เหตุใด “ค้างคาว” จึงเป็นนักแพร่เชื้อมืออาชีพ ? ปล่อยโรคมรณะมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

จากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ “2019-nCoV” (ไวรัสอู่ฮั่น) ที่กำลังสั่นคลอนทุกประเทศทั่วโลกอยู่ขณะนี้ ทำให้องค์การอนามัยโลกตัดสินใจประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาด เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่ โรคซาร์ส (SARS) และเมอร์ส (MERS) ระบาดหนัก แต่คุณรู้หรือไหมว่า ? พาหะของไวรัสมรณะเหล่านี้ ล้วนมีที่มาจาก “ค้างคาว” เป็นสาเหตุหลัก

wuhan virus
ชาวจีนต่างสวมหน้ากากอนามัย ป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสอู่ฮั่น

ใช่แล้วครับ…ทุกคนได้ยินไม่ผิด ไม่เพียงเฉพาะไวรัสอู่ฮั่นแต่โรคระบาดร้ายแรงรวมถึงซาร์สและเมอร์ส ก็มีค้างคาวเป็นพาหะเช่นเดียวกัน ซึ่งจริง ๆ แล้ว ค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมเช่นเดียวกับมนุษย์นี่แหละ แต่ทำไมมันจึงกลายเป็นพาหะนำโรคระดับพระกาฬได้ขนาดนี้ ? แล้วค้างคาวที่มีเชื้อเหล่านี้ ไม่ป่วยตายไปก่อนหรือ ? วันนี้ผมจะพาทุกคนไปหาคำตอบกันครับ

รายละเอียดของเรื่องนี้ผมอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ Healthcare in America ของคุณหมอ Melvin Sanicas ซึ่งได้วิเคราะห์ความเชื่อมโยงของการเป็นพาหะนำโรคของค้างคาวไว้ ดังนี้

ปัจจัยหลักที่ทำให้ค้างคาวเป็นพาหะนำโรคมาสู่มนุษย์ เป็นเพราะการที่เราขยายที่อยู่อาศัยรุกล้ำเขตธรรมชาติของพวกมันมากขึ้น จึงเป็นธรรมดาที่บางครั้งคุณอาจเคยเห็นฝูงค้างคาวบินทั่วท้องฟ้ายามเย็น และด้วยความที่ค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เชื้อโรคใดก็ตามที่มาจากค้างคาวจึงมีโอกาสติดต่อมายังมนุษย์ได้นั่นเองครับ

wuhan virus

ซึ่งจริง ๆ แล้ว ค้างคาวไม่ใช่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียงชนิดเดียวที่นำโรคร้ายแรงมาสู่มนุษย์นะครับ อย่าลืมว่าในสมัยยุคกลาง หนูและสัตว์ฟันแทะ เป็นหนึ่งในพาหะของเชื้อกาฬโรคที่ทำให้ประชากรในยุโรปหายไปกว่าครึ่ง แต่เชื้อกาฬโรคเป็นแบคทีเรีย หากนับเฉพาะพาหะของไวรัส ค้างคาวยังคงครองแชมป์โดยมีอัตราการติดเชื้อมากกว่าสัตว์ฟันแทะถึง 2 เท่าเลยล่ะ !!!

เหตุใดค้างคาวจึงเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสชั้นยอด ?

ทำไมค้างคาวจึงขึ้นเป็นอันดับ 1 ของการเป็นพาหะเชื้อไวรัส คำตอบของคำถามนี้ผมขออ้างอิงงานวิจัยของ Peng Zhou นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนจากสถาบันไวรัสวิทยาแห่งเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน (ชื่อเมืองคุ้น ๆ เนาะ) เขาได้ตีพิมพ์งานวิจัยเผยแพร่ลงในวารสาร Cell Host & Microbe เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของความสามารถในการเป็นพาหะนำโรคอย่างมืออาชีพของค้างคาวไว้ ดังนี้

