รอบโลก
วันพุธ, มกราคม 27, 2021

รอบโลก

รู้จัก “ตัวควอล” (Quolls) ลูกรักออสเตรเลีย ที่เกือบสูญพันธุ์-เพราะประเทศนำเข้าคางคกพิษ

นี่คือ “ควอลตะวันออก” (Eastern Quolls) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดพอ ๆ กับแมว มีหน้าตาสุดแบ๋วและลายจุดสีขาวบนตัวที่เป็นเอกลักษณ์ มีถิ่นกำเนิดที่ออสเตรเลีย ในอดีตพบได้มากตามชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย แต่ทว่ากว่า 50 ปีที่ผ่านมาไม่เคยมีรายงานการค้นพบมันเลยแม้แต่ตัวเดียว จนถูกระบุให้พวกมันเป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วจากแผ่นดินใหญ่ แต่ทว่าในปี 2016 นักวิจัยพบพวกมันอีกครั้งบนเกาะแทสมาเนีย ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของออสเตรเลีย จนกระทั่งในปี 2018 พวกเขาได้ตัดสินใจนำเหล่าควอลจากเกาะจำนวน 20 ตัว กลับคืนสู่แผ่นดินใหญ่ ณ อุทยานแห่งชาติ Booderee อีกครั้ง เพื่อฟื้นฟูให้เกิดความหลากลายทางธรรมชาติ ซึ่งการย้ายที่อยู่ของสัตว์แบบนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะมีความเป็นไปได้ที่เหล่าตัวควอลทั้งหมดจะปรับตัวเข้ากับถิ่นที่อยู่ใหม่ไม่ได้ ไม่คุ้นชิน และอาจเอาตัวไม่รอด นิค เด็กซ์เตอร์ ผู้จัดการทรัพยากรธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติ...

รู้จักเหล่า “ไซกา” (Saiga) หนึ่งในสิ่งมีชีวิต ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากที่สุดในโลก

รู้จักกับ “ไซกา” (Saiga Antelope) ชื่อวิทยาศาสตร์ Saiga tatarica เป็นสัตว์กินพืชหน้าตาประหลาดที่มีลักษณะโดดเด่น คือจมูกขนาดใหญ่คล้ายงวงช้างย่อส่วนและเขายาวสวยงาม พวกมันเป็นหนึ่งในสายพันธุ์สัตว์ที่รอดตายจากยุคน้ำแข็ง แต่ทว่ากำลังเผชิญกับความเสี่ยงสูญพันธุ์ในยุคนี้ ก่อนอื่นมารู้จักข้อมูลพื้นฐานของเหล่าไซกากันสักนิด - พวกมันมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เอเชียกลาง พบได้ใน คาซัคสถาน, มองโกเลีย, รัสเซีย, เติร์กเมนิสถาน และอุซเบกิสถาน มักอาศัยอยุ่ในทุ่งหญ้าเปิดโล่ง และทะเลทรายกึ่งแห้งแล้ง มีความสูงประมาณ 60-80 เซนติเมตร (ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย) เขายาว 20–25 เซนติเมตร อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง  ในแต่ละปีพวกมันจะเดินทางไกลมากถึง 1,000 กิโลเมตร เพราะไซกาเป็นสัตว์อพยพถิ่นฐาน โดยจะเดินทางขึ้นเหนือ-ลงใต้เพื่อหาแหล่งอาหารและแหล่งผสมพันธุ์  ซึ่งฤดูผสมพันธุ์สำหรับพวกมันเปรียบเสมือนเทศกาลนองเลือด...

Tesla สร้างแผงโซลาร์เซลล์ ที่เปลี่ยนน้ำเค็มเป็นน้ำดื่มได้จริง (เจ้าแรก) ให้ชาวเคนย่า 35,000 คน

ในปี 2020 บริษัท Tesla ประสบความสำเร็จในการนำแบตเตอรี่ Powerwall ผสานเข้ากับแผงโซลาร์เซลล์ สามารถเปลี่ยนน้ำเค็มเป็นน้ำดื่มจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้สำเร็จเป็นเจ้าแรก ภายใต้โครงการ GivePower เป็นโครงการขององค์กรไม่แสวงผลกำไร "SolarCity" (ถูก Tesla ซื้อในปี 2016) ซึ่งมอบให้กับเมืองคีอังก้า (Kiunga) ที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่ง ประเทศเคนย่า ซึ่งในอดีตก่อนที่โครงการ GivePower จะเข้ามาที่เมืองแห่งนี้ สถานการณ์ในคีอังก้าค่อนข้างเลวร้ายมาก เนื่องจากผู้คนต้องเผชิญกับภัยแล้งในปี 2014 ทำให้ทั้งเมืองต้องดื่มน้ำจากบ่อน้ำเค็ม ซึ่งเสี่ยงต่อโรคไตวาย ไม่เพียงเท่านั้น เด็ก ๆ ต้องสวมเสื้อผ้าที่ซักจากน้ำเกลือที่อาจทำให้เกิดแผลตามผิวหนังใต้ร่มผ้าได้ โดยทางออกของเรื่องนี้คือการเปลี่ยนน้ำทะเลเป็นน้ำจืดให้ได้นั่นเอง ที่ผ่านมานักวิจัยทั่วโลกพยายามคิดค้นวิธีเปลี่ยนน้ำเค็มเป็นน้ำจืดมาแล้วมากมาย ซึ่งสามารถทำได้แล้วก็จริง แต่มันต้องใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายมหาศาล...

นี่คือ “Olympus Mons” หุบเขาที่สูงที่สุดในระบบสุริยะ (สูงกว่าเอเวอเรสต์ 3 เท่า)

“โอลิมปัสมอนส์” (Olympus Mons) คือภูเขาที่สูงที่สุดในระบบสุริยะ ด้วยความสูง 25 กิโลเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางที่มากถึง 624 กิโลเมตร ซึ่งมันสูงกว่าภูเขาเอเวอเรสต์ถึง 3 เท่า แถมยังมีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับรัฐแอริโซนาของอเมริกาหรือหากนำไปวางในยุโรป มันจะสามารถครอบฝรั่งเศสได้ทั้งประเทศเลยทีเดียว โดยโอลิมปัสมอนส์ ตั้งอยู่ในภูมิภาคธาร์ซิส มอนเตส (Tharsis Montes) ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรของดาวอังคาร เป็นภูเขาไฟรูปโล่ (Shield Volcano) ที่มีความลาดชันต่ำเพียง 6-12 องศาเท่านั้น ซึ่งภูเขาไฟประเภทนี้จะสะสมลาวามหาศาลอยู่ภายใน ก่อตัวขึ้นเมื่อประมาณ 3,500 ล้านปีก่อน ซึ่งแม้จะมีอายุมากขนาดนี้ แต่นักดาราศาสตร์วิเคราะห์ภาพถ่ายความละเอียดสูงของโอลิมปัสมอนส์ พบว่ามีคลื่นของลาวาบางคลื่นที่มีอายุ 115...

รู้จักเหล่า “Garden eels” (ฝูงปลาไหล) ที่ชอบอยู่รวมกันเป็นแก๊ง (แต่ละตัวยาว 1.2 เมตรเลยล่ะ)

ลึกลงไป 40 เมตร ใต้มหาสมุทรอินโด-แปซิฟิกและน่านน้ำเขตร้อนในมหาสมุทรแอตแลนติก คือที่อยู่อาศัยของฝูง “ปลาไหลสวน” (Garden Eels) ชื่อวิทยาศาสตร์ Heterocongrinae ที่มาของชื่อมาจากการที่พวกมันชอบอยู่รวมตัวกันมากนับร้อยไปจนถึงหลายพันตัว และปักตัวลงบนพื้นทรายจนดูเหมือนสวนพืชใต้ทะเลยังไงยังงั้น พวกมันเป็นปลาไหลที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับปลาไหลชนิดอื่น ด้วยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำตัวคือ 1.27 เซนติเมตรเท่านั้น ซึ่งขนาดตัวที่หายไปมันถูกแทนที่ด้วยกล้ามเนื้อที่แข็งแรง โดยพวกมันจะใช้หางขุดพื้นทรายและทำการฝัง 3 ใน 4 ของร่างกายลงไปใต้ทราย จากนั้นจะทำการปล่อยเมือกเหนียวหนึบทำหน้าที่คล้ายปูนซีเมนต์ ยึดร่างไว้กับพื้นทราย ซึ่งเมือกของมันมีความเหนียวมากพอจะต้านทานกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวใต้ห้องมหาสมุทรได้แบบสบาย ๆ เลยล่ะ แล้วแบบนี้มันจะไม่ถูกล่าเอาง่าย ๆ เหรอ ? ตอบ : ถึงเมือกจะมีความเหนียวมาก แต่กล้ามเนื้อของมันก็แข็งแรงมากพอ ที่จะทะลายความเหนียวของเมือกตัวเองได้ทันทีเมื่อมีศัตรูเข้าใกล้...

นี่คือ “นกที่ดำที่สุดในโลก” ด้วยขนดำระดับ “Vantablack” สามารถดูดซับแสงได้มากถึง 99.9 %

รู้จักกับ “นกปักษาสวรรค์” (Vogelkop Superb Bird of Paradise) ชื่อวิทยาศาสตร์ Lophorina Superba อาศัยอยู่ที่เกาะนิวกินี ประเทศอินโดนีเซีย ความน่าสนใจของนกชนิดนี้ คือสีขนที่ดำสนิทในระดับ “แวนต้าแบล็ค” (Vantablack-สีดำที่ดำสุดในโลก) สามารถดูดซับแสงได้มากถึง 99.95 เปอร์เซนต์ จนได้รับฉายาว่า “นกที่ดำที่สุดในโลก” โดยนักวิจัยได้เก็บตัวอย่างขนของนกชนิดนี้นำไปวิเคราะห์และเปรียบเทียบกับขนนกชนิดอื่นด้วยกล้องจุลทรรศน์ พบว่า ขนของพวกมันมีโครงสร้างที่แตกต่างจากขนนกทั่วไป คือขนแต่ละเส้นจะมีขนเล็ก ๆ อีกจำนวนมากที่แตกย่อยออกมา (รูปที่ 2) ด้วยความละเอียดและแน่นหนานี้ ทำให้แสงที่ตกกระทบลงบนขนไม่สามารถสะท้อนออกไปได้นั่นเอง ซึ่งจะมีแต่ตัวผู้เท่านั้นที่มีขนสีดำสนิทเช่นนี้ (ตัวมีจะมีขนสีน้ำตาลทั่วไป) นอกจากสีขนแล้วมันยังมีสกิลการจีบสาวสุดเท่ด้วยการ “เต้นโชว์” เพื่อให้ตัวเมียถูกใจและยอมผสมพันธุ์ด้วย โดยพวกมันจะส่งเสียงเรียกตัวเมียที่อยู่ใกล้...

ประติมากรรม “เวล-ไครสท์” (Veiled Christ) เชื่อหรือไม่ – ความพริ้วนี้ถูกสร้างจากการแกะหินทั้งก้อน

นี่คืองานประติมากรรมชื่อ “Veiled Christ” (เวล-ไครสท์) หนึ่งในบรรดาสมบัติล้ำค่าของเนเปิลส์ เป็นงานประติมากรรมรูปพระเยซูสิ้นพระชนม์ หลังถูกตรึงกางเขน และถูกห่อไว้ด้วยผ้าคลุมใสที่เผยให้เห็นถึงใบหน้า ปาก เล็บ รวมถึงรูมือและเท้าที่ถูกตระปูตอก ซึ่งจุดเด่นก็คือความพริ้วของผ้าคลุมพระศพที่ดูบางเบาราวกับเป็นผ้าจริง ๆ แต่ทว่ามันถูกแกะสลักขึ้นจากหินก้อนเดียวทั้งก้อน โดยถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1753 โดยช่างฝีมือแห่งอิตาลี ชื่อ จูเซปเป ซานมาติโน (Giuseppe Sanmartino) ซึ่งเป็นความต้องการของเจ้าชาย ไรมอนโด ดิ ซังโก อดีตขุนนางแห่งเนเปิลส์ เนื่องจากเขาต้องการสร้างผลงานชิ้นเอกไว้ประดับที่โบสถ์ Sansevero Chapel เดิมทีเจ้าชายมอบหมายให้ อันโตนิโอ คอร์ราดินี ประติมากรที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในอิตาลีเป็นผู้สร้าง แต่ทว่าเขากลับเสียชีวิตกลางคัน ดังนั้นเจ้าชายเลยมอบหมายให้จูเซปเปมารับช่วงต่อและได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของผลงานชิ้นนี้ไป ทั้งนี้ ด้วยความพริ้วไหวจนดูเหลือเชื่อ...

“ไดโนซูคัส” (Dinosuchus) จระเข้ดึกดำบรรพ์ ขนาดเท่ารถบัส… ที่กินไดโนเสาร์เป็นอาหาร

เมื่อประมาณ 75 ล้านปีก่อน “ไดโนซูคัส” (Dinosuchus) คือสัตว์กินเนื้อที่น่าเกรงขามที่สุดในหนองน้ำ ชายฝั่งของทวีปอเมริกาเหนือ มีขนาดยาวกว่า 12 เมตร หนักราว 7,000 กิโลกรัม (ใหญ่กว่าจระเข้ปัจจุบัน 10 เท่า) ด้วยขนาดมหึมานี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันเป็นนักล่าที่ใหญ่ที่สุดในแหล่งน้ำจืด ณ เวลานั้น ซึ่งอาหารของพวกมัน คือเหล่าไดโนเสาร์ที่อาศัยอยู่ใกล้หนองน้ำหรือไดเสาร์ทุกตัวที่มากินน้ำ ซึ่งเจ้าไดโนซูคัสสามารถจัดการกับไดโนเสาร์ได้ทุกชนิด หลายครั้งนักวิจัยพบรอยเขี้ยวของพวกมันฝังอยู่บนร่างของไดโนเสาร์หลายชนิดไม่ว่าจะไดโนเสาร์กินพืชหรือกินเนื้อก็เสร็จมันทุกราย โดยไดโนซูคัสนั้นถูกพบครั้งแรกในรัฐมอนทานา ประเทศอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.1909 โดยวิลเลียม เจคอบ ฮอลแลนด์ ซึ่งเดิมทีนักวิจัยเข้าใจว่า ไดโนซูคัสมีเพียงชนิดเดียวและสายพันธุ์เดียวในโลก แต่จากการศึกษาล่าสุดในปี 2018 ที่ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร...

พบกับ “มดทหาร” (ขนาดใหญ่กว่ามดทั่วไป 10 เท่า) แถมยังกินได้ทุกสิ่งที่ขวางหน้า

พบกับ “มดทหาร” (Army Ants) ชื่อวิทยาศาสตร์ Eciton burchellii มีขนาดตัวใหญ่กว่ามดงานทั่วไป 10 เท่า (ขนาด 9-20 มิลลิเมตร) พบได้ในป่าฝนเขตร้อน ในทวีปอเมริกากลาง ลักษณะที่โดดเด่นที่สุดคงจะเป็นขากรรไกรล่างที่ยาวและแหลมคมดูน่ากลัว ซึ่งบอกได้เลยว่าพวกมันน่ากลัวจริง ๆ เหมือนที่ทุกคนคิดนั่นแหละ มันน่ากลัวยังไงนะเหรอ ? ตอบ : รังของมันจะประกอบไปด้วย 3 ชนชั้น คือ มดราชินี มดทหาร และมดงาน ใน 1 รังจะประกอบไปด้วยฝูงมดราว 500,000 ตัว...

“จิ้งเหลนขาจิ๋ว” กับสกิลสืบพันธุ์สุดเจ๋ง ! เลือกได้ว่าจะออกลูกเป็นไข่หรือเป็นตัว

รู้จักกับ “จิ้งเหลนขาจิ๋ว” หรือ “จิ้งเหลนสามนิ้ว” (Three-Toed Skinks) ชื่อวิทยาศาสตร์ Saiphos Equalis สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่หน้าตาคล้ายลูกผสมระหว่างงูกับสลาแมนเดอร์ มีถิ่นกำเนิดและอาศัยอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย สามารถยาวได้สูงสุดถึง 43 เซนติเมตร ทำให้บางครั้งถูกเข้าใจผิดและโดนทำร้ายเพราะคิดว่าเป็นงู ถึงแม้หน้าตาจะคล้ายงู แต่มันเป็นสัตว์ไม่มีพิษ ไม่ทำอันตรายมนุษย์แถมค่อนข้างเชื่อง ทำให้ผู้ที่ชื่นชอบสัตว์แปลกนิยมนำมันมาเลี้ยง ซึ่งนอกจากหน้าตา-การเคลื่อนที่ยังเหมือนงูอีกด้วย โดยปกติมันจะเคลื่อนที่ค่อนข้างช้าเนื่องจากขาที่เล็กจิ๋วทั้ง 4 ไม่ได้เอื้อให้มันเคลื่อนได้คล่องแคล่วมากนัก แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกคุกคามมันจะสามารถเคลื่อนที่ให้ไวขึ้นได้ด้วยการหุบขาทั้ง 4 แนบลำตัว จากนั้นใช้หน้าท้องนาบไปกับพื้นและเลื้อยเหมือนงู นอกจากนี้ ความน่าสนใจอีกอย่างของจิ้งเหลนขาจิ๋วคือ ความสามารถในการสืบพันธุ์ที่สามารถเลือกได้ว่า “จะออกลูกเป็นไข่หรือออกลูกเป็นตัว” ก็ได้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ซึ่งการสืบพันธุ์แบบนี้เรียกว่า "Biomodal" นักวิจัยคาดว่าสาเหตุที่มีการสืบพันธุ์แบบนี้เป็นเพราะพวกมันกระจายตัวอยู่มากทั่วออสเตรเลีย และแต่ละพื้นที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมไม่เหมือนกัน...