รู้ไหม ? อะไรเหนือกว่าอัลกอริทึม AI

พูดตรง ๆ มหาวิทยาลัยสร้างสรรค์แห่งนี้ใครได้ยินชื่อก็ต้องคิดถึงสายศิลป์ เรียนนิเทศฯ เรียนฟิล์ม เรียนศิลปกรรม แต่เอาจริง ๆ มหาวิทยาลัยกรุงเทพมีความเด่นดังในคณะวิชาสายวิทยศาสตร์ด้วย อย่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม ที่โด่งดังมาก ๆ ก็สาขาเกมและสื่ออินเตอร์แอคทีฟ

มาเหนือเทรนด์ดิจิทัลแบบนี้มีที่เดียว .. มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

เด็กวิทย์ที่นี่มีความแตกต่าง เพราะมหาวิทยาลัยบ่มเพาะกระบวนคิดแบบสร้างสรรค์เสริมให้ด้วย สมองซีกซ้ายขวาของเด็กวิทย์ก็จะทำงานได้อย่างสมดุล นี่แหละที่มาของการจัดการเรียนการสอนที่เรียกว่า Creativity x Technology

การเรียนการสอนเหนือเทรนด์ดิจิทัลของมหาวิทยาลัยกรุงเทพนี้ ใช้วิธีผนวกวิชาการด้านเทคโนโลยี เข้าไปในการเรียนรู้ของนักศึกษาทุกคณะ หมายความว่า เรียนสายศิลป์มาก็จะได้เรียนรู้เทคโนโลยี ส่วนใครที่เรียนคณะสายวิทย์ ก็จะมีโอกาสเรียนรายวิชาด้านศิลปศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ด้วย

เรียกได้ว่าเป็นการเรียนข้ามศาสตร์ ผสานความรู้ได้เหมาะเจาะ คละชั้นปีได้ คละระดับชั้นเรียนปริญญาตรี-โทได้ในบางรายวิชา วิธีเรียนแบบนี้ช่วยให้การเรียนรู้และทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากความหลากหลายของการเรียน หลากหลักสูตร ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เน้นการใช้เทคโนโลยีและเพิ่มโอกาสในการคิดสร้างสรรค์

มี 10 รายวิชาด้านเทคโนโลยีที่นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพทุกคนต้องเรียน คือ Coding, AI, Cloud service, Block chain, Mobile app, Big data/Data analytics, 5G , Internet of Things, UX UI , AR VR ให้แต่ละคณะเลือก 3-5 รายวิชาจากทั้งหมด โดยพิจารณาความเหมาะสมที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนแต่ละหลักสูตร เรียนแบบนี้อย่าคิดว่ารู้แค่พื้นฐาน มหาวิทยาลัยกรุงเทพสอนให้รู้จริงรู้ลึกก่อนจะใช้เทคโนโลยี

ผศ.ดร.ปกรณ์ ยุบลโกศล รองคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ Main Campus รังสิต บอกว่า คนรุ่นใหม่ในวัยเรียนเติบโตมาพร้อมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การเรียนรู้ของคน Gen นี้ต้องมีเทคโนโลยีผสมผสานอยู่อย่างไม่อาจเลี่ยง วิทย์และศิลป์สามารถเดินไปด้วยกันได้ ต่อให้ระบบการเรียนภาคบังคับยังให้มีการแยกสายการเรียนอยู่ก็ตาม ความคิดสร้างสรรค์เป็นแรงผลักให้ใช้เทคโนโลยีสร้างนวัตกรรม เพราะในทางวิศวกรรมศาสตร์นั้น Creativity คือการมองหา Solution ใหม่แล้วสร้างผลลัพธ์ออกมาไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดก็ตาม และ Solution นี้สามารถตอบสนองการใช้ชีวิตยุคนี้ได้

อย่างเช่น การพัฒนา AI ในการค้นหาข้อมูลต่างๆ ด้วยเสียงแทนการพิมพ์ตัวอักษร หรือการพัฒนา Smart Learning Algorithms ที่รู้จักกันดีก็คือ Siri ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของระบบผู้ช่วยทำงานด้วยเสียง ช่วยลดภาระงานต่างๆ ทำให้ชีวิตประจำวันของเราง่ายขึ้น สะดวกขึ้น เป็นต้น

มีตัวอย่างของ AI กับแวดวงบันเทิง ถ้าจะเจาะไปที่กลุ่มแฟนคลับศิลปินเกาหลี จีน ญี่ปุ่น ซึ่งมีวัฒนธรรมคลั่งไคล้ในสิ่งเดียวกัน และเป็นกลุ่มที่มีพลังทางการตลาดมหาศาล งาน วิศวกรรมศาสตร์สร้างอัลกอริธึม AI จากกระบวนการคิดสร้างสรรค์ที่ทำให้เข้าถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ได้ เช่น AI อาจทำให้บรรดาสาวกศิลปิน สามารถพาตัวเองเข้าไปใกล้ชิดเมนที่ชื่นชอบได้ทุกที่ทุกเวลา

อาจารย์ปกรณ์ บอกว่า AI สามารถพัฒนาเป็นลูกเล่นในการชมคอนเสิร์ตของบรรดาแฟนคลับ เช่น AI จับใบหน้าผู้ชม ที่ใช้การแพนกล้องไปยังคนดูแล้วฉายภาพเฉพาะเจาะจงขึ้นมอนิเตอร์และสามารถบอกอารมณ์ในขณะนั้นของผู้คนกลุ่มนั้นได้ทันที ทำให้การร่วมชมคอนเสิร์ตมีความสนุกตื่นเต้นและรู้สึกว่าได้รับความสนใจจากศิลปินเป็นการเฉพาะ

AI จับท่าเต้นศิลปิน ตรงนี้จะสร้างความสนุกฟินเว่อร์ให้กับแฟนคลับ ความสามารถในการจดจำท่วงท่าและใช้การประมวลผลท่าทางเหล่านั้นไปควบคุมแสง สี ที่ปรากฏบนเวทีให้ล้อกันไปกับท่วงท่า สร้างความสุขสนุกสานาน ความตื่นตาตื่นใจในการรับชม

ถ้าโลกอนาคตจะมีคนทำนายว่า AI ครองโลก ขอฟันธงตรงนี้ว่าอย่ากลัว เพราะไม่ว่าจะอย่างไร AI ไม่สามารถแทนที่มนุษย์ได้ เพราะมนุษย์เป็นคนสร้างและพัฒนา AI ดังนั้น ต่อให้อัลกอริทึมมีความซับซ้อนและขีดความสามารถในการประมวลผลของ AI มากในระดับที่มนุษย์คำนวณไปไม่ถึง แต่สิ่งที่ AI มีไม่ได้ก็คือ Creativity ที่เป็นบ่อเกิดนวัตกรรมมากมายนั่นเอง

สรุปปิดท้ายว่า อย่าให้เทคโนโลยีมาจำกัดความคิดสร้างสรรค์ แต่ควรใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นหัวใจนำพาเทคโนโลยีให้ก้าวหน้า ทีนี้รู้ยังว่าอะไรอยู่เหนืออัลกอริทึม นี่แหละความเหนือเทรนด์ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