หรือเราต้องการ “นายกอายุน้อย” เพื่อทำให้ “ประเทศมีความสุขที่สุดในโลก” เหมือนฟินแลนด์

หลังจาก ซานนา มาริน (Sanna Mirella Marin) สาบานตนเข้าไปหน้าที่เมื่อวันอังคารที่ 10 ธันวาคม 2019 เธอก็กลายเป็นนายกรัฐมนตรีอายุน้อยที่สุดในโลก ด้วยวัย 34 ปี และทำให้ทั้งโลกหันมาสนใจเธอในฐานะผู้นำคนต่อไปของประเทศฟินแลนด์ แล้วสำหรับคนที่ใคร่รู้ว่าเธอเป็นใครมาจากไหน และเธอจะนำพาประเทศที่มีความสุขในโลกแห่งนี้ไปในทิศทางไหน ในบทความนี้จะบอกเล่าแทนเธอให้ครับ

ซานนา มาริน คือใคร ?

ซานนา มาริน เกิดเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 1985 เติบโตมาจาก “ครอบครัวเพศสีรุ้ง” ที่อาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์เช่ากับแม่และแฟนของแม่ที่เป็นผู้หญิง ซึ่งนี่ทำให้เธอรู้สึกว่า “ไม่มีตัวตน” เพราะเธอไม่สามารถพูดคุยเกี่ยวกับครอบครัวของเธอกับคนอื่น ๆ ได้อย่างเปิดเผย

“เราไม่ค่อยได้รับการยอมรับว่าเป็นครอบครัวจริง ๆ เท่ากับครอบครัวอื่น แต่ฉันก็ไม่ได้ถูกกลั่นแกล้งมากนักหรอกนะ ตอนที่ฉันยังเป็นเด็ก ฉันเป็นคนตรงไปตรงมาและดื้อรั้นเอาซะมาก ๆ ฉันไม่ยอมรับอะไรง่าย ๆ” – มาริน กล่าว

แต่เธอบอกว่าแม่ของเธอให้การสนับสนุนทุกอย่างที่เธอทำ และทำให้เธอเชื่อว่าเธอสามารถทำอะไรก็ตามที่เธออยากทำ ซึ่งนี่ทำให้เธอกลายเป็นคนแรกของครอบครัวที่ได้เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย กระทั่งไต่เต้าตัวเองจนได้เข้าไปอยู่ในพรรคโซเชียลเดโมแครต เป็นผู้บริการจัดการเมืองทามเปเรขณะอายุได้เพียง 27 ปี และได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรในปี 2015

“ฉันมาจากครอบครัวที่ยากจนและไม่สามารถประสบความสำเร็จและก้าวไปข้างหน้าได้เลย หากไม่ได้รัฐสวัสดิการและระบบการศึกษาที่แข็งแกร่งของประเทศฟินแลนด์”

นอกจากนี้ มารินยังเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและสื่อสารก่อนที่จะมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกด้วย

ทำไมฟินแลนด์ถึงกลายเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก ?

จากการจัดทำรายงานความสุขโลกประจำปี (World Happiness Report) ขององค์การสหประชาชาติ ที่ทำติดต่อกันมาเป็นครั้งที่ 7 แล้ว เปิดเผยว่า ประชากรของประเทศฟินแลนด์เป็นประชากรที่มีความสุขมากที่สุดในโลก ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 แล้ว และสิ่งทำให้เป็นเช่นนี้ได้ก็ไม่ใช่อะไรที่อยู่ในดีเอ็นเอของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

“จริงอยู่ที่ปีที่แล้วคนฟินแลนด์ก็เป็นคนที่มีความสุขมากกว่าประชากรของประเทศใด ๆ ในโลก แต่ผู้อพยพของพวกเขาก็เป็นผู้อพยพที่มีความสุขมากที่สุดในโลกเช่นกัน มันไม่ได้เกี่ยวกับดีเอ็นเอของคนฟินแลนด์ แต่มันเกี่ยวกับวิธีการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศมากกว่า”จอร์น เฮลลิเวล (John Helliwell) ศาสตราจารย์ภาควิชาเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย (University of British Columbia) กล่าว

สหประชาชาติจัดอันดับความสุขของ 156 ประเทศทั่วโลก โดยการพิจารณาจาก ความมั่งคั่ง อายุขัย แรงสนับสนุนทางสังคม อิสระในการตัดสินใจชีวิต และระดับการทุจริตของรัฐบาล ซึ่งนี่แปลว่าทุกข้อที่กล่าวมานี้ของฟินแลนด์อยู่ในระดับที่ดีทั้งสิ้น

ซานนา มาริน จะทำอะไรต่อไปในฐานะประมุขของประเทศ ?

แม้จะเป็นรัฐบาลของ ซานนา มาริน จะเป็นรัฐบาลผสมที่มีพรรคการเมืองถึง 5 พรรค และพรรคโซเชียลเดโมแครตมีสัดส่วนเสียงอยู่เพียง 18% เท่านั้น แต่มารินก็จะทำตามนโยบายที่เคยประกาศเอาไว้ทั้งหมด

มารินให้คำมั่นว่าจะทำให้ประเทศฟินแลนด์เป็นกลางทางคาร์บอน (ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเท่ากับศูนย์) ภายในปี 2035 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย รวมถึงการเพิ่มการใช้จ่ายของภาครัฐในด้านสวัสดิการและโครงสร้างพื้นฐาน

เพื่อเป็นทุนสำหรับการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงวางแผนที่จะเก็บภาษีเพิ่มขึ้น 730 ล้านยูโร ส่วนใหญ่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และขายทรัพย์สินของรัฐ 2.5 ล้านยูโร รวมถึงเพิ่มอัตราการจ้างงานเป็น 75% จากเดิม 72.4%

นอกจากนี้ มารินยังเชื่อในแนวคิดของการทำงาน 24 ต่อสัปดาห์และจะสนับสนุนให้เกิดขึ้นจริงในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากปกติแล้วพนักงานในