งานวิจัยชี้ พวกเราทุกคนล้วนแล้วแต่เชื่อว่า “ตัวเองสวย-หล่อ” กว่าความเป็นจริง (เสมอ)

อย่าเพิ่งคิดว่าบทความนี้กำลังทำลายความมั่นใจของทุกคน หรือโต้แย้งวิธีปรับปรุงบุคลิกภาพและความมั่นใจที่นักจิตวิทยาทั้งหลายแนะนำให้ทำนะครับ เพราะการมีความมั่นใจใถือเป็นเรื่องที่ดีและควรทำ แต่จุดประสงค์หลักของบทความนี้คือจะขอนำเสนองานวิจัยวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับการ “มองตัวเองของมนุษย์” ครับ

งานวิจัยชิ้นนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโฆษณา “Real Beauty Sketches” ของ DOVE ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการมองตัวเองของผู้หญิงกลุ่มนึง โดยพวกเธอจะทำการบอกรูปลักษณะของตัวเองให้นักวาดสเก็ตช์ภาพออกมา จากนั้นก็จะนำไปเปรียบเทียบกับการให้คนอื่นเป็นคนบอก …

ผลปรากฏว่า : รูปที่พวกเธอเป็นคนบอกมักจะมีตำหนิมากกว่าและไม่สวยเท่ากับรูปที่คนอื่นบอก ซึ่งโฆษณาชิ้นนี้พยายามจะสื่อว่า ผู้หญิงทุกคนสวยกว่าที่ตัวเองคิดนะจ๊ะ #WeAreBeautiful

แต่เดี๋ยวก่อน !!! ไอ่สิ่งที่โฆษณาชิ้นนี้หยิบยกมานำเสนอมันคือเรื่องจริงหรอ ? หรือมันเกิดกับแค่กลุ่มตัวอย่างเล็ก ๆ เท่านั้น ? นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งจึงทำการทดสอบอย่างจริงจังเพื่อหาคำตอบ พวกเขาเริ่มทำ การวิจัย และผลที่ออกมาก็ตรงข้ามกับสิ่งที่โฆษณาพยายามสื่ออย่างสิ้นเชิง

งานวิจัยชิ้นนี้มีชื่อว่า Mirror, Mirror on the Wall นำวิจัยโดย ดอกเตอร์นิโคลาส เอปลีย์ (Nicholas Epley) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยวิทเชิร์ชเวอจิเนียร์ ทำการหาคำตอบด้วยการถ่ายภาพใบหน้าของผู้เข้าร่วมการทดลอง ก่อนจะนำภาพใบหน้าที่แท้จริงไปตัดต่อในคอมพิวเตอร์ออกมาอีกหลาย ๆ ภาพ ทั้งสวยขึ้น หล่อขึ้น มีเสน่ห์ขึ้น และได้ทำบางภาพให้ดูไม่สวยหรือมีตำหนิ เมื่อเสร็จแล้วจึงแบ่งไว้เป็น 3 ชุด 1.ภาพใบหน้าที่แท้จริง 2.ภาพตัดต่อให้ดูดีขึ้น 3.ภาพตัดต่อให้ดูแย่ลง

จากนั้นจึงนำภาพเหล่านั้นไปให้อาสาสมัครผู้ทำการทดลอง “เลือกภาพต้นฉบับที่ไม่มีการตัดต่อ (โดยไม่บอกว่าภาพไหนคือภาพต้นฉบับ)”

พบว่า : เกือบทุกคนจะเลือกรูปที่มีการตัดต่อให้สวยหล่อและดูดีมากขึ้นแล้วทั้งสิ้น ไม่มีใครเลือกรูปต้นฉบับที่ถูกต้องได้เลย

ในทางกลับกัน เมื่อนักวิจัยขอให้เพื่อนหรือคนรู้จักของอาสาสมัครเหล่านั้นมาเลือกรูป พวกเขากลับสามารถเลือกรูปต้นฉบับที่ถูกต้องได้เป็นส่วนใหญ่ และอีกส่วนหนึ่งเลือกรูปที่ถูกตัดต่อให้แย่ลง

หมายความว่า : แท้จริงแล้วพวกเราอาจมองตัวเองสวยหล่อกว่าความเป็นจริงกันเสียส่วนใหญ่ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีหรือผิดแปลกอะไร ซึ่งนักวิจัยเรียกอาการดังกล่าวว่า Self-Enhancement ซึ่งมันเป็นเรื่องดีนะครับ เพราะมันเป็นกระบวนการทางจิตวิทยาที่ช่วยทำให้เรามีความสุข อีกทั้งยังช่วยให้เรามีบุคลิกภาพที่ดีในชีวิตจริงอีกด้วย

Fact – จากการศึกษาในปี 2006 เกี่ยวกับความชื่นชอบต่อรสชาติต่าง ๆ กับบุคลิกภาพ ของคน 500 คน พบว่าคนที่ชอบรสขมมีแนวโน้มที่จะเป็นคนก้าวร้าว ซาดิสม์ ผิดปกติทางจิต โดยนักวิจัยได้เขียนสรุปเอาไว้ว่า “ยิ่งชอบอาหารและเครื่องดื่มที่มีรสขมเท่าใด ก็ยิ่งเชื่อมโยงกับบุคลิกภาพด้านมืดเท่านั้น”