เมื่อนักพนันรับคำท้า อยู่ในห้องมืดนาน 30 วัน แลกเงิน 3.2 ล้าน และนี่คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

“กล้าอยู่ใน ‘ห้องมืด’ ที่ปิดมิดสนิทจนไร้แสงใด ๆ นานถึง 30 วันไหม ? ถ้าทำได้เดี๋ยวให้เงิน 3.2 ล้านบาทเลย !” คุณอาจเคยได้ยินคำท้าทายทำนองนี้มาแล้วในชีวิตประจำวันนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการท้าทายกันเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่สำหรับนักพนันมืออาชีพอย่างนายริช อัลติ (Rich Alati) คำท้าทายทำนองนี้จะนับเป็นเรื่องที่หยามเกียรติศักดิ์ศรีนักพนันชื่อดังของเขามาก ๆ ถ้าหากไม่ทำจริง ๆ

เรื่องราวทั้งหมดได้เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วที่ผ่านมานี้เอง (ค.ศ. 2018) โดยคำท้าทายดังกล่าวได้หลุดออกมาจากปากของนายรอรี่ ยัง (Rory Young) นักโป๊กเกอร์มืออาชีพชื่อดัง ซึ่งเป็นนักพนันตัวยงไม่ต่างจากนายริช ซึ่งเป็นนักโป๊กเกอร์ที่มีชื่อเสียงในวงการเช่นกัน จึงได้รับคำท้าจากนายรอรี่โดยไม่ต้องหยุดคิดไตร่ตรองแม้แต่ครู่เดียว เขามั่นใจเป็นอย่างมากว่าเงินจำนวน 100,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.2 ล้านบาท) จะต้องเป็นของเขาอย่างแน่นอน

หลังจากที่การพนันได้เริ่มขึ้น ทั้งสองคนก็ได้ทำการเช่าบ้านหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่ง และได้ทำการดัดแปลงห้องน้ำในตัวบ้านให้มืดสนิท มืดจนถึงขั้นที่ไม่มีแสงอาทิตย์เล็ดรอดเข้าไปได้แม้แต่น้อยเลย (รื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าออกทั้งหมด เอาสติ๊กเกอร์ปิดรูต่าง ๆ จนทึบแสง และใช้วัสดุต่าง ๆ เพื่อช่วยดูดแสงออกไป) นายริชได้ถูกส่งตัวเข้าไปในห้องน้ำสุดมืดที่ปิดสนิท และแน่นอนว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ไม่สามารถนำเข้าไปได้ในห้องมืดแห่งนั้นได้ นายริชจะไม่ได้เห็นแสงหรือสีสันใด ๆ นอกจากสีดำของความมืดที่อยู่เป็นเพื่อนเขา

นายริชมีเวลาเพียงเล็กน้อยในการสำรวจให้ทั่วห้องน้ำ และจัดแจงมุมต่าง ๆ เพื่อให้พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตอยู่โดยไม่ออกไปไหนเป็นเวลา 30 วัน

และแล้วการใช้ชีวิตอยู่ภายในห้องน้ำสุดมืดนั้นด็ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018 โดยการพนันดังกล่าวได้ถูกจับตามองจากผู้คนมากมายในวงการนักพนัน ด้วยชื่อเสียงของนักโป๊กเกอร์มืออาชีพทั้งสองคน ทำให้ไม่ใช่เรื่องแปลกหากการท้าทายในครั้งนี้จะกลายเป็นข่าวใหญ่ที่ผู้คนเฝ้ารอผลสรุปกันอย่างใจจดใจจ่อ

นอกจากจะไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันแล้ว ยังไม่มีอุปกรณ์ใด ๆ ให้เล่นค่าเวลาอีกด้วย โทรศัพท์ที่เคยเอาไว้เล่น Facebook หรือโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ตอนนี้ก็ดันเป็นข้อต้องห้ามไปเสียแล้ว วันแต่ละวันของนายริชจึงได้รู้สุกเหมือนผ่านไปอย่างล่าช้าราวกับหลายปี

