เผยสภาพ “ร่างที่แท้จริง” (ก่อนกลายเป็นมัมมี่) ของฟาโรห์อายุ 3,300 ปี “ตุตันคามุน”

เมื่อ 90 ปีก่อน นักโบราณคดีชาวอังกฤษ โฮวาร์ด คาร์เตอร์ (Howard Carter) พร้อมด้วยทีมนักสำรวจนับสิบคน ได้ค้นพบสุสานมัมมี่ในบริเวณตอนใต้ของเมืองลักซอร์ ประเทศอียิปต์ หนึ่งในนั้นทีมงานก็ได้ค้นพบร่างของฟาโรห์ “ตุตันคามุน” (Tutankhamun 1332-1323 ก่อนคริสตกาล) ความสำเร็จในครั้งนี้ถูกป่าวประกาศไปทั่วโลก (เพราะเป็นการพิสูจน์ว่าฟาร์โรห์พระองค์นี้มีตัวตนอยู่จริง โดยโฮวาร์ดใช้เวลากว่า 60 ปีจึงจะค้นพบ)

การค้นพบสุสานฟาโรห์เมื่อ 90 ปีก่อน

และด้วยข่าวที่แพร่สะพัดจนทำให้พระองค์กลายเป็นมัมมี่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก (ส่วนมากคนจะสนใจเรื่องคำสาปเป็นพิเศษ) แต่เรื่องราวของพระองค์ยังมีปริศนาซ่อนไว้อยู่มาก พระองค์คือใคร ? พระองค์สิ้นพระชนม์ได้อย่างไร ?

แน่นอนครับมันก็พอมีเรื่องเล่าและตำนานที่เผยแพร่ออกมาให้เราได้ตื่นเต้นบ้าง เพียงแต่มันไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นนักโบราณคดีจึงขอใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ในการไขความลับอัตชีวประวัติของฟาโรห์ตุตันคามุนครับ

ในปี 2005 ทีมนักวิทยาศาสตร์ ใช้เทคนิคภาพถ่ายรังสีคอมพิวเตอร์ หรือ CT scan จำนวนกว่า 1,700 ภาพ เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างร่างกายของมัมมี่ฟาโรห์ ประกอบกับวิเคราะห์ DNA ที่ได้จากชิ้นส่วนบนร่างมัมมี่ เพื่อประมวลผลหาสาเหตุการสิ้นพระชนม์ของฟาโรห์

รวมถึงยังร่วมมือกับนักกราฟฟิก เพื่อวิเคราะห์รูปร่างและจำลองใบหน้าฟาโรห์ขึ้นมาใหม่อีกด้วย (นี่คือข้อดีของการทำมัมมี่ เพราะมันช่วยรักษาสภาพศพและหลงเหลือชิ้นส่วนให้เราได้ศึกษา แม้จะผ่านมาแล้วกว่า 3,300 ปีก็ตาม)

กระทั่งในปี 2010 นักวิทยาศาสตร์ได้เผยกราฟฟิกจำลององค์ฟาโรห์ตุตันคามุนขณะยังมีชีวิต ปรากฏเป็นภาพเด็กหนุ่มหน้าละอ่อน, มีฟันบนยื่นเหยินออกมานอกริมผีปาก, เอวคอดสะโพกผายคล้ายผู้หญิง (ซึ่งจากความผิดปกติของฮอร์โมนเพศ) และที่สำคัญขาข้างซ้ายมีข้อเท้าผิดรูปหักงอเข้ามาด้านใน ทำให้พระองค์ไม่สามารถเดินได้อย่างคนปกติ จากภาพจะเห็นว่าต้องใช้ไม้เท้าสันนิษฐานว่าความพิการนี้เป็นมาตั้งแต่กำเนิด

นักวิทยาศาสตร์คาดว่าเหตุที่ข้อเท้าของฟาโรห์ผิดรูปน่าจะมาจากโรค Kohler disease (โคเลอร์) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมหายาก ส่งผลให้กระดูกขาดเลือด เกิดความเปราะ ผิดรูป และแตกหักง่าย โดยเฉพาะกระดูกและข้อต่อที่ต้องรองรับน้ำหนักมาก  เช่น หัวเข่าหรือข้อเท้า โดยโรคนี้พบได้จากการแต่งงานกันในเครือญาติ และนั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมนักสำรวจจึงขุดพบไม้เท้ากว่า 100 ด้ามในสุสานของพระองค์ด้วย

