รอบโลก
วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 22, 2020

รอบโลก

พบ “ซากเห็ดดึกดำบรรพ์” อายุกว่า 800 ล้านปี ที่เป็นจุดเริ่มต้นวิวัฒนาการของสัตว์บก

พบ "ซากเห็ดดึกดำบรรพ์" (Mycelium) ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก อายุกว่า 800 ล้านปี มีขนาดเล็กจิ๋วที่ติดอยู่บนก้อนหินโบราณจากประเทศคองโก ที่ถูกเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์แอฟริกา ประเทศเบลเยียม นี่อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยไขปริศนาที่นักวิจัยต่างสงสัยมานาน ว่าเห็ดนั้นวิวัฒนาการขึ้นบนโลกมานานแค่ไหนกันแล้ว ซึ่งการค้นพบฟอสซิลของเห็ดโบราณนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก เนื่องจากเห็ดนั้นมีโครงสร้างทางธรรมชาติที่บอบบางมากสามารถถูกย่อยสลายได้ง่าย ต่างจากเปลือกไม้หรือกระดูกของสัตว์ที่สามารถคงสภาพได้นานหลายล้านปี โดยการค้นพบนี้ถูกตีพิมพ์ลงในวารสารวิทยาศาสตร์ Science Advances โดย สตีฟ บอนเนวิลล์ นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยบรัสเซลส์ ได้ทำการการส่องกล้องจุลทรรศน์ พร้อมทั้งใช้อุปกรณ์สแกนที่ทันสมัย ช่วยให้สามารถระบุองค์ประกอบของโมเลกุลได้ พบว่าพวกมันมีโครงสร้างที่ซับซ้อน เป็นยูคาริโอต (เซลล์สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกับสัตว์บนโลก) สตีฟ กล่าวว่า “เห็ดชนิดนี้อาจเป็นพืชชนิดแรก ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลก นี่เป็นการค้นพบครั้งสำคัญ และงานต่อไปที่เราต้องทำคือศึกษาลำดับเวลาของวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลกใหม่อีกครั้ง” นักวิจัยตั้งข้อสันนิษฐานว่า เห็ดชนิดนี้อาจมีส่วนสำคัญในการเป็น "จุดเริ่มต้นของอาณาจักรสัตว์บก"...

เหตุผลที่เลือดเนื้อเชื้อไขตระกูล “ฮิตเลอร์” สิ้นสุดลง แม้เขาจะมีเหลน 5 คนไว้สืบสกุลก็ตาม

ในหนังสือประวัติศาสตร์หลายเล่มระบุไว้ว่า “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” (Adolf Hitler) ผู้นำพรรคนาซี ไร้ซึ่งบุตรแม้แต่คนเดียว ทำให้หลายคนเชื่อว่า สายเลือดของผู้นำคนนี้ได้สิ้นสุดไปพร้อมกับการตายของเขาแล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นานนักประวัติศาสตร์กลับพบความจริงว่า แม้ฮิตเลอร์จะไม่มีสายเลือดโดยตรง แต่ยังมีเหล่าญาติที่เป็นชาย 5 คน สืบเชื้อสายของฮิตเลอร์อย่างลับ ๆ มาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งจุดเริ่มต้นในการค้นหาสายเลือดของตระกูลฮิตเลอร์นั้น เริ่มมาจากหนังสือชื่อ “ไมน์คัมพฟ์” (Mein Kampf) เขียนโดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งถูกตีพิมพ์และทำกำไรได้เงินเป็นจำนวนมหาศาล แต่ประเด็นก็คือใครจะเป็นคนรับผลประโยชน์เหล่านั้น ? จากคำถามดังกล่าวจึงทำให้นักวิชาการหลายท่านเริ่มขุดค้นหาบุคคลอื่นที่อยู่ในตระกูลฮิตเลอร์ จนทำให้ได้พบกับบุคคลเหล่านี้ ปีเตอร์ ราอูบัล (Peter Raubal) , ไฮเนอร์ โฮเฮกเกอร์...

