ภารกิจเพาะพันธุ์ “ฉลามครุย” สัตว์จากดึกดำบรรพ์ 65 ล้านปีก่อน (ตอนนี้ทำสำเร็จแล้ว)

ก่อนหน้านนี้พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำหลายแห่งในประเทศญี่ปุ่นได้พยายามจัดแสดง “ปลาฉลามครุย” (Frilled shark) แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเพราะสภาพแวดล้อมในตู้ไม่เหมาะสม กระทั่งปี 2016 พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเลมหาวิทยาลัยโทไก ประสบความสำเร็จในการจัดแสดงฉลามครุยตัวเป็น ๆ ได้ด้วยการเพาะเลี้ยงลูกฉลามครุยและจัดแสดงทั้งที่ยังเป็นตัวอ่อน

ตัวอ่อน + ถุงไข่

ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ เพราะก่อนหน้านี้มีนักวิจัยมากมายพยายามเพาะเลี้ยงฉลามชนิดนี้เช่นกัน แต่ทุกตัวก็มีชีวิตรอดได้เพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น แต่การเพาะเลี้ยงล่าสุดพวกเขาสามารถเลี้ยงลูกฉลามให้มีชีวิตรอดได้นานถึง 5-12 เดือนเลยทีเดียว

โดยปกติแล้วฉลามทั่วไปจะใช้เวลาตลอด 9-10 เดือนในการฝักตัวอยู่ในถุงไข่ (Egg Shield) แต่สำหรับเจ้าฉลามครุย นักวิจัยไม่สามารถรอให้มันฝักตัวออกมาจากถุงไข่แล้วนำมาจัดแสดงได้ เพราะทุกครั้งที่ฝักออกมาเมื่อใด พวกมันจะตายภายใน 1 สัปดาห์ ดังนั้นพวกเขาจึงทำการเพาะเลี้ยงจากนอกถุงไข่ตั้งแต่แรกแทน และจัดแสดงตั้งแต่พวกมันยังเป็นตัวอ่อนเสียเลย

การเจริญเติบโตนอกถุงไข่ เทคนิคพิเศษที่ทำให้ภารกิจครั้งนี้ประสบความสำเร็จ

(และแม้จะสามารถเพาะพันธุ์พวกมันได้ก็จริง แต่นักวิจัยยังไม่สามารถเลี้ยงจนโตเต็มวัยได้ครับ เพราะตัวแปรที่สำคัญที่สุดคือสภาพแวดล้อมในห้องทดลองยังไม่เอื้ออำนวยจริง ๆ)

“ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อต้องการจัดแสดงเท่านั้น แต่เพื่อดำรงสายพันธุ์ของพวกมันให้มีชีวิตรอดต่อไปในสภาพแวดล้อมของโลกที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงสุดขั้วจากอดีตด้วย”

ข้อมูลพื้นฐานของ “ฉลามครุย” (Frilled shark) ชื่อวิทยาศาสตร์ Chlamydoselachus anguineus (มาจากภาษาลาตินที่มีความหมายว่า “เหมือนงู”) เมื่อโตเต็มวัยจะมีลำตัวยาวกว่า 135-150 เซนติเมตร นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าฉลามชนิดนี้สูญพันธุ์ไปตั้งแต่ ยุคครีเทเซียส ประมาณ 65 ล้านปีก่อน แต่กลับเป็นที่ฮือฮาอีกครั้งเมื่อมีการค้นพบปลาดังกล่าวในเขตน้ำตื้นของญี่ปุ่นในปี 2007 ใกล้เมืองซิซุโอะ ภาคตะวันตกของกรุงโตเกียว ในตอนที่พบมันกำลังใกล้ตาย เพราะอุณหภูมิของน้ำที่ญี่ปุ่นสูงเกินไป

ลักษณะเด่นของ ฉลามสายพันธุ์นี้ เหงือก 6 คู่ ที่มีสีแดงสด โดยเหงือกแต่ละซี่สามารถกางออกได้อย่างอิสระ เพื่อดูดซับออกซิเจนในน้ำได้ครั้งละมาก ๆ – ฟัน 300 ซี่ เรียงกัน 25 แถว แต่ละซี่จะมีลักษณะแตกออกเป็นดอกแหลม ๆ สามแฉก เพิ่มความสะดวกสบายในการหาอาหาร โดยกระจายตัวอยู่ตามเขตน้ำลึก นอร์เวย์ แอฟริกาใต้ นิวซีแลนด์ และ ชิลี

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์เศษอาหารที่อยู่ในกระเพาะพวกมัน พบว่า 61% ของอาหารที่พบเป็นกลุ่มปลาหมึก ทำให้สามารถอธิบายถึงลักษณะฟันของพวกมันได้ว่า พวกมันมีฟันที่เหมือนกับส้อมแหลม ที่ใช้เจาะเข้าไปในเนื้อนุ่ม ๆ ลื่น ๆ ของปลาหมึก เพื่อป้องกันไม่ให้เหยื่อตัวนั้นหลุดลอดไปได้ และแม้จะไม่มีใครเคยเห็นทักษะในการล่าเหยื่อของพวกมัน แต่คาดว่า พวกมันจะใช้การพุ่งโจมตีอย่างรวดเร็วเหมือนงู โดยซ่อนตัวอยู่ตามซอกหิน

ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า พวกมันคือ “ฟอสซิลมีชีวิต” เนื่องจากรูปร่างของมันไม่น่าเปลี่ยนแปลงต่างจากในอดีตมากนัก และการอาศัยอยู่ใต้ทะเลลึกกว่า 600-1,500 เมตร อาจทำให้พวกมันรอดตายจากเหตุการณ์โลกแตกที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปทั้งหมดก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพวกมันกำลังถูกคุกคามอย่างหนักจากผู้นิยมสะสมสัตว์แปลก และแน่นอนว่าบางประเทศมีการประกาศตั้งฉลามชนิดนี้เป็นสัตว์สงวนเรียบร้อย