ล่าสุด (2021) มีความเป็นไปได้สูงว่า แมมมอธจะถูกชุบได้จริงใน 6 ปี และปล่อยป่าในขั้วโลกเหนือ

แม้จะผ่านมากว่าหมื่นปีแล้วที่ช้างแมมมอธสูญพันธุ์ไปจากโลกเรา แต่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกก็พยายามฟื้นคืนชีพพวกมันหลายต่อหลายครั้ง โดยล่าสุดดูเหมือนจะมีโอกาสเป็นไปได้แล้ว หลังจากที่ Colossal บริษัทด้านชีววิทยาศาสตร์และพันธุศาสตร์สามารถระดมเงินทุนในการโคลนนิงช้างแมมมอธได้สูงถึง 450 ล้านบาท ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน เราอาจได้เห็นช้างขนยาวเหล่านี้กลับมาเดินบนโลกในอีก 6 ปีข้างหน้านี้ (ปี 2027)

(ภาพซ้าย) แมมมอธขนยาว, (ภาพขวา) ช้างสายพันธุ์เอเชีย

โดยข้อเสนอของโครงการนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการ “หยุดการสูญพันธุ์” หรือ “การสร้างใหม่” ซึ่งทีมงานวางแผนที่จะใช้เทคโนโลยีการแก้ไขยีน CRISPR เพื่อสร้างแมมมอธลูกผสม ระหว่างแมมมอธขนยาว (Woolly Mammoth) กับช้างสายพันธุ์ใกล้ชิดที่สุดนั่นคือ ช้างเอเชีย ซึ่งมีแนวโน้มที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากในปัจจุบัน โดยนักวิทยาศาสตร์ได้รวบรวมดีเอ็นเอ กระดูก และส่วนต่าง ๆ ของแมมมอธขนยาวซึ่งอยู่ในสภาพดี หลังถูกพบใต้ชั้นดินเยือกแข็ง (permafrost)

แล้วพวกเขาสร้างแมมมอธลูกผสมนี้ยังไง ? ตอบ : นักวิทยาศาสตร์ได้สร้างตัวอ่อนที่มีดีเอ็นเอของแมมมอธขนยาวในห้องปฏิบัติการ จากนั้นจึงนำเซลล์ผิวหนังของช้างเอเชียมาตัดแต่งพันธุกรรมให้เป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งมีการแทรกลำดับดีเอ็นเอที่มียีนเฉพาะของแมมมอธเข้าไปด้วย โดยจะทำให้ได้ลูกช้างที่มีขนดก มีชั้นไขมันหนา 10 ซม. และมีใบหูเล็กลง รวม ๆ กันแล้วเพื่อทำให้มันสามารถอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมที่เย็นจัด ของเขตทุนดรา (Tundra) หรือบริเวณที่เป็นทุ่งหิมะแถบขั้วโลกเหนือนั่นเอง

ซากของแมมมอธขนยาวที่พบบริเวณใต้ชั้นดินเยือกแข็ง (permafrost)

เมื่อได้เซลล์ที่ต้องการแล้ว นักวิทยาศาสตร์จะย้ายนิวเลียสไปไว้ในเซลล์ไข่ กระทั่งเมื่อเซลล์เริ่มแบ่งตัวเป็นตัวอ่อน พวกเขาจึงนำมันไปฝังในมดลูกของช้างเอเชีย แต่ก็เผชิญข้อจำกัดบางอย่างเนื่องจากช้างเอเชียมีระยะในการตั้งครรภ์ถึง 22 เดือนก่อนจะคลอด ซึ่งนานเกินไป ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงได้พิจารณาการฝังตัวอ่อนไว้ในครรภ์เทียม

จอร์จ เชิร์ช ผู้บุกเบิกโครงการนี้กล่าวว่า “เราต้องการสร้างช้างที่สามารถทนต่อความหนาวเย็น แต่มันจะมีลักษณะและพฤติกรรมเหมือนแมมมอธ เพราะเราต้องการสร้างช้างที่มีพฤติกรรมเหมือนกับแมมมอธ ซึ่งนั่นก็คือช้างที่อาศัยอยู่ในอุณหภูมิ -40C ได้แบบชิล ๆ และทำทุกสิ่งที่ช้างและแมมมอธทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการล้มต้นไม้”

2 ผู้ร่วมก่อตั้ง บ.Colossal และผู้บุกเบิกโครงการดังกล่าว (ซ้าย) เบน แลมม์ และ (ขวา) จอร์จ เชิร์ช

ทั้งนี้ นอกจากความพยายามที่จะช่วยอนุรักษ์ช้างเอเชียโดยการตัดแต่งพันธุกรรมให้ช้างลูกผสมที่จะเกิดใหม่สามารถเจริญเติบโตในแถบอาร์กติก นักวิทยาศาสตร์ยังมองว่าโครงการนี้อาจสร้างประโยชน์ต่อการรักษาระบบนิเวศ เพราะช้างที่เกิดใหม่จะมีบทบาทในการปรับปรุงพื้นที่เสื่อมโทรมของเขตทุนดรา เช่น การโค่นต้นไม้เล็ก ๆ และช่วยให้หญ้าที่สามารถสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ดีสามารถเติบโตขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะทำให้พื้นที่ดังกล่าวเย็นลงได้นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวก็ถูกแย้งจากผู้เชี่ยวชาญว่า ไม่จำเป็นและไม่คุ้มค่า โดยเจเรมี ออสติน นักชีววิทยาด้านวิวัฒนาการกล่าวว่า “เป็นการเสียเงินที่ไร้สาระมากที่พยายามจะสร้างจีโนมของสัตว์หรือพืชที่สูญพันธุ์ไปแล้วขึ้นใหม่ เพื่อให้พวกมันกลับมามีชีวิตอีกครั้งในขณะที่ยังมีสายพันธุ์อื่น ๆ สูญพันธุ์หรือกำลังจะสูญพันธุ์ในทุกวัน ๆ ดังนั้น เราควรใช้จำนวนเงินและทรัพยากรเหล่านั้นเพื่อช่วยสัตว์อีกหลายร้อยชนิดที่ใกล้จะสูญพันธุ์มากกว่า”

เพิ่มเพื่อน