เชื้อราที่เชอร์โนบิล ถูกนำมาวิจัยอีกครั้ง เพื่อปกป้องมนุษย์จากรังสีมรณะบนดาวอังคาร

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาชาร์ลอตต์และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้ร่วมมือกับนาซา (NASA) ในการทดสอบความเป็นไปได้ของการใช้เชื้อราสีดำชนิดหนึ่ง ที่พบว่าเติบโตบนผนังของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 4 ที่ถูกทำลายบางส่วน ณ สถานที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชียร์โนบิล มาใช้ป้องกันรังสีให้กับนักบินอวกาศ ซึ่งผลที่ได้ล่าสุดพบว่ามันสามารถป้องกันรังสีได้จริง

โดยในก่อนหน้านี้ นาซาได้ออกมาประกาศอย่างชัดเจนถึงการจะส่งนักบินอวกาศขึ้นไปสำรวจดาวอังคาร แต่กว่าจะถึงวันนั้น จำเป็นต้องเอาชนะความท้าทายทางเทคนิคหลายประการ หนึ่งในนั้นคือ การปกป้องนักบินจากรังสีคอสมิกบนดาวอังคาร เนื่องจากหากปราศจากชั้นบรรยากาศและสนามแม่เหล็กที่เป็นเหมือนเกราะกำบัง มนุษย์เราจะมีชีวิตรอดบนดาวอังคารได้ไม่นานนัก

ซึ่งความตั้งใจของนาซา ก็สอดคล้องกับการค้นพบเชื้อราสีดำชื่อว่า Cryptococcus neoformans ที่ถูกพบ ณ สถานที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชียร์โนบิล ประเทศยูเครน ในปี ค.ศ.1991 โดยการตรวจสอบในตอนแรกพบว่า เชื้อราดังกล่าว สามารถดูดซับรังสีและแปลงเป็นพลังงานเคมีเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตได้ อีกทั้งยังมีเม็ดสีเมลานินในปริมาณที่มาก ซึ่งเป็นเม็ดสีเมลานินแบบเดียวกันกับที่พบในผิวหนังของมนุษย์นั่นเอง

หน้าตาของเชื้อรา Cryptococcus neoformans

ด้วยเหตุนี้ ทีมวิจัยจึงได้ร่วมมือกับนาซาเพื่อส่งเชื้อราสีดำดังกล่าวไปทดสอบ ณ สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ซึ่งเป็นการตรวจสอบเปรียบเทียบระหว่างจานเพาะเชื้อด้านหนึ่งที่มีเชื้อราสีดำ กับจานเพราะเชื้ออีกด้านที่ไม่มีเชื้อรา โดยมีเครื่องตรวจจับรังสีคู่หนึ่งอยู่ด้านล่าง เพื่อตรวจจับรังสีที่เข้ามา วัดค่าความชื้น และวัดค่าอุณหภูมิ โดยเครื่องดังกล่าวจะทำการตรวจจับทุก ๆ 110 วินาที ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 30 วัน

ทั้งนี้ หลังจากผ่านไป 30 วัน ผลที่ได้พบว่า จานเพาะเชื้อที่มีเชื้อราสีดำสามารถปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีแรงโน้มถ่วง ที่สำคัญยังสามารถป้องกันรังสีที่เข้ามาได้ประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ และอาจเพิ่มขึ้นได้มากถึง 5 เปอร์เซ็นต์อีกด้วย นอกจากนี้ทีมวิจัยยังพบอีกว่า เชื้อราดังกล่าวสามารถเพิ่มจำนวนตัวเองได้ โดยหากนำไปปล่อยยังวงโคจรนอกโลกและให้สารอาหารบางอย่าง มันจะเพิ่มจำนวนตัวเองจนกลายเป็นเกราะกำบังรังสีชีวภาพได้นั่นเอง

การพัฒนาของเชื้อรา Cryptococcus neoformans ตลอดระยะเวลาการทดลองบนจานเพาะเชื้อ

ไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะนักวิจัยยังพบอีกว่า เชื้อรา Cryptococcus neoformans สามารถรักษาตัวเองได้ ดังนั้นแม้ว่าจะมีเปลวไฟสุริยะที่สร้างความเสียหายให้กับเกราะป้องกันรังสีที่มาจากเชื้อราดังกล่าว สุดท้ายมันก็จะกลับมาฟื้นฟูตัวเองได้ภายในไม่กี่วัน แต่ถึงอย่างนั้น การจะนำคุณสมบัติเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดขึ้นได้จริง ก็ยังต้องใช้เวลาในการศึกษาอีกสักระยะหนึ่ง

Fact – ความรุนแรงของเหตุการณ์เชอร์โนบิล มีอานุภาพรังสีมากกว่าระเบิดปรมาณูที่ถล่มใส่เมืองนางาซากิและฮิโรชิมา 100 เท่า ทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในรัศมี 30 กิโลเมตร ต้องย้ายออกทันที ยกเว้นเหล่าหมาป่าสีเทา ที่ตอนนี้พวกมันกำลังกลายพันธุ์ ซึ่งการกลายพันธุ์ที่ว่า ไม่ได้หมายถึงพวกมันจะแข็งแรงหรือมีพลังพิเศษ แต่พวกมันจะมีอายุขัยและอัตราการเกิดที่ลดลงเนื่องจากส่งต่อสารเคมีจากรุ่นสู่รุ่นต่างหาก