“เทสลา ถึง เกรตา” 2 อัจฉริยะที่ป่วยเป็น โรคย้ำคิดย้ำทำเหมือนกัน (OCD)

จากกระแสข่าวที่ เกรต้า ธุนแบร์ก นักรณรงค์วัย 16 ปี ได้ปราศรัยขึ้นพูดเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมจนโลกอินเทอร์เน็ตร้อนเป็นไฟ ซึ่งมีทั้งกระแสที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่สิ่งที่น่าเบื่อและไม่ควรถูกยกมาพูดเป็นอย่างยิ่ง “คือการเอาความเจ็บป่วยทางร่างกายมาล้อเลียน”

“บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อล้อเลียน แต่เพื่อต้องการนำเสนอให้ทุกคนเข้าใจถึงโรคนี้มากขึ้นครับ”

ฝั่งที่ไม่พอใจได้หยิบยกประเด็นที่น้องป่วยเป็นโรค Obsessive–Compulsive Disorder (OCD) หรือ โรคย้ำคิดย้ำทำ มาใช้โจมตี ซึ่งเป็นการกระทำที่แย่มาก และน้องก็ได้สวนกลับไปยังเหล่า Hater เป็นที่เรียบร้อย ใจความว่า

“ฉันพยายามเข้าใจพวกผู้ใหญ่ที่เอาเรื่องเหล่านี้มาล้อเลียนจริง ๆ นะ แต่ยิ่งฉันพยายามเข้าใจก็ยิ่งไม่เข้าใจ, เลิกสนใจพวกเขาเถอะ เพราะตอนนี้โลกกำลังตื่นขึ้นและแน่นอนว่ามันจะเปลี่ยนแปลงโดยที่ไม่สนเลยว่าพวกเขาจะชอบหรือไม่”

สำหรับผมแล้ว มันไม่ยุติธรรมเลยที่จะนำอาการผิดปกติมาใช้โจมตีตัวบุคคล ซึ่งเรื่องนี้ก็คล้ายคลึงกับสิ่งที่ นิโคลา เทสลา ประสบพบเจอครับ

ทำความรู้จักกับโรคย้ำคิดย้ำทำเบื้องต้น ข้อมูลจาก เว็บไซต์คณะแพทย์ฯ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

โรคย้ำคิดย้ำทำ หรือ obsessive-compulsive disorder (OCD) เป็นโรคที่ผู้ป่วยมีความคิดซ้ำ ๆ ที่ทำให้เกิดความกังวลใจ และมีการตอบสนองต่อความคิด ด้วยการทำพฤติกรรมซ้ำ ๆ เพื่อลดความไม่สบายใจที่เกิดขึ้น ซึ่งตัวผู้ป่วยเองก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุผล แต่ก็ไม่สามารถหยุดความคิดและการกระทำดังกล่าวได้ และหมดเวลาไปกับอาการดังกล่าวเป็นอย่างมาก พบได้ร้อยละ 2-3 ในประชากรทั่วไป โดยเริ่มมีอาการโดยเฉลี่ยที่อายุ 20 ปี โดยพบได้พอ ๆ กันทั้งในผู้ชายและผู้หญิง

หมายความว่า : ทุก 100 คน จะมีคนป่วยเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ 2-3 คน ดังนั้นจึงถือเป็นเรื่องปกติมากที่จะพบเจอคนที่ป่วยเป็นโรคนี้

นิโคลา เทสลา เกิดในปี 1856 ประเทศโครเอเชีย นับแต่เด็กเขาฉายแววอัจฉริยะชัดเจนมาก รวมทั้งความชัดเจนทางด้านปัญหาทางสุขภาพจิตด้วย

เขาเรียนรู้ภาษาต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว พลังงานล้นเหลือทั้งกลางวันและกลางคืน ในวัยเรียนของเทสล่ามักถกเถียงปัญหาและทฤษฎีต่าง ๆ กับผู้เชี่ยวชาญ เขามักมองหาสิ่งใหม่ ๆ ทางออกใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา

เขาเคยเขียนไว้ในบันทึกเกี่ยวกับการพยายามพัฒนาระบบไฟฟ้ากระแสตรงเอาไว้ด้วยว่า “ผมมีพลังงานมากมายเหลือใช้ เมื่อผมเอ่ยปากจะทำ มันไม่ใช่แค่การตัดสินใจ แต่สำหรับผมมันคือคำปฎิญาณ, มันคือความเป็นความตาย ผมรู้ว่าผมจะสูญสิ้นถ้าผิดพลาด” – จากหนังสือ My Inventions: And Other Writings หน้าที่ 23 โดยนิโคลา เทสล่า

จากคำกล่าวตรงนี้แสดงให้คนอ่านอย่างเราเห็นว่า เขาไม่เพียงจริงจังกับสิ่งที่ทำมากเท่านั้น แต่มันยังแสดงให้เห็นถึงความวิตกกังวลจนเกินเหตุของเขาด้วยเช่นกันครับ ถึงแม้ว่าในเวลาต่อมาเขาจะหันไปสนใจมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้ไฟแบบกระแสสลับ (AC) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การจ่ายกระแสไฟฟ้าทางไกล ที่เรายังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

ไม่เพียงแค่นั้น เทสล่ายังพัฒนาพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่ถูกต่อยอดมาใช้งานเป็นประโยชน์กับมนุษยชาติในปัจจุบันอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเอกซเรย์ การสื่อสารไร้สาย หลอดฟลูออเรสเซนส์ กระทั่งแนวคิดของการส่งผ่านกระแสไฟฟ้าไร้สายในปัจจุบันซึ่งน่าเสียดายที่เขาไม่ทันได้อยู่เห็นว่าแนวคิดที่ว่านี้ล้ำหน้ามาไกลมากขนาดไหน ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นได้จากชายที่ป่วยเป็นโรค OCD คนนี้

และแน่นอนว่าในสมัยนั้น ยังไม่มีใครรู้จัก OCD บางครั้งอาการของเขาก็หนักมาก

  • เขาต้องเข้าพักโรงแรมที่เลขห้องสามารถหารด้วย 3 ลงตัวได้เท่านั้น
  • ทุกโครงการที่เขาเริ่มจะต้องสำเร็จ โดยไม่สนว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ และเขาเลิกสนใจมันไม่ได้
  • เขาไม่สนใจธุรกิจ แม้ว่าเขาจะพยายามแล้วก็ตาม ทำให้ช่วงบั้นปลายชีวิตลำบากเป็นอย่างมาก

และช่วงที่เทสลาหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของ “มนุษย์ต่างดาว” บ่อยครั้งที่เขาได้ออกมายืนยันว่า “เอเลี่ยนมีจริง” ช่วงชีวิตนี้ทำให้เขาตกเป็นเป้าของทุกสื่อซึ่งทุกสำนักพากันพาดหัวกันสนุกสนานว่า “นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง” หรือไม่ก็เปรียบเขาเป็น “พ่อมดที่ใช้เวทมนต์ไม่ได้” สิ่งเหล่านี้สร้างความเจ็บปวดให้กับเขาเป็นอย่างมาก จนสุดท้ายเขาต้องจากไปอย่างเดียวดายภายในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก

“การนำความเจ็บป่วยของคนอื่นมาล้อเลียน มันบ่งบอกว่าเบื้องลึกแล้ว คุณเป็นคนยังไง”

Fact – พ่อของ Nikola Tesla เป็นบาทหลวง จึงต้องการให้เทสลาเดินตามรอยศาสนาของเขา แต่สุดท้ายแล้วเทสล่าก็เลือกวิทยาศาสตร์ เพราะเขาเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ด้านนี้จริง ๆ