รู้หรือไม่? เหตุใดการติดเชื้อ COVID-19 จึงรักษาได้ยาก

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ผมเชื่อว่ามีหนึ่งคำถามที่หลายคนคงอยากรู้ “ทำไมมันถึงรักษาได้ยากจัง?” ซึ่งวันนี้ผมได้หาคำตอบเชิงวิชาการมาให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันครับ

covid-19

อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ Vox เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2020 การแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้กลายเป็นเหตุการณ์ที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจ เนื่องจากมีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนอยู่ในหลักแสน ร่วมกับผู้ป่วยกว่า 20% จะมีอาการรุนแรง และอีก 1-3% จะเสียชีวิต ดังนั้นการเร่งหายารักษาหรือวัคซีนจึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญครับ

 

ไวรัสคือสิ่งมีชีวิตหรือไม่?

สาเหตุของโรคนี้เกิดจาการติดเชื้อไวรัส SARS-CoV 2 ซึ่งจัดเป็นอนุภาคทางชีววิทยาที่มีขนาดเล็กมากและมีจำนวนไม่น้อยที่ก่อโรคในสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ที่ผมไม่เรียกไวรัสว่า “สิ่งมีชีวิต” เนื่องจากตัวมันเองจะประกอบไปด้วยส่วนห่อหุ้มและสารพันธุกรรมเท่านั้น ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดกระบวนการใด ๆ ในตัวไวรัสเองเลย มิหนำซ้ำพวกมันยังต้องอาศัยเซลล์สิ่งมีชีวิตเป็นที่อยู่อาศัยและเพิ่มจำนวน หากแยกอยู่เพียงลำพังพวกมันจะไม่สามารถเพิ่มจำนวนหรือมีชีวิตรอดได้ครับ

 

SARS-CoV เล็กแค่ไหน?

นึกภาพตามนะครับ SARS-CoV 2 มีขนาด 120 นาโนเมตร ในขณะที่แบคทีเรีย E. coli ในลำไส้ของมนุษย์มีขนาดใหญ่กว่า 16 เท่า และเม็ดเลือดแดงของมนุษย์มีขนาดใหญ่กว่าไวรัสชนิดนี้ถึง 64 เท่า นึกออกหรือยังครับว่าเล็กขนาดไหน และด้วยขนาดที่เล็กมากมันจึงสามารถเข้าไปอยู่ในเซลล์ของมนุษย์หรือแบคทีเรียก็ได้ (แบคทีเรียยังเกิดความเจ็บป่วยจากการติดเชื้อไวรัสได้ด้วยนะ) อย่างไรก็ตาม ความยากในการคิดค้นยารักษาหรือวัคซีนไม่ได้อยู่ที่เรื่องของขนาด แต่อยู่ที่ความซับซ้อนของพวกมันต่างหาก

covid-19

 

ยิ่งซับซ้อนน้อยเท่าไร ยิ่งรักษาได้ยากขึ้นเท่านั้น

แบคทีเรียตัวหนึ่งอาจประกอบด้วยโปรตีนกว่า 20,000 ชนิด ซึ่งนำมาใช้ในกระบวนการต่าง ๆ ของเซลล์ ไม่ว่าจะเป็นการสลายพลังงาน, การกำจัดของเสีย, การเคลื่อนไหว หรือการสืบพันธุ์ เป็นต้น นั่นแสดงว่าโปรตีนเหล่านี้ (รวมถึงสารประกอบรูปแบบอื่นที่ผมไม่ได้พูดถึง) มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของแบคทีเรีย นักวิทยาศาสตร์จึงสร้าง “ยาปฏิชีวนะ” ขึ้นมา เพื่อยับยั้งหรือทำลายแบคทีเรีย โดยอาจจะออกฤทธิ์ผ่านโปรตีนเหล่านั้นนั่นเองครับ

แต่สำหรับไวรัส SARS-CoV 2 มีโปรตีนที่จำเป็นอยู่เพียง 33 ชนิด หรือไวรัสโรคเอสด์อย่าง HIV มีโปรตีนที่จำเป็นอยู่เพียง 15 ชนิด แสดงว่าตัวเลือกในการออกแบบยาที่เหมาะสมจะมีน้อยลงเมื่อเทียบกับแบคทีเรีย หากโชคร้ายอาจจะไม่มียาชนิดใดเลยที่ออกฤทธิ์ต่อโปรตีนเหล่านั้น

covid-19

นอกจากนี้ ยาปฏิชีวนะที่เราใช้ฆ่าแบคทีเรียในร่างกายยังไม่สามารถทำลายไวรัสได้ เนื่องจาก 1) การออกฤทธิ์ของยาไม่ตรงโครงสร้างสำคัญของไวรัส และ 2) ไวรัสที่ก่อโรคในมนุษย์มันแฝงเข้าไปอยู่ในเซลล์ของมนุษย์นั่นเอง

อ้าว…แฝงในเซลล์ของมนุษย์แล้วทำไมถึงรักษาได้ยากล่ะ? นั่นเป็นเพราะไวรัสจะเลือกใช้สารต่าง ๆ ในเซลล์ของเราเพื่อเพิ่มจำนวน แล้วยาปฏิชีวนะที่ใช้ฆ่าแบคทีเรียมันออกฤทธิ์ฆ่าเฉพาะแบคทีเรีย โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์มนุษย์เลย เพราะฉะนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะใช้บาปฏิชีวนะมารักษา COVID-19 (เว้นเสียแต่ว่ามันทำลายเซลล์ติดไวรัสได้)

 

ไวรัสชอบเล่นซ่อนหา

อีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้ COVID-19 รักษาได้ยาก ตรงนี้ผมขอเกริ่นขึ้นมาให้นิดนึง สมมุติว่าคุณติดไวรัสและแพทย์สั่งยาต้านไวรัสให้คุณรับประทาน ยาต้านไวรัสโดยส่วนใหญ่จะเน้นการลดการเพิ่มจำนวนของไวรัส แล้วรอให้ภูมิคุ้มกันร่างกายเข้ามาจัดการกับเซลล์ติดไวรัสแทน ประเด็นมันอยู่ที่ว่าบางครั้งไวรัสมันเพิ่มจำนวนแบบเงียบ ๆ ทำให้ภูมิคุ้มกันตรวจไม่เจอและไม่สามารถทำลายเซลล์ติดไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ยิ่งไปกว่านั้นบางคนที่ภูมิคุ้มกันตอบสนองดีเกินไป อาจเกิดกระบวนการอักเสบอย่างรุนแรงจนร่างกายเสียสมดุล เป็นเหตุให้ถึงแก่ชีวิตได้ หรือผู้ป่วยบางรายวันแรกยังอาการดี ๆ อยู่ วันถัดมาอาการทรุดเข้าขั้นวิกฤติก็มี เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าการตอบสนองต่อไวรัสมีความหลากหลายมากและยากจะคาดเดาได้ จึงทำให้การผลิตยารักษายากขึ้นไปอีก

covid-19

 

กลายพันธุ์เร็วมาก

จริง ๆ กระบวนการกลายพันธุ์ของไวรัสเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วครับ เนื่องจากว่าพวกมันมีความบอบบางอย่างมาก ธรรมชาติจึงคัดสรรวิธีให้พวกมันอยู่รอดได้ในทุกสถานที่ การกลายพันธุ์คือคำตอบของเรื่องนี้ ในการเพิ่มจำนวนของไวรัสจะมีการจำลองสารพันธุกรรมขึ้นใหม่เรื่อย ๆ ในระหว่างการจำลองอาจมีการใส่ลำดับที่ไม่ถูกต้องลงไป ทีนี้ถ้าความผิดพลาดดังกล่าวเกิดขึ้นในเซลล์ของมนุษย์ มันจะมีระบบแก้ไขข้อผิดพลาดเตรียมไว้ แต่ไวรัสจะไม่มีระบบนี้ หากผิดพลาดแล้วก็ผิดพลาดเลย แล้วได้เป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่หรือสายพันธุ์เดิมแต่มีบางส่วนที่แตกต่างจากของเดิม ซึ่งการกลายพันธุ์อาจทำให้ยารักษาที่คิดค้นได้ในครั้งแรกจะไม่สามารถยับยั้งไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้นั่นเองครับ