ดังนั้น จากความเชื่อเดิมที่กล่าวว่า ฟาโรห์ตุตันคามุนสิ้นพระชนม์จากการถูกทำร้ายบริเวณศีรษะ หรือตกจากรถม้าขณะออกรบ (เพราะพบรอยแตกบริเวณกะโหลกศีรษะด้านหลัง) จึงไม่น่าเป็นไปได้ เพราะสรีระของพระองค์ไม่น่าจะไปออกรบกับศัตรูได้ แม้จะเดินเหินยังไม่สะดวกเลย

แล้วอะไรคือสาเหตุของการสิ้นพระชนม์ฟาโรห์หนุ่มจริง ๆ ล่ะ ? นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ารอยแตกของกะโหลก น่าจะเกิดระหว่างกระบวนการทำมัมมี่ ส่วนสาเหตุการสิ้นพระชนม์ที่แท้จริงนั้น มาจากการติดเชื้อมาลาเรีย ประกอบกับอาการของโรค Kohler รุนแรงขึ้น จนทำให้กระดูกบริเวณหัวเข่าซ้ายหัก จึงทำให้ชิ้นส่วนของกระดูกแทงทะลุผิวหนังออกมา จนเกิดการติดเชื้อรุนแรงเข้าสู่กระแสเลือด ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุให้ฟาโรห์หนุ่มสิ้นพระชนม์ในวัยเพียง 19 ปีครับ

ข้อเท้าซ้ายที่บิดงอจากโรค Kohler

และนี่ไม่ใช่เพียงสันนิษฐานหลักลอนเท่านั้น เพราะนักวิทยาศาสตร์ยังทดลองเพื่อสนับสนุนทฤษฎีข้างต้น โดยการเปรียบเทียบ DNA ของฟาโรห์ตุตันคามุนกับ DNA ของฟาโรห์อาเคนาเทน (Akhenaten หรืออาเมนโฮเทปที่ 4) ปรากฏว่าฟาโรห์ 2 พระองค์มีความสัมพันธ์แบบ “พ่อ-ลูก” ไม่ใช่แบบพี่ชาย-น้องชายตามความเชื่อเดิม

นอกจากนี้ยังเชื่อว่า “ราชินีเนเฟอร์ติติ” พระมารดาของฟาโรห์ตุตันคามัน ยังเป็นทั้งพระมเหสีและน้องสาวของฟาโรห์อาเคนาเทนด้วย ฉะนั้น นี่คือการแต่งงานในเครือญาติที่นำพาโรค Kohler มาสู่ฟาโรห์ตุตันคามุนนั่นเอง

(ซ้าย และ ขวา – คือใบหน้าที่ทางการอียิปต์นำเสนอว่านี่คือใบหน้าที่แท้จริงของพระองค์ต่างหาก) , (ตรงกลาง – ไม้แกะสลักที่มีอายุร่วมพันปี)

อย่างไรก็ตาม แม้กระบวนการทั้งหมดจะใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาช่วยในการวิเคราะห์ แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้าออกมายืนยันหรือบันทึกลงไปในตำราประวัติศาสตร์จริง ๆ จึงทำให้การค้นพบในครั้งนี้เป็นเพียง “ความเป็นไปได้” เสียมากกว่า เพราะยังมีนักโบราณคดีอีกหลายท่านที่ไม่เห็นด้วยกับงานวิจัยนี้ อย่างน้อยก็ไม่เชื่อว่าพระองค์เจ็บป่วยจากโรค Kohler จนทำให้เกิดความพิการข้อเท้าผิดรูป อีกทั้งรูปลักษณ์ที่แตกต่างไปจากความเชื่อดั้งเดิมก็ยากที่จะเชื่อว่าพระองค์มีสิริโฉมเช่นภาพกราฟฟิกเหล่านั้น ซึ่งแตกต่างจากในบันทึกที่มีอายุนับพันปีอย่างสิ้นเชิง