ย้อนรอยคดีดัง 80 ปีที่แล้ว “The Phantom Barber” ชายผู้แอบย่องตัดผมสาว ในยามราตรี

ปกติแล้ว เมื่อเราพูดถึงคดีอาชกรรมต่าง ๆ เรามักนึกถึงความรุนแรงหรือความเลวร้ายที่มนุษย์ทำต่อกันและกัน โดยเฉพาะหากพูดถึงคดีลึกลับในอดีตที่ยังจับตัวอาชญากรไม่ได้ด้วยแล้ว เชื่อว่าชื่อที่ผุดขึ้นมาเป็นชื่อแรกคงจะเป็น Jack the Ripper หรือ The Black Dahlia

แต่เรื่องของพวกเขาคงต้องเก็บเอาไว้ก่อน เพราะวันนี้ผมจะขอเล่าเรื่องอาชญากรสุดลึกลับอีกคน ที่แม้ว่าเขาจะไม่ได้ป่าเถื่อนโหดร้าย แต่ก็ทำให้สาว ๆ ในเมืองปาสคากูลา มลรัฐมิสซิสซิปปี สหรัฐอเมริกา ต้องขวัญผวาด้วยความกลัวว่าจะมีใครมาตัดผมของพวกเธอในยามหลับไหลรึเปล่า .. เพราะอาชญากรผู้นี้ถูกขนานนามว่า “ช่างตัดผมปีศาจ” (The Phantom Barber)

ย้อนกลับไปในช่วงปี 1942 คือช่วงที่สหรัฐอเมริกา ยังคงวุ่นวายอยู่กับสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากเพิ่งถูกญี่ปุ่นบุกโจมตีเพิลฮาร์เบอร์มาหมาด ๆ ผู้ชายส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์ไปรบ งานต่าง ๆ ที่เคยเป็นของผู้ชายจึงตกเป็นของผู้หญิง และเมืองเล็กหลาย ๆ แห่ง ก็ถูกเปลี่ยนเป็นเมืองอุตสาหกรรมเพื่อสนับสนุนทรัพยากรทางทหาร

 

เช่นเดียวกันกับเมืองเล็ก ๆ อย่างปาสคากูลา ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วกลายเป็นเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กว่า 10,000 ครัวเรือน และในทางเดียวกันเมื่อเมืองมีขนาดใหญ่ขึ้น ก็ย่อมต้องมีปัญหาอาชญากรรมเกิดขึ้นมากตามมาด้วยเช่นกัน และนี่เองคือจุดกำเนิดของ “ช่างตัดผมปีศาจ” ที่แอบย่องเข้าไปตัดผมสาว ๆ ในยามค่ำคืน

คดีแรกสุดของช่างตัดผมปีศาจถูกรายงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในคืนวันที่ 5 มิถุนายน 1942 เมื่อ แมรี่ บริกส์ (Mary Briggs) และ เอ็ดน่า ไฮเดล (Edna Hydel) ได้ยินเสียงประหลาดระหว่างนอนหลับ จนทำให้ทั้งคู่สะดุ้งตื่นขึ้นทันเห็นชายปริศนาที่กำลังปีนหนีออกนอกหน้าต่าง และแม้ว่าทั้งคู่จะไม่ได้รับอันตราย แต่กลับพบว่าปอยผมของทั้งสองถูกตัดออกไป และในความมืดทำให้พวกเธอไม่สามารถให้รายละเอียดอะไรกับเจ้าหน้าที่ได้มากนัก นอกจากรูปร่างที่เตี้ย อ้วน และสวมเสื้อคลุมสีขาว

ด้วยสภาวะของสงครามที่ทำให้ผู้คนเครียดและหวาดระแวงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้ข่าวการบุกรุกซึ่งปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์เช้าวันนั้นสร้างความหวาดภวาให้กับผู้คนมากขึ้นไปอีก

และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ช่างตัดผมปีศาจได้เริ่มก่อคดีอีกครั้ง โดยคราวนี้เหยื่อคือเด็กหญิง แครอล เพตตี้ (Carol Peattie) อายุ 6 ขวบ ช่างตัดผมปีศาจบุกเข้าทางหน้าต่างเช่นเคย ก่อนจะตัดปอยผมของเธอออกไป โดยทิ้งหลักฐานเอาไว้เพียงรอยเท้าเปื้อนดินบนขอบหน้าต่างเท่านั้น

ซึ่งหลังจากเกิดเหตุไม่กี่วัน ช่างตัดผมปีศาจ ก็ได้ก่อเหตุอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับแตกต่างจาก 2 ครั้งแรก เพราะมีความรุนแรงเกิดขึ้น จากรายงานระบุว่า ครอบครัวเฮย์เดลเบิร์ก (Heidelberg) ถูกช่างตัดผมปีศาจบุกรุกเข้ามา แต่เขาไม่ได้มาเพื่อตัดผมเช่นเคย ครั้งนี้เขากลับใช้ท่อเหล็กทำร้ายสองสามีภรรยาระหว่างที่หลับอยู่บนเตียง ทำให้ฟันหน้าของคุณนายเฮย์เดลเบิร์กหัก และสามีของเธอก็สลบเจียนตาย

หลังได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้สุนัขในการไล่ล่าตามกลิ่นอาชกรทันที ทว่าสิ่งที่สุนัขพาพวกไปพบมีเพียงถุงมือเปื้อนเลือดที่ถูกทิ้งไว้ในป่าเท่านั้น อีกทั้งร่องรอยก็จางมากแล้ว พวกเขาจึงสันนิษฐานว่าจุดที่พบถุงมือน่าจะเป็นจุดที่คนร้ายจอดรถจักรยานยนต์เอาไว้เพื่อเตรียมหลบหนี ทำให้การตามล่าคราวนั้นล้มเหลว ก่อนที่ช่างตัดผมปีศาจผู้นี้จะลงมืออีกครั้งที่บ้านของคุณนายเทย์เลอร์

เธอรายงานว่า ระหว่างที่นอนหลับ เธอถูกคนร้ายใช้หมอนกดลงบนใบหน้า ซึ่งเนื้อผ้ามีกลิ่นสารเคมีรุนแรง ทำให้เธอสลบไปทันที เมื่อตื่นขึ้นก็พบว่าผมของเธอถูกตัดไปเรียบร้อย โดยตำรวจเชื่อว่าคราวนี้ช่างตัดผมปีศาจก่อเหตุโดยการใช้สารคลอโรโฟม (Chloroform) เพื่อทำให้เหยื่อสลบ

ซึ่งคดีนี้เป็นคดีสุดท้ายที่ช่างตัดผมปีศาจลงมือ และแน่นอนครับว่า จากทั้งกระแสของสื่อ และการบอกปากต่อปาก ก็ทำให้สาว ๆ และชาวบ้านหลายคนนอนไม่หลับต่อไปกันเป็นเดือน ๆ จนกระทั่ง ตำรวจจับผู้ต้องสงสัยเป็นนักเคมีชาวเยอรมันชื่อ วิลเลี่ยม ดอลัน (William Dolan) จากการที่เขามีส่วนพัวพันกับกองทัพนาซี ซึ่งเขาให้การปฏิเสธตลอดว่า “พวกคุณน่ะจับผิดคนแล้ว”

แต่ตำรวจก็มั่นใจอย่างเต็มที่ เพราะมีการขุดพบปอยผมจำนวนมากในสวนหลังบ้านของเขา ซึ่งหลักฐานชิ้นนี้ทำให้เขาถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาสิบปีในข้อหาบุกรุก และพยายามฆ่าครอบครัวเฮย์เดลเบิร์ก

ทว่าหลังจากนั้น 6 ปีต่อมา คดีของเขาก็ได้รับการสอบสวนใหม่อีกครั้ง โดยศาลได้อนุมัติให้ใช้เครื่องจับเท็จในการสอบสวนใหม่ครั้งนี้ด้วย ซึ่งจากการทดสอบหลายครั้งพบว่าเขาไม่ได้โกหก จึงได้รับการปล่อยตัวในปี 1951 ซึ่งนั่นหมายความว่าช่างตัดผมปีศาจก็ยังคงลอยนวลตลอดมา และไม่เคยถูกจับได้จนปัจจุบัน

Fact – แจ็คเดอะริปเปอร์ คือฆาตกรต่อเนื่องที่โด่งดังมาก จนมีการนำมาเขียนเป็นตัวละครในนวนิยายคลาสสิคมาแล้วกว่า 23 เรื่อง ตั้งแต่ปี 1947 จนถึง 1998

14 E-book Flagfrog