด้วยอาการป่วยอะไรบางอย่าง แต่ด้วยความเชื่อในการเหยียดเชื้อชาติ ทำให้แพทย์ลงความเห็นว่าคนจีนขี้เกียจก็เลยแสดงอาการป่วยแปลก ๆ ออกมาเพราะไม่ต้องการไปทำงาน สิ่งที่ตามมาคือความเพิกเฉยในการดูแลและควบคุมแรงงานเหล่านั้น ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดการระบาดมากขึ้น

ไม่นานแรงงานทั้งหมดก็ถูกส่งมายังแนวรบด่านหน้าทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส แรงงานจำนวนมากเกิดอาการป่วยคล้าย ๆ กัน และมีไม่ต่ำกว่าร้อยรายที่เสียชีวิต เนื่องจากแรงงานเหล่านี้มีโอกาสได้คลุกคลีกับทหารในค่าย ประกอบกับความแออัดของผู้คนทำให้การแพร่ระบาดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

pandemic

 

เมื่อสเปนถูกตราหน้า

จากเรื่องที่เล่ามาข้างต้นเพื่อน ๆ น่าจะคิดเหมือนผมใช่ไหมครับ ว่าทำไมถึงไม่ตั้งชื่อโรคว่า “ไข้ฝรั่งเศส” แต่กลับเป้นไข้หวัดสเปนเสียนี่ ? คำตอบของอยู่ในหัวข้อนี้เลยครับ

เนื่องจากสเปนคือหนึ่งในประเทศที่มีรายงานการแพร่ระบาดของไข้หวัดมรณะออกมาก่อนใครในยุโรป ในขณะที่การรายงานผู้ป่วยในประเทศที่น่าจะพบผู้ป่วยรายแรกอย่างฝรั่งเศสพบได้น้อยมาก นั่นเป็นเพราะการใช้กฎหมายควบคุมสู่ในสภาวะสงคราม ฝรั่งเศสคือหนึ่งในประเทศที่เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงต้องมีการควบคุมสื่อเพื่อมิให้เกิดการแพร่งพรายข้อมูลที่อาจสื่อถึงความอ่อนแอของประเทศ และการแพร่ระบาดของไข้หวัดปริศนานี้คือหนึ่งสิ่งที่อาจแสดงถึงความอ่อนแอของรัฐบาลได้ ในทางกลับกันช่วงนั้นสเปนคือประเทศที่วางตัวเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ในสงครามใด ๆ จึงเป็นเหตุให้สื่อในประเทศสามารถทำข่าวการแพร่ระบาดได้อย่างอิสระเสรี และผลจากการรายงานครั้งนี้ทำให้เกิดการตั้งชื่อไข้หวัดตามประเทศที่พบผู้ติดเชื้อจำนวนมากว่า “ไข้หวัดสเปน”

ในตอนแรกสเปนส่งข่าวไปยังสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuter) ในกรุงลอนดอน โดยมีเนื้อหาว่า “เกิดการระบาดของไข้หวัดแปลกประหลาด แต่อาการยังไม่รุนแรงและยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต” กระทั่งภายใน 2 สัปดาห์หลังการส่งข่าวครั้งนั้น ได้ผู้ติดเชื้อผุดขึ้นมากว่า 100,000 ราย ทั้งนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์ยังคงให้คำแถลงการณ์ว่า “ไข้หวัดสเปน เป็นเพียงไข้หวัดใหญ่ธรรมดาเท่านั้น”

spanish flu

ความรุนแรงของการแพร่ระบาดในประเทศสเปนกระทบถึงกษัตริย์อัลฟอนโซที่ 13 (Alfonso XIII) และนักการเมืองอีกหลายราย แม้กระทั่งผู้คนในพื้นที่ปิดอย่างโรงเรียน, ป้อมปราการ หรืออาคารสำนักงานของรัฐบาลอีกหลายแห่ง ต่างพากันติดเชื้อ สุดท้ายรัฐบาลจึงต้องสั่งการให้ผู้คนหลีกเลี่ยงการสัญจรในที่สาธารณะ กระทบต่อระบบการสื่อสารโทรเลขและการคมนาคมทางของรถไฟในกรุงมาดริด รวมถึงอุปกรณ์การแพทย์ยังไม่เพียงพอในการรักษาประชาชนจำนวนมากอีกด้วย

ยังไม่จบเพียงแค่นั้นนะครับ การแสดงแสงยานุภาพของประเทศคือสิ่งสำคัญในห้วงสงคราม อังกฤษเริ่มพบจำนวนผู้ติดเชื้อมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งคาดว่าอาจมาจากการค้าขายกับสเปน ด้วยเหตุนี้ทำให้อังกฤษกล่าวโทษสเปนว่า สภาพอากาศของประเทศสเปนมีความแห้งและลมแรงเกินไป ซึ่งทำให้เชื้อโรคที่เกาะมากับฝุ่นผงกระจายสู่ประชาชนทั่วทุกพื้นที่ ในขณะที่บรรยากาศของอังกฤษนั้นดีกว่ามาก และน่าจะช่วยหยุดยั้งการแพร่ระบาดของไข้หวัดสเปนได้ (ว่าไปนั่น)

mask
กระทั่งสาวเสมียนในอาคารยังต้องสวมหน้ากากอนามัย

 

จาก Epidemic สู่ Pandemic

คำว่า Epidemic หมายถึงการแพร่ระบาดของโรคชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างควบคุมไม่ได้ในพื้นที่จำกัด ในขณะที่ Pandemic จะคล้าย ๆ กัน แต่เปลี่ยนจากในพื้นที่จำกัดเป็นหลายพื้นที่ข้ามฟ้าข้ามทวีปนั่นเอง

ในช่วงเดือนกรกฎาคม ปีคริสตศักราช 1918 เกิดการระบาดของไข้หวัดสเปนอย่างรวดเร็วในประเทศอังกฤษ ส่งผลกระทบให้โรงงานทอผผ้าในลอนดอนต้องปิดทำการชั่วคราว เนื่องจากมีพนักงานจำนวน 80 จาก 400 ราย เกิดอาการป่วยและมีไข้ภายในเย็นวันเดียวกัน ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และถึงแม้รัฐบาลจะพยายามควบคุมแล้วแต่ก็ยังเกิดการแพร่ระบาดทั่วชนชั้นแรงงานกว่า 25-50%

ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน การระบาดเริ่มข้ามทวีปไปยังอริเมริกาเหนือ โดยมีรายงานการพบศพกะลาสีชาวแคนาดาจำนวน 6 ร่าง บนเรือที่ล่องอยู่บนแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ (St. Lawrence river) ตามมาด้วยการติดเชื้อของแรงงานในแอฟริกาใต้ และในเดือนกันยายน ไข้หวัดสเปนเริ่มโจมตีสหรัฐอเมริกาครั้งแรกที่ท่าเรือบอสตันครับ

spanish flu

 

คำแนะนำจากรัฐบาลกับกำไรจากโฆษณา

อาการของไข้หวัดสเปนเริ่มต้นด้วย ปวดศีรษะและอ่อนเพลีย ตามมาด้วยอาการไอแห้ง ๆ, ไม่อยากอาหาร, คลื่นไส้/อาเจียน, ท้องเสียถ่ายเหลว และเหงื่อออกมาก อีกไม่กี่วันเชื้อจะทำให้เกิดอาการทางระบบทางเดินหายใจ พบว่ามีไข้ ไอ หอบ ซึ่งเป็นลักษณะของปอดบวมครับ ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนของโรคประจำตัวที่กำเริบขึ้น โดยมีการติดเชื้อไข้หวัดสเปนทำให้อาการแย่ลง ส่งผลให้ตัวเลขของผู้เสียชีวิตที่เกิดขึ้นจากตัวไวรัสจริง ๆ นั้นประเมินได้ยาก

ด้วยความรู้ความเข้าใจต่อโรคอันน้อยนิด แพทย์บางคนจึงแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่มีคนแออัด และสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง (ซึ่งอันนี้เป็นวิธีการที่ถูกต้องอยู่นะ) บางคนก็แนะนำการรับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย เช่น การรับประทานอบเชย, ดื่มไวน์ หรือน้ำสต็อกเนื้อที่ได้จากเนื้อวัวตัวผู้ (Beef broth)

formamints
Formamints ยาต้านไข้หวัดสเปนจากอังกฤษ

เหตุการณ์ที่มักเกิดขึ้นบ่อยเมื่อมีการระบาดของโรคแปลก ๆ ซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จัก คือการโฆษณายาวิเศษที่มีส่วนช่วยป้องกันหรือรักษาโรค ในการระบาดของไข้หวัดสเปนเองก็มีการโฆษณายาตัวหนึ่งชื่อว่า Formamints ผลิตโดยบริษัทผลิตวิตามิน วิธีการใช้คือให้รับประทานวันละ 4-5 เม็ดต่อวันจะสามารถป้องกันโรคได้ นี่ทำให้มันกลายเป็นยายอดนิยมและแพร่หลายอย่างรวดเร็วในประเทศอังกฤษ ถึงจะมีผู้คนจำนวนมากที่ใช้ Formamints แล้วอาการไม่ดีขึ้นจนกระทั่งเสียชีวิต บริษัทผู้ผลิตก็ยังสามารถทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำจากความกลัวและความไม่รู้ของประชาชน

จากการสูญเสียหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้แต่ละประเทศมีแพทย์ไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ติดเชื้อ มิหนำซ้ำแพทย์บางคนยังติดเชื้อเสียเองจนต้องหลีกเลี่ยงการเข้ามารักษาผู้ป่วยเพื่อลดการแพร่ระบาด กลายเป็นการบีบคั้นให้นักเรียนแพทย์ที่ยังเรียนไม่จบการศึกษาต้องออกมารักษาผู้ป่วยถึงแม้จะมีประสบการณ์ไม่เพียงพอก็ตาม นอกจากนี้ อาคารสถานที่สำคัญ ๆ อย่างโรงเรียนหรือตึกของรัฐบาลต้องเปลี่ยนมาเป็นโรงพยาบาลชั่วคราว นี่เป็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในยุคแห่งการพัฒนาครับ

mask
หน้ากากอนามัยแบบหนึ่งในช่วงการแพร่ระบาด

 

มีผู้เสียชีวิตมากขนาดไหน ?

จาดข้อมูลในหนังสือเรื่อง “American Pandemic: The Lost Worlds of the 1918 Influenza Epidemic” ของคุณแตนซี บริสโทว (Nancy Bristow) กล่าวว่า มีผู้ติดเชื้อไวรัสก่อโรคไข้หวัดสเปนถึง 500 ล้านรายทั่วโลก คิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรบนโลกในขณะนั้น และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 50 ล้านราย (และคาดว่าอาจมีมากกว่านั้น)

คุณบริสโทวยังได้กล่าวอีกว่า ในสหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อมากถึง 25% ของประชากรในประเทศ โดย 40% ของผู้ติดเชื้อคือเหล่าทหารของสหรัฐอเมริกา และมีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้นรวม 675,000 ราย เหตุการณ์นี้ทำให้อายุขัยเฉลี่ยของประชาชนชาวอเมริกันลดลงถึง 12 ปีเลยทีเดียว

สุดท้ายการแพร่ระบาดของไข้หวัดสเปนเริ่มลดลงในปลายปีคริสตศักราช 1919 แม้จะมีกลไกการสิ้นสุดของการระบาดที่ไม่แน่ชัดนัก แต่เชื่อว่ามันเกิดจากการกลายพันธุ์ของไวรัสจากเดิมที่เป็นสายพันธุ์ก่อโรครุนแรง ได้ถูกภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ต่อต้านจนทำให้เชื้อต้องกลายเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่มีความรุนแรงและแพร่ระบาดลดลง จนสิ้นสุดภายในปีคริสตศักราช 1920 ครับ

spanish flu

สรุป – ปัจจุบันวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่เราผลิตได้สามารถป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้หลายสายพันธุ์ ครอบคลุมถึงไข้หวัดสเปนด้วย หวังว่าเรื่องราวนี้จะช่วยให้เพื่อน ๆ ตระหนักถึงการทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคระบาด COVID-19 ในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดการป้องกันตนเองอย่างเหมาะสมครับ

Fact – ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus) แบ่งออกเป็น 4 สายพันธุ์ ได้แก่ A, B, C และ D โดยสายพันธุ์ที่ก่อโรคในมนุษย์บ่อย ๆ คือสายพันธุ์ A และ B นอกจากนี้สายพันธุ์ A ยังสามารถแยกเป็นสายพันธุ์ย่อย โดยแบ่งจากสารโปรตีนบนผิวไวรัสได้แก่ H (Hemagglutinin) และ N (Neuraminidase) ส่วนคำว่า Strain ใช้เรียกชื่อการระบาดของไวรัสในช่วงเวลาและสถานที่หนึ่ง ๆ ประกอบไปด้วย สายพันธุ์/ชนิดของสัตว์ที่แยกไวรัสได้ (หากเป็นมนุษย์ไม่ต้องระบุ)/สถานที่ที่แยกเชื้อ Strain ได้/หมายเลข Strain (ต้องใช้เอกสารจาก CDC ประกอบ)/ปีที่แยกเชื้อ แล้วตามด้วย (สายพันธุ์ย่อย) เช่น A/California/4/2009 (H1N1) หมายถึง ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แยกเชื้อได้ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย หมายเลข Strain ที่ 4 แยกเชื้อได้ในปี 2009 และเป็นสายพันธุ์ย่อย H1N1 ซึ่งมันคือเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 นั่นเองครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://www.livescience.com/spanish-flu.html