“แนวคิดที่ง่ายที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อของสิ่งมีชีวิตคือ ‘การวิวัฒนาการ’ โดย Peng Zhou เชื่อว่าร่างกายของค้างคาววิวัฒนาการจนอดทนต่อการติดเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการป้องกันที่มีชื่อว่า STING-interferon pathway ทั้งนี้ การวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นไม่ได้เพิ่มการตอบสนองของ STING-interferon pathway นะครับ แต่เป็นการลดการตอบสนองของมันต่างหาก” (อาจจะงงนิดนึงแต่มีอธิบายต่อครับ)

STING-interferon pathway คือกลไกการตอบสนองของร่างกายในการป้องกันการติดเชื้อไวรัส วิธีการทำงานของกลไกนี้คือ การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ฆ่าเซลล์ที่ติดไวรัส ทว่า ผลพลอยได้จากกระบวนการนี้รุนแรงมาก หากมีการตอบสนองของภูมิคุ้มกันมากเกินไป อาจทำให้อวัยวะภายในของค้างคาวเสียหายและทำให้พวกมันตาย ดังนั้น การวิวัฒนาการนี้จึงเป็นการลดการทำงานของ STING-interferon pathway เพื่อให้ค้างคาวมีชีวิตอยู่ได้ถึงแม้จะมีไวรัสเต็มร่างกายแล้วก็ตาม

wuhan virus
การทำงานของ STING-interferon pathway จะพบว่าในค้างคาวมีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สร้างสารอักเสบ (INF-b) น้อยกว่าในมนุษย์

ส่วนเสริมตรงนี้ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้นนะครับ หลายคนน่าจะรู้จักไวรัสตับอักเสบที่เคยระบาดในประเทศไทย ซึ่งจริง ๆ แล้วไวรัสนี้ไม่ได้ทำให้เซลล์ตับในมนุษย์เสียหายโดยตรงนะครับ แต่ที่ตับอักเสบก็เพราะการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกายเราต่างหาก พวกมันหลั่งสารออกมาฆ่าไวรัสและเซลล์ที่ติดไวรัสมากเกินไป จนทำอันตรายต่อเซลล์ปกติด้วย ส่งผลให้ตับเกิดความเสียหายในที่สุด

และอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ไวรัสจากค้างคาวมีความรุนแรงอย่างมาก คือความสามารถในการมีชีวิตรอดจากอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้น ปกติแล้วการเกิดไข้ในร่างกายมนุษย์ (อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น) มีขึ้นเพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมในการดำรงชีวิตของไวรัสหรือแบคทีเรียต่าง ๆ ทว่า เวลาที่ค้างคาวบิน ร่างกายของพวกมันอาจมีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสเสียด้วยซ้ำ ไวรัสที่ทนไม่ได้จะตายไป ส่วนพวกเหลือรอดก็จะกลายเป็นไวรัสสุดโหดอย่างที่เรากำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้

สรุปตรงส่วนนี้คือ ค้างคาวได้วิวัฒนาการตนเอง โดยคำนึงถึงการเอาชีวิตรอดมากที่สุด (ไม่ได้คำนึงถึงการกำจัดไวรัสออกจากร่างกาย) พวกมันปรับเปลี่ยนให้ระบบกำจัดเชื้อไวรัสในร่างกายทำงานได้ลดลง เพื่อปกป้องอวัยวะภายใน ทำให้แม้ว่าพวกมันจะติดไวรัส แต่ก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้ (ซึ่งต้องแลกกับอาการป่วยบ้างแต่มันก็คุ้ม)

 

กรณี “ไวรัสอู่ฮั่น” รวมถึงไวรัสอื่น ๆ จากค้างคาวระบาดมาสู่มนุษย์ได้อย่างไร ?

