“ไซโก ทากาโมริ” (The Last Samurai) ซามูไรคนสุดท้าย​ ในหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

หากใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง The Last Samurai (2003)  จะพบกับตัวละครที่ชื่อ “ไซโก คัตสึโมโตะ” นำแสดงโดย เคน วาตานาเบะ เป็นภาพยนตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงของ “ไซโก ทากาโมริ” ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นซามูไรคนสุดท้ายในหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

ไซโก ทากาโมริ เกิดเมื่อปี ค.ศ.1828 ที่แคว้นซัตสึม่า (จังหวัดคาโกชิม่าในปัจจุบัน) เดิมทีเขาเป็นเพียงซามูไรชั้นล่างที่รับใช้ไดเมียวของแคว้นซัตสึม่าในฐานะคนสวน แต่ด้วยความที่เขามีร่างกายสูงใหญ่ แถมยังมีบุคลิกที่เข้มแข็ง ตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ กล้าหาญ มีความเป็นผู้นำสูง ทำให้ได้รับภารกิจทางการทหารอยู่บ่อยครั้ง และเป็นที่ไว้วางใจของไดเมียวประจำแคว้น

แต่แล้วจุดเปลี่ยนที่ทำให้ ไซโก ทากาโมริ กลายเป็นบุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น คือเวลานั้นญี่ปุ่นอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านจากเอโดะสู่ยุคเมจิ (เป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นแตกแยก) โดยรัฐบาลบาคุฟู ที่นำโดยโชกุนโทกุงาวะ ผู้สำเร็จราชการแทนที่หวังจะโค่นล้มอำนาจขององค์จักรพรรดิ รวมถึงการมาถึงของชาติตะวันตกที่ต้องการเข้ามาทำการค้าในประเทศ ทำให้ไซโก ทากาโมริ ไม่พอใจอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ในปี 1854 เขาจึงรวบรวมเหล่าซามูไรและกองกำลังพิทักษ์องค์จักรพรรดิ รวมกันเป็นพันธมิตรเพื่อปราบกบฏโชกุน โดยจะหวังคืนอำนาจให้แก่จักรพรรดิและขับไล่พวกชาติตะวันตก

กระทั่งในปี 1864 เขาได้รับความไว้วางใจจากไดเมียว จนถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้นำของเหล่าซามูไร และได้หมอบหมายหน้าที่ให้ออกปราบกบฏตามหัวเมืองต่าง ๆ ซึ่งการปราบกบฏของเขาไม่ได้ใช้เพียงแต่กำลังเท่านั้น บางครั้งหากเป็นไปได้ เขาจะเลือกเจรจากับผู้นำกบฏเสียมากกว่า เพื่อลดความสูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย ด้วยกลยุทธ์จากความชาญฉลาดทำให้ ไซโก ทากาโมริ กลายเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะผู้ปราบกบฏ

ต่อมาในปี ค.ศ.1866 เมื่อไม่มีเหล่ากบฏคอยสนับสนุน โชกุนโทกุงาวะ จึงยอมคืนอำนาจให้แก่องค์จักรพรรดิ ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดระบอบการปกครองแบบโชกุน และเข้าสู่ยุคเมจิอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่นั้นมา

แต่ทว่าการสิ้นสุดของระบอบโชกุนและการเปิดการค้าเสรีให้ชาติตะวันตก กลับส่งผลให้เหล่าซามูไรถูกลดบทบาทลง จากซามูไรผู้มีเกียรติแต่เมื่อไร้ซึ่งเจ้านายพวกเขาก็เหมือนตกงาน อีกทั้งยังปรับตัวไม่ได้ ไม่มีรายได้เลี้ยงครอบครัว

เมื่อเป็นเช่นนี้ ไซโก ทากาโมริ (ที่ขณะนั้นเขามีบทบาทสำคัญทางการเมืองและมีตำแหน่งสูงในกองทัพ) จึงเห็นใจเหล่าซามูไรที่กำลังยากลำบากเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขสิ่งใดได้ เขาจึงประกาศลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองทั้งหมดและกลับไปอยู่บ้านเกิด

ซึ่งแม้ว่าเหล่าซามูไรทั้งหลายจะเป็นผู้กอบกู้และปฏิรูปประเทศ แต่รัฐบาลก็เป็นกังวลเพราะห่วงว่า ไซโก ทากาโมริ อาจก่อกบฏอีกครั้ง จึงได้ส่งทหารไปพยายามลอบสังหาร จากเหตุการณ์ดังกล่าวจึงเป็นตัวจุดชนวนทำให้เขาตั้งกลุ่ม “กบฏซามูไร” ขึ้นมาจริง ๆ เพื่อหวังจะต่อสู้กับรัฐบาลยุคใหม่และหวังเปลี่ยนระบอบการปกครองอีกครั้ง จนเกิดสงครามระหว่างซามูไรกับรัฐบาล (ในปี 1877 กินระยะเวลานานร่วม 6 เดือน)

และแม้กองกำลังซามูไรจะมีฝีมือเก่งกาจ มีดาบคาตานะที่คมกริบ แต่ก็มิอาจต้านอาวุธที่ล้ำสมัยกว่าอย่างปืนกลได้ อีกทั้งจำนวนทหารของฝั่งรัฐบาลยังมีมากถึง 300,000 คน ในขณะที่ฝั่งซามูไรมีเพียง 40,000 คนเท่านั้น เมื่อตัวเลขต่างกันเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่เหล่าซามูไรต้องพ่ายแพ้ไป และการตายของไซโก ทากาโมริ นับเป็นจุดสิ้นสุดของตำนานซามูไรแห่งญี่ปุ่น

แม้ว่า ไซโก ทากาโมริ จะเสียชีวิตลงในฐานะกบฏ แต่ความเคารพที่ชาวบ้านมอบให้เขากลับไม่เคยเปลี่ยนแปลง ในฐานะผู้นำที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ และเห็นประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนตัวเองเสมอ รัฐบาลจึงยอมอภัยโทษให้เขาในปี 1889 และได้สร้างอนุเสาวรีย์พร้อมทั้งปั้นสุนัขคู่ใจ ตั้งอยู่ที่สวนสาธารณะอุเอโนะ ณ กรุงโตเกียว เพื่อเป็นตัวแทนแห่งสัญลักษณ์ของความจงรักภักดี และเป็นการบอกเล่าตำนานซามูไรคนสุดท้ายของประเทศ  (จบ)