นี่คือ Ceres (ซีรีส) ดาวที่มีฉายาว่า “Water World” เพราะมีมหาสมุทร-ซ่อนอยู่ใต้ผิวดาว

เนื่องจากเชื่อว่าดาวดวงนี้ต้องมีน้ำแน่ ๆ เหตุนี้เราจึงต้องสำรวจ (เข้าเรื่อง) ดาวซีรีส Ceres ถูกตั้งตามชื่อเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ของกรีกโบราณ ถูกจัดให้เป็นดาวเคราะห์แคระ (Dwarf planet) เนื่องจากมีขนาดใหญ่กว่าดาวเคราะห์น้อย (Asteroid) แต่ก็ยังไม่ใหญ่พอจะจัดให้เป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะได้ (ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 950 กิโลเมตร ขณะที่ดาวพุธซึ่งเป็นดาวเคราะห์ขนาดเล็กที่สุดมีขนาด 4,800 กิโลเมตร)

อยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี – ไม่ได้เป็นบริวารของดาวเคราะห์ดวงใด โดยภาพเล็กสีเทาคือภาพจริง ส่วนภาพใหญ่คือการใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผลเพิ่มความน่าจะเป็นลักษณะที่แท้จริงของดาว

ดาวเคราะห์แคระดวงนี้ ถูกพบครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ.1772 หรือร่วม 250 ปีมาแล้ว แต่มันกลับเป็นที่สนใจอีกครั้งเนื่องจากเมื่อปี 2016 หลังนาซ่าส่งยานดอว์น (Dawn) ออกไปทำภารกิจสำรวจ ซึ่งหลังจากมันเดินทางเข้าสู่วงโคจรของดาว ตัวยานที่ถูกควบคุมระยะไกลก็ได้ถ่ายภาพแล้วส่งกลับมายังโลกกว่า 1,000 ไฟล์ (โดยถ่ายได้ในระยะใกล้ ๆ สุด 35 กิโลเมตรเท่านั้น)

ภาพส่วนมากปรากฏให้เห็นจุดสีขาวสว่างไสวที่เกิดขึ้นทั่วดวงดาว แต่นักวิจัยสะดุดตากับภาพใบหนึ่งที่โชว์จุดสว่างกว่าตำแหน่งอื่น ซึ่งหลังการวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูลอย่างถี่ถ้วน ทำให้ทราบว่า นี่คือ “ออกเคเทอร์” Occator หลุมอุกกาบาตอายุ 20 ล้านปี

จุดสว่างสีขาวตรงหลุมอุกกาบาต เกิดจากผลึกเกลือ – ส่วนสีฟ้าคือนักวิจัยแต่งสีรูปภาพ เพื่อให้เห็นถึงน้ำและไอน้ำที่ปะทุออกมา

ส่วนแสงสีขาวที่เกิดขึ้นทั่วดาวขณะนั้น ก็คือ “ไอน้ำ+ผลึกเกลือ” เนื่องจากทั่วทั้งดาวประกอบด้วยน้ำมากถึง 30-40% ทำให้เมื่อมันโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ – น้ำที่อยู่ใต้ผิวดาวจะร้อนขึ้นจนกลายเป็นไอน้ำ – ซึ่งเมื่อผสมกับผลึกเกลือสีฟ้า – ก็จะพ่นออกมาทางปล่องต่าง ๆ รอบดาวอย่างที่เห็นนั่นเอง (อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์น้อยกว่าสามเท่าของโลก – ซึ่งใกล้มากพอที่จะสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของดวงอาทิตย์ จนทำให้น้ำระเหยรวมถึงน้ำแข็งระเหิดได้)

โดยผลึกเกลือที่ว่า ก็คือสารประกอบ-ไฮโดรแฮไลต์ (Hydrohalite – บนโลกก็มีเหมือนกัน-พบในน้ำแข็งบริเวณขั้วโลก) โดยการค้นพบครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่และเป็นหลักฐานสำคัญว่าดาวดวงมีน้ำเค็มปริมาณมหาศาลใต้ดินอยู่จริง และอาจยังมีแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตได้ด้วย (จะบอกว่า-มันมีมหาสมุทรอยู่ใต้ผิวดาว-ก็ไม่ผิดอะไรครับผม)

ปัจจุบัน การสำรวจดาวดวงนี้ต้องหยุดชะงักไปตั้งแต่ปี 2018 เนื่องจาก ไฮดราซีน (Hydrazine) หรือเชื้อเพลิงได้หมดลง ทำให้ยานไม่สามารถหันเสาอากาศมาทางโลก รวมถึงไม่สามารถหันแผงโซลาเซลล์เข้าหาดวงอาทิตย์ได้ แต่วิศวกรผู้สร้างมั่นใจว่า มันจะยังโคจรรอบดาวเคราะห์น้อยต่อไปได้นานอีกกว่า 50 ปีเลยล่ะ

ทั้งนี้ นาซ่าไม่เลือกวิธีทำลายยานดอว์นทิ้งเหมือนกับที่บังคับยาน แคสซินี (Cassini) ให้พุ่งเข้าหาดาวเสาร์ (แต่ถูกชั้นบรรยากาศเผาจนหมดก่อน) เนื่องจากพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อย อาจมีแร่ธาตุหรือสสารสำคัญสำหรับให้นักวิจัยใช้ศึกษาต่อในอนาคตครับผม