พบกับ “ชาวบาเจา” ชนเผ่าที่ใช้ชีวิตในทะเลร่วมพันปี จนร่างกายวิวัฒนาการเหนือมนุษย์

นี่คือชนเผ่า "บาเจา" (Bajau) ที่มีฉายา "ผู้เร่ร่อนแห่งท้องทะเล" (Sea Nomads) โดยพวกเขาอาศัยอยู่กลางทะเลมานานนับ 1,000 ปี จนร่างกายเกิดวิวัฒนาการทำให้สามารถดำน้ำได้นานกว่ามนุษย์ทั่วไปถึง 3 เท่า ซึ่งนี่เป็นความสามารถพิเศษที่ถูกจำกัดและเกิดขึ้นเฉพาะกับคนในชนเผ่านี้เท่านั้น จากสารคดี Human Planet ของ BBC ได้ถ่ายทอดชีวิตของชาวบาเจาคนหนึ่งชื่อว่า เซาบิน (Sulbin) เขาสามารถดำน้ำได้นาน 3 นาที ต่อหนึ่งลมหายใจขณะเคลื่อนไหว แต่คนที่อึดที่สุดสามารถกลั้นหายใจได้นานถึง 5 นาที (ปกติมนุษย์ทั่วไปสามารถดำน้ำได้นานเฉลี่ยเพียง 30-40 วินาทีเท่านั้น) พวกเขาอาศัยอยู่บนบ้านกลางทะเลในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเดินทางย้ายที่อยู่ไปเรื่อย ๆ จะขึ้นฝั่งก็ต่อเมื่อต้องขายปลา...

รู้จักกับ “เบลเยียม-บลู” (Belgian Blue) วัวกลายพันธุ์กล้ามโต ที่แม้จะโคตรเท่แต่ชีวิตนั้นโคตรเศร้า

เมื่อช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศเบลเยี่ยมขาดแคลนเนื้อวัวอย่างหนักเนื่องจากวัวท้องถิ่นส่วนใหญ่จะเป็นวัวนม จึงมีเนื้อที่ไม่เพียงพอ ทำให้ต้องทำการปรับปรุงสายพันธุ์วัวนมเหล่านั้นให้กลายเป็นวัวเนื้อ โดย ศาสตราจารย์ แฮนเซ็ต ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์ ได้ทำการทดลองนำวัวนมท้องถิ่นไปผสมพันธุ์กับวัวกระทิงพันธุ์ชอตฮอร์น (Shorthorn Bulls) เพื่อหวังให้พวกมันมีเนื้อเยอะขึ้น และผลที่ได้นั้นดีเกินคาด เพราะลูกวัวที่ออกมาเกิดกลายพันธุ์มีมวลกล้ามเนื้อปูดโปนผิดปกติ จนเกิดเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่มีชื่อว่า "เบลเยียม-บลู" (Belgian Blue Cattle) ซึ่งการกลายพันธุ์นี้เป็นการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติเกิดจากภาวะ “กล้ามเนื้อคูณสอง” (Double-Muscle หรือศัพท์ทางการแพทย์จะเรียกว่า Hypertrophy) คือภาวะจำนวนเส้นใยกล้ามเนื้อเพิ่มมากผิดปกติ เนื่องจากขาดโปรตีนไมโอ-สแตติน (Myostatin) ที่ทำหน้าที่ควบคุมการเพิ่มจำนวนของมวลกล้ามเนื้อ เพราะปกติแล้ววัวที่มีภาวะนี้จะมีขนาดตัวที่ใหญ่โตตามจำนวนกล้ามเนื้อที่มากขึ้น แต่สำหรับสายพันธุ์เบลเยียม-บลูกลับมีขนาดตัวเท่าเดิม ซึ่งสวนทางกลับกล้ามเนื้อที่มากขึ้นนั่นเอง (จึงทำให้มันดูไม่สมส่วนอย่างที่เห็นในรูปด้านบนครับ โดยความผิดปกตินี้สามารถถ่ายทอดได้ผ่านพันธุกรรม) และแม้สำหรับบางคนอาจจะดูเท่ แต่สำหรับพวกมันแล้ว...

รวมสุดยอดวีรกรรมของ “เจ้าชาย” แห่งเอสติวานีที่ 3 (ซื้อรถ เปย์สาว รีดภาษี ห้ามตรวจสอบ)

"ประเทศเอสวาตินี" หรือชื่อเดิมคือ "สวาซิแลนด์" คือ หนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในทวีปแอฟริกา ประชากรกว่า 60% มีคุณภาพชีวิตต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ในขณะที่ประชาชนมีชีวิตแสนยากลำบาก ในทางกลับกันกษัตริย์ของพวกเขา “เอ็มสวาติที่ 3” (King Mswati III) กลับมีเงินมหาศาลและใช้จ่ายอย่างบ้าคลั่ง (ซื้อรถ เปย์สาว) มารู้จักประวัติโดยย่อของกษัตริย์ผู้นี้กันสักนิด “เอ็มสวาติ” เกิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน ปี 1968 เขาคือ 1 ในลูกชายของอดีตกษัตริย์ “ซบฮูซาที่ 2” (Sobhuza II) และได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์เต็มตัว ในปี 1986...