เส้นทางการแพร่ระบาดของไวรัสจากค้างคาว มีอยู่ 2 กรณี ประการแรก คือการแพร่ระบาดจากค้างคาวสู่สัตว์ชนิดอื่น ๆ ที่อยู่ในเขตพื้นที่อาศัยเดียวกับมนุษย์ (เช่น หนู และสัตว์ฟันแทะ)

ประการที่สอง คือการได้รับเชื้อจากค้างคาวมาสู่มนุษย์โดยตรง ดังเช่นที่เป็นข่าวครึกโครมเรื่องการเปิปพิสดาร ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่เชื้อไวรัสในตัวค้างคาวอาจจะยังไม่ถูกกำจัดด้วยความร้อนจากการปรุงอาหาร ผู้ที่รับประทานอาจได้รับเชื้อ แล้วไวรัสเกิดการวิวัฒนาการให้สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้นั่นเองครับ และล่าสุดคณะผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติจีน (CDC) ได้ออกมายืนยันแล้วนะครับว่า

“จากการสำรวจตลาดสดอู่ฮั่น ซึ่งเป็นที่ตั้งของแผงขายสัตว์ป่าจำนวนมาก พบตัวอย่าง 31 รายการ จาก 33 รายการ มีเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าตลาดสดแห่งนี้ เป็นแหล่งแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ครับ”

wuhan virus

 

ปัจจุบัน มีโรคติดต่อร้ายแรงใดบ้างที่มีค้างคาวเป็นพาหะ ?

  1. Coronaviruses – ตัวตั้งตัวตีของไวรัสชื่อดังจากค้างคาว เพราะมันคือไวรัสที่ทำให้เกิดโรคซาร์ส, เมอร์ส และไข้อู่ฮั่น ซึ่งโรคทั้ง 3 ชนิดนี้ทำให้เกิดอาการปอดบวมรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ สำหรับโรคซาร์สมีผู้ติดเชื้อทั้งสิ้น 8,273 ราย และมีผู้เสียชีวิตกว่า 775 ราย ส่วนโรคเมอร์สมีผู้ติดเชื้อ 1,227 ราย และมีผู้เสียชีวิต 449 ราย
  2. Rabies virus – ไวรัสพิษสุนัขบ้า จริง ๆ ในบ้านเราพาหะจากค้างคาวอาจจะไม่ชัดเจนนัก เพราะส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการถูกสุนัขหรือแมวที่มีเชื้อกัดเสียมากกว่า ประมาณกันว่าในแต่ละปีทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตจากพิษสุนัขบ้าประมาณ 59,000 ราย
  3. Hantaviruses – หนึ่งในไวรัสในกลุ่มนี้คือ Mouyassué virus ก่อโรคในประเทศสาธารณรัฐโกตดิวัวร์ และไวรัส Magboi virus พบการติดเชื้อในประเทศเซอร์รา ลีโอน
  4. Henipaviruses – รู้จักกันในชื่อไวรัสนิปาห์ (Nipah) ก่อให้เกิดโรคติดเชื้อในทางเดินหายใจและสมองอักเสบ พบในเขตประเทศหมู่เกาะของเอเชีย เช่น มาเลเซีย, สิงคโปร์, บังกลาเทศ และอินโดนีเซีย จากรายงานตั้งแต่ปี 1999 – 2018 พบผู้ติดเชื้อกว่า 700 ราย โดยมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 40-75%
  5. Filoviruses – ก่อให้เกิดโรคไข้เลือดออกชนิดรุนแรง หลายคนจะรู้จักกันในชื่อ ไวรัสอีโบลา (Ebola) และไวรัสมาร์บูร์ก (Marburg) สำหรับโรคร้ายอย่างอีโบลานั้น มีรายงานผู้ติดเชื้อ 3,416 ราย ในกลุ่มผู้ติดเชื้อนี้มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,238 ราย คิดเป็นอัตราการเสียชีวิตประมาณ 65%
wuhan virus
อนุภาคของโคโรนาไวรัส (Coronavirus) จากกล้องจุลทรรศน์

Fact – สาเหตุที่ไวรัสชนิดนี้มีชื่อว่า Corona ก็เพราะ เมื่อดูอนุภาคของมันจากกล้องจุลทรรศน์ ทุกคนจะเห็นว่า มันมีหนามแหลมขึ้นรอบตัว “ดูแล้วคล้ายมงกุฏ” ทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบจึงตั้งชื่อให้กับมันว่า “Corona” ซึ่งมีความหมายว่า “มงกุฏ” นั่นเอง