เมื่อการ ‘คิดบวก’ กลายเป็น ‘หน้าที่’ มันยังเรียกว่า “ความสุข” ได้อยู่หรือไม่ ?

ความสุข ถือเป็นหนึ่งในความรู้สึกที่มนุษย์ทุกคนต้องการ ไม่ว่าใคร ๆ ก็อยากมีความสุข จนความต้องการความสุขของเราทำให้เกิดสารพัดวิธีในการค้นหามัน ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดคือ “การคิดบวก และมองโลกในแง่ดี”

สเวนด์ บลิงแมน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา

ทว่าการมองโลกในแง่ดีตลอดเวลา คือสิ่งที่ดีจริง ๆ หรือ ?

สำหรับเรื่องนี้ ศาสตราจารย์ สเวนด์ บริงค์แมน (Svend Brinkmann) อาจารย์ภาควิชาจิตวิทยาและการสื่อสารจากมหาวิทยาลัย อัลเบิร์ก (Aalborg University) ประเทศเดนมาร์ก ให้มุมมองถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ เขาเชื่อว่าวัฒนธรรมเรื่องการมองโลกในแง่บวกของเราอาจมีด้านมืดซ่อนอยู่

จากหนังสือขายดีของเขาชื่อ “Stand Firm : Resisting the Self-Improvement Craze” บอกไว้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เลวร้ายที่สุดของการพยายามคิดบวกก็คือการหลอกตัวเอง เพราะสิ่งนี้อาจนำมาซึ่งผลเสียต่อภาวะอารมณ์ของเรามากกว่าที่คิด

“ผมเชื่อว่าความคิดและความรู้สึกของเรา คือกระจกสะท้อนโลกใบนี้ เมื่อเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น เราทุกคนควรมีสิทธิ์ที่จะรู้สึกไม่ดี และคิดลบ เพราะนั่นคือวิธีที่เราจะเข้าใจโลก

แน่นอน … ชีวิตมันก็มีช่วงเวลาที่สวยงามเป็นครั้งคราว เช่นเดียวกับเรื่องร้าย ๆ การลาจากและความสูญเสียเกิดขึ้นในชีวิตเสมอ … ถ้าหากเราใช้ชีวิตโดยเคยชินกับการบังคับตัวเองให้คิดบวกเพียงอย่างเดียว เมื่อเรื่องเลวร้ายเหล่านั้นผ่านเข้ามา มันจะทำร้ายเรามากกว่าที่ควรจะเป็น … และแน่นอนว่ายังไงมันก็ต้องเกิดขึ้น

ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่เราจะเป็นคนคิดบวก และมองโลกในแง่ดี แต่ที่เป็นปัญหาก็คือ การคิดบวกนั้นกลายเป็นหน้าที่ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ ในสังคมการทำงานที่พวกเราถูกบังคับให้จำเป็นต้องคิดบวก ต้องมีแนวคิดต่อการทำงานที่ดี เพราะการวัดผลการทำงานของบริษัทต่าง ๆ บังคับให้เราคิดแบบนี้”

ซึ่งทางผู้เขียน ศาสตราจารย์ บริงค์แมน ได้เชื่อมโยมเรื่องการคิดบวกนี้เข้ากับเรื่อง Menatory Happiness กล่าวคือ มันเป็นการบังคับให้แสดงออกว่ามีความสุขนั่นเอง

โดยเรื่องนี้ในสหรัฐฯได้มีการบังคับใช้กฎหมายออกมาเลยว่า ห้ามผู้ว่าจ้างบังคับให้ลูกจ้างแสดงออกว่ามีความสุข ซึ่งเมื่อกฏหมายมีการบังคับใช้จริง หลายบริษัทต้องทำการปรับโครงสร้างมากมาย

และหลังจากที่หลายบริษัทได้ปรับโครงสร้างไปสักระยะ ผู้บริหารพบว่า พนักงานทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อพวกเขาได้รับสวัสดิการที่ดีขึ้น เงินเดือนที่มากขึ้น แสดงออกทางความคิดเห็นได้มากขึ้น การปรับสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เกิดความสุขที่แท้จริง ไม่ใช่ความสุขแบบจอมปลอมอย่างที่เคยทำกันมา แสดงให้เห็นว่าปัญหานี้มันลุกลาม ควรได้รับการแก้ไข และไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ เลย

“เราต้องบังคับตัวเองให้คิดบวก เพื่อทำงานแลกเงิน ความสุขที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ของเราจริง ๆ แต่มันคือความพยายามกดดันตัวเองให้ได้มันมา

นอกจากนี้ ความรู้สึกด้านลบยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้เราเรียนรู้และเข้าใจความเป็นจริงของโลก เพราะความรู้สึกผิด ความละอายใจ ความโกรธ รวมถึงความเศร้า ความรู้สึกเหล่านี้จะทำให้เราเรียนรู้ที่จะรับมือกับความสูญเสีย ความอยุติธรรม การรู้จักผิดชอบชั่วดี และแน่นอนว่าคุณสามารถพบความสุขที่แท้จริงบนโลกแห่งความเป็นจริงใบนี้ได้ โดยไม่หลอกตัวเอง”

Fact – ตัวเลขล่าสุดของผู้คนทั่วโลก มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามากกว่า 300 ล้านคน ในประเทศไทยมีผู้ป่วยราว 9 แสนคน การพยายามมองโลกในแง่ดีไม่ช่วยให้อาการซึมเศร้าดีขึ้นแต่อย่างใด การพบแพทย์คือวิธีที่ควรทำมากที่สุด

อ่านต่อ – ความเหงา ทำร้ายเรา มากกว่าที่คิด…

14 E-book Flagfrog