นายริชจะมีโอกาสได้ติดต่อกับโลกภายนอกแค่วันละ 1 ครั้ง นั่นคือตอนที่มีการนำอาหารเข้าไปส่งให้ในตอนเช้า เพื่อไม่ให้นายริชอดตายเสียก่อน ในช่วงที่เปิดรับอาหาร นายริชก็จะไม่ได้เห็นแสงสว่างแม้แต่แว๊บเดียวเช่นกัน เนื่องจากในการพนันได้มีการดัดแปลงบ้านทั้งหลังให้มืดไปด้วย เพื่อป้องกันการเล็ดรอดของแสงในตอนเช้าที่ไปส่งอาหารให้นายริช

และเพื่อไม่ให้ต้องมีการเสียชีวิตระหว่างการพนัน จึงได้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ตามมุมต่าง ๆ ของห้องน้ำ เพื่อเฝ้าสังเกตอาการของนายริช และเพื่อเป็นการตรวจสอบว่านายริชยังมีชีวิตอยู่ปกติในห้องนั้น

หลังจากนายริชได้เข้าไปอยู่ในห้องมืดได้เพียงแค่ 3 วัน เขาก็ได้เริ่มมีอาการประสาทหลอน โดยเขาได้ให้สัมภาษณ์ว่า เขาเริ่มมองเห็นรูปทรงและสีบางอย่างในห้องมืดที่ไม่ควรจะมองเห็นอะไร แถมรูปทรงและสีดังกล่าวยังค่อย ๆ เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้าย “ออกมาเป็นภาพ” แบบชัดเจน

ภาพแรกที่นายริชเห็นในห้องมืดสนิทที่ไม่ควรจะเห็น คือภาพ “รถไฟทั้งขบวน” ตัวนายริชทราบดีว่าภาพดังกล่าวไม่ควรจะมีอยู่จริงในห้องมืดแห่งนี้ แต่เขาได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การแยกแยะความจริงกับภาพหลอนหลังจากอยู่ในห้องมืดปิดสนิทมาได้เป็นเวลา 3 วันนั้นทำได้ยากเหลือเกิน ภาพดังกล่าวเหมือนจริงจนเขารู้สึกเริ่มกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ภาพต่อมาที่นายริชเห็นเป็นภาพ “หน้าต่าง” ที่มีแสงสว่างส่องเข้ามาภายในห้อง เขาเห็นแม้กระทั่ง “พัดลม” อยู่บนเพดาน ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่มีสิ่งเหล่านั้นอยู่เลย เขายังพูดอีกว่าเมื่อเขาเงยหน้าไปมองบนเพดาน เขาเห็นเพดานที่ “เปิดออก” และมองเห็น “ดวงดาว” ระยิบระยับอยู่เต็มท้องฟ้า ในตอนนั้นภาพดังกล่าวช่างเป็นภาพสวยงามเหลือเกิน จิตของนายริชตอนนี้เหมือนได้หลุดลอยออกไปนอกอวกาศเสียแล้ว

และแม้จะเห็นภาพหลอนหนักหน่วงขนาดไหน ศักดิ์ศรีก็เป็นเรื่องที่เสียกันไม่ได้ เนื่องจากมีผู้คนมากมายในวงการพนันที่กำลังจับตาดูภาพถ่ายทอดสดของเขาอยู่ นายริชจึงตัดสินใจใช้ความกล้าอันแน่วแน่เข้าสู้กับภาพหลอน และยืนยันที่จะอยู่ในห้องมิดจนกว่าจะครบ 30 วัน

เขาเริ่มหาวิธีควบคุมจิตใจของตนเองเพื่อไม่ให้เกิดอาการหลอนจนบ้าตายไปเสียก่อน เขาจึงเริ่มฝึกโยคะ ซึ่งการเล่นโยคะที่ทำให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหวและมีเหงื่อออกนี้ ทำให้นายริชมีสติอยู่กับตัวตลอดเวลา และเพื่อไม่ให้แต่ละวินาทีผ่านไปอย่างช้านานราวกับเป็นปี นายริชจึงได้เพิ่มกิจกรรมนั่งสมาธิ สวดภาวนาเพื่อทำให้จิตใจสงบและพยามมองโลกในแง่ดี กิจกรรมเหล่านี้ทำให้นายริชสามารถใช้ชีวิตอยู่ต่อในห้องมืดจนกระทั่งย่างเข้าวันที่ 20 จาก 30 วันที่ตกลงกันไว้ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เมื่อมองผ่านกล้องวงจรปิดและสังเกตอาการจากการพูดคุยในตอนเช้าที่เป็นเวลาส่งอาหาร นายริชยังคงมีท่าทีสบาย ๆ และมีแนวโน้มสูงมากที่จะอยู่ในห้องมืดนี้ได้ต่อจนครบ 30

นายรอรี่ซึ่งไม่รู้ว่ากำลังสงสารนายริชหรือกำลังกลัวแพ้การพนันอยู่กันแน่ จึงได้ตัดสินใจทำข้อตกลงกับนายริชในเช้าวันที่ 20 ตอนที่นำอาหารไปส่งให้ โดยนายรอรี่ได้เสนอให้นายริชกลับออกมาจากห้องมืดดังกล่าว ณ วันนั้น (วันที่ 20 จาก 30) และเขาจะยอมจ่ายเงินให้กับนายริชเป็นจำนวน 62,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.9 ล้านบาท) เพื่อยุติการพนัน (อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียเงิน 3.2 ล้านบาท) และจะยอมให้นายริชได้ออกมาเห็นแสงเดือนแสงทะวันอีกครั้ง

นายริชไม่ได้มองข้อเสนอดังกล่าวเป็นเรื่องเสียหายแต่อย่างใด เขามองว่าเขาไม่ได้แพ้การพนัน และในขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องอยู่ในห้องมืดแห่งนั้นต่อไปด้วย เขาจึงตอบรับข้อตกลงของนายรอรี่ และรีบกลับออกมาสู่โลกภายนอกภายในวันที่ตกลงกันทันที เนื่องจากไม่ได้คาดหวังเงิน 3.2 ล้านบาทไว้ตั้งแต่แรก

การพนันที่ผู้คนมากมายร่วมจับตามองได้จบลง โดยนายรอรรี่ได้เสียเงินเพียงแค่ 1.9 ล้านบาท ส่วนนายริชก็ได้รับเงินพนันไปฟรี ๆ และกลับไปเล่นโป๊กเกอร์ตามปกติ โดยไม่ได้รับผลกระทบอะไรร้ายแรงจากการพนันในครั้งนี้ (แต่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวทางสายตาถึง 2 วันเต็ม ๆ)

Fact – การปรับตัวทางสายตาที่สำคัญที่สุดสำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รวมถึงมนุษย์ คือการปรับตัวต่อความสว่าง เมื่อเข้าไปในห้องมืด สายตาและสมองจะต้องใช้เวลาสักพักเพื่อปรับตัวให้เข้ากับความมืด และในทางเดียวกัน การออกจากห้องมืด ๆ มายังสถานที่ที่สว่าง ก็ต้องใช้เวลาสักพักเพื่อปรับตัวให้เข้ากับแสงเช่นกัน โดยการปรับตัวให้เข้ากับระดับแสงจะทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสามารถตรวจจับความเปลี่ยนแปลงในสิ่งแวดล้อมได้

อ่านต่อ – 3 การทดลองสุดสะเทือนใจ ในการพยายามชุบชีวิต “ตัดหัวสุนัข” แล้วค่อยชุบขึ้นมาอีกครั้ง