สำหรับเรื่องการกลายพันธุ์ของ COVID-19 ผมได้เขียนบทความไว้แล้วนะครับ สามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้จาก ลิ้งก์นี้ เลยครับ

 

แสดงว่าปัจจุบันนี้ยังไม่มียาต้านไวรัสของ COVID-19 ใช่ไหม?

คำตอบคือมีแล้วครับ แต่ผลลัพธ์ของการรักษายังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งยาต้านไวรัสที่ถูกนำมาใช้ ได้แก่

1.Remdesivir – เดิมเป็นยาที่ผลิตขึ้นสำหรับต้านไวรัสอีโบลา (Ebola) ทว่ามันยังออกฤทธิ์ต้านการเพิ่มจำนวนของไวรัสด้วย โดยยาจะเข้าไปแทรกในสาย RNA ของไวรัส ทำให้กระบวนการจำลองสารพันธุกรรมหยุดลง ไวรัสจึงไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้อีก (แล้วรอให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายมาจัดการเซลล์ติดไวรัสอีกที)

2.Lopinavir/Ritonavir – คือยากลุ่ม Protease inhibitors ใช้ยับยั้งการสร้างโปรตีนของไวรัส HIV แต่มันยังสามารถออกฤทธิ์ต่อ Coronavirus อย่าง SARS-CoV 2 ได้ด้วยครับ

3.Favilavir – ยาต้านไวรัสตัวใหม่ล่าสุดที่นำมาใช้ต้านไวรัส SARS-CoV 2 โดยตรง ซึ่งตัวยาจะออกฤทธิ์ทำให้สารพันธุกรรมของไวรัสเกิดการกลายพันธุ์ให้อยู่ในรูปที่ผิดปกติ จนไวรัสไม่สามารถก่อสร้างตนเองจนสมบูรณ์ได้ อย่างไรก็ตาม Favilavir ยังไม่มีผลยืนยันการต้านไวรัสในเซลล์ของระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ แต่เชื่อว่ามันน่าจะสามารถต้าน COVID-19 ได้ (ประมาณว่ายังไงขอลองใช้ก่อนนะ)

นอกจากการใช้ยาต้านไวรัสแล้ว ยังมีการใช้สารของระบบภูมคุ้มกัน เช่น อินเตอร์เฟียรอน (Interferon) ที่ออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายต่อเชื้อ อย่างไรก็ตาม อินเตอร์เฟียรอนอาจให้ผลค้างเคียงที่รุนแรง จึงไม่เป็นที่นิยมใช้ครับ หรืออาจจะเป็นการรักษาแบบประครับประคองอาการ เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์และยาคลอโรควิน ซึ่งจะลดการอักเสบในร่างกาย ช่วยให้อาการไข้หวัดหรือการออกเสบของเนื้อเยื่อปอดลดลง ในกรณีที่ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อ COVID-19 ดีเกินไปครับ

covid-19

สรุป – การคิดค้นยาและวัคซีนเพื่อรักษาและป้องกัน COVID-19 ยังคงดำเนินต่อไป สำหรับประชาชนอย่างเรา ๆ สามารถป้องกันตนเองได้ด้วยการ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” และหลีกเลี่ยงการสัญจรในพื้นที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก ส่วนผู้ที่ติดเชื้อควรกักตนเองเพื่อลดการแพร่ระบาดสู่สาธารณะ หากทุกคนช่วยกันผมเชื่อว่าจะสามารถลดการระบาดลงได้ครับ

Fact – แอนโทนี ฟูซี (Anthony Fauci) จากสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ สหรัฐฯ กล่าวในงานประชุมเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2020 ว่า COVID-19 รุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดาถึง 10 เท่า