ขุดพบ “แผ่นวีซ่าทองคำ” ที่ระบุทางลัดและวิธีไปสู่ “นรก-สวรรค์” ตามความเชื่อของกรีกโบราณ

มีใครรู้บ้างว่าหากเสียชีวิตเราจะเดินทางไปสวรรค์ได้อย่างไง ? ชาวกรีกโบราณให้คำตอบเรื่องนี้ไว้ผ่านแผ่นทองคำ ชื่อ “Lamella Orphica” ที่สลักบอกถึงเส้นทางและวิธีไปสู่โลกหลังความตายเพื่อทุกวิญญาณเดินทางเข้าสู่ดินแดนยมโลกได้อย่างง่ายดายนั่นเอง (เปรียบเสมือน “วีซ่าสำหรับเดินทาง” ยังไงยังงั้น) โดยแผ่นวีซ่าทองคำนี้ถูกพบครั้งแรกเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 ในสุสานของชาวกรีกโบราณที่กระจายอยู่ตามแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตั้งแต่เกาะครีตทางตอนใต้ของประเทศกรีซ ไปจนถึงเมืองแมกนากราเซียที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี ซึ่งพบทั้งหมดกว่า 40 แผ่น โดยแต่ละแผ่นมีอายุราว 400-300 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งตามความเชื่อของชาวกรีกโบราณ การตายไม่ใช่จุดจบแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันยาวนาน โดยมนุษย์ทุกคนที่เสียชีวิตจะต้องมุ่งหน้าสู่ยมโลก (Underworld) และสำหรับชาวกรีกนั้น นรก-สวรรค์ต่างอยู่ในยมโลกที่เดียวกัน แต่จะแบ่งออกเป็นขุมต่าง ๆ มีทั้งดีและไม่ดี ผู้ที่ตายจะไม่มีสิทธิ์เลือกขุมขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของตนเองขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยสวรรค์จะถูกจัดอยู่ในขุมที่มีชื่อเรียกว่า ดินแดนเอลิเซียม (Elysium) ถือเป็นขุมดีที่ชาวกรีกหวังจะไปใช้ชีวิตในโลกหลังความตาย นักโบราณคดีพบว่าวีซ่าทองคำเหล่านี้จะถูกฝังไปพร้อมกับผู้ตาย พร้อมทั้งสลักชื่อและคำอธิบายเส้นทางรวมถึงการปฏิบัติตัวเพื่อที่จะไปสู่เอลิเซียม อีกแง่หนึ่ง...

ปริศนา “วงแหวนนางฟ้า” (Fairy Rings) แห่งทะเลทรายสุดแห้งแล้ง-นามิบ (ที่อยู่ติดกับทะเล)

สุดขอบชายฝั่งประเทศนามิเบียคือที่ตั้งของ “ทะเลทรายนามิบ” (Namib Desert) ทะเลทรายที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีอายุประมาณ 55 ล้านปี โดยคำว่านามิบในภาษานามะ (Nama-ภาษาถิ่นของชาวนามิเบีย) แปลตรงตัวว่า “พื้นที่ว่างเปล่า” แต่ในความว่างเปล่านั้นกลับมีปริศนาลึกลับที่ชื่อว่า “วงแหวนนางฟ้า” (Fairy Rings) ก่อนจะไปแก้ปริศนามารู้จักกับทะเลทรายนามิบกันก่อน โดยทะเลทรายแห่งนี้มีพื้นที่กว่า 81,000 ตารางกิโลเมตร ทอดตัวยาวตลอดแนวชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก กินพื้นที่กว่า 3 ประเทศ ตั้งแต่ทางตอนใต้ของแองโกลา-ผ่านนามิเบีย-ไปจนถึงทางตอนเหนือของแอฟริกาใต้ ซึ่งชายฝั่งของทะเลทรายนามิบมีชื่อเรียกว่า “หาดโครงกระดูก” (Skeleton Coast-ยาว 2,000 กิโลเมตร) หรืออีกชื่อคือ "ชายหาดมรณะ" เนื่องจากตลอดชายหาดนั้นจะเต็มไปด้วยซากเรืออับปางนับพันลำและโครงกระดูกของวาฬจำนวนมากที่ถูกซัดขึ้นมาเกยฝั่งตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี โดยจะพบซากเหล่านี้นอนเรียงรายกันทุก ๆ...

นี่คือ “แรด+ยีราฟ” สัตว์กินพืชชนิดเดียวของโลก ที่อยู่บน “จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร”

“พาราซีราเทอเรียม” (Paraceratherium) เป็นสัตว์กินพืชที่อยู่ในตระกูลเดียวกันกับแรดในปัจจุบัน (แต่ไม่มีนอ) มีคอยาวไว้กินพืชจากต้นไม้สูง ด้วยลักษณะที่แปลกประหลาดเหมือน แรด + ยีราฟ นักวิจัยจึงตั้งชื่อเล่นให้มันว่า “แรดยีราฟ” (Giraffe Rhinoceros) และด้วยขนาดที่ใหญ่จนไม่มีนักล่าชนิดใดสามารถล่ามันได้ ทำให้เจ้าพาราซีราเทอเรียม เป็นสัตว์กินพืชชนิดเดียวในประวัติศาสตร์โลกที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ฟอสซิลของพวกมันถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 1846 ณ ประเทศปากีสถาน แต่ว่ายังไม่ได้รับความสนใจมากนัก กระทั่งปี 1922 รอย แชปแมน แอนดรูว์ส (Roy Chapman Andrews) นักบรรพชีวินวิทยาและทีมงานจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน ได้ค้นพบฟอสซิลกะโหลกศีรษะในสภาพสมบูรณ์แบบสุด ๆ ที่มีขนาดใหญ่ถึง 1.5 เมตร ณ ทะเลทรายโกบี...

ชายผู้ออกแบบ “โลโก้หน้ายิ้ม” ที่ทำเงินกว่า 4 พันล้านบาท (แต่ไม่ได้สักสลึงในจำนวนนี้เลย)

หลายคนคงคุ้นตากับโลโก้หน้ายิ้มสีเหลืองนี้ที่ปรากฎให้เห็นอยู่ทั่วไปไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด เข็มกลัด หรือที่เห็นบ่อยสุดคงจะเป็นไอคอนแสดงอารมณ์ (Emoji) บนแป้นพิมพ์ในสมาร์ทโฟน แต่รู้หรือไม่ว่าจุดเริ่มต้นจริง ๆ นั้น มาจาก ฮาร์วีย์ รอสส์ บอล (Harvey Ross Ball) นักออกแบบชาวอเมริกันที่ถูกว่าจ้างด้วยเงินเพียง 49 ดอลลาร์ หรือราว ๆ 1,500 บาทเท่านั้น แต่ทว่าโลโก้นี้กลับถูกลอกเลียนแบบจนสามารถทำเงินได้กว่า 4 พันล้านบาทเลยทีเดียว เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1963 ฮาร์วีย์ ได้รับมอบหมายจากบริษัทประกันชีวิตชื่อดังอย่าง The State Mutual Life Assurance ให้ออกแบบโลโก้ที่ช่วยให้กำลังใจแก่พนักงานในบริษัท...

พบเมืองในตำนาน “เฮลาคีออน” ที่เคยเชื่อกันว่าไม่มีอยู่จริง-จมอยู่ใต้ทะเลมานานกว่า 1,200 ปี

"เมืองเฮลาคีออน" (Heracleion) เมืองท่าในตำนานของชาวอียิปต์โบราณ ที่เคยรุ่งเรืองอย่างมากเมื่อ 800 ปีก่อนคริสตกาล จากบันทึกของสตราโบ (Strabo) นักภูมิศาสตร์ชาวกรีก เล่าถึงที่ตั้งของเมืองว่า อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองอเล็กซานเดรีย (Alexandria) เมืองหลวงของอียิปต์โบราณยุคกรีก-โรมัน แต่เมื่อนักโบราณคดีในยุคนั้นเดินทางไปสำรวจกลับพบว่า บริเวณดังกล่าวเป็นผืนน้ำมหาสมุทรว่างเปล่า ทำให้พวกเขาพากันเชื่อว่า "เมืองแห่งนี้ไม่มีอยู่จริง" จนกระทั่งในปี 2000 นักโบราณคดีใต้น้ำชาวฝรั่งเศส แฟรงค์ กอดดิโอ (Franck Goddio) ร่วมกับทีมนักวิจัยธรณีวิทยาใต้น้ำ (IEASM) ได้ออกสำรวจใต้น้ำในบริเวณดังกล่าวอีกครั้ง และก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า เมืองเฮลาคีออน ไม่ใช่เป็นเพียงตำนานเรื่องเล่า "แต่มันมีอยู่จริง" ซึ่งจมอยู่ใต้ทะเล (ลึกลงไป 10 เมตร) มานานกว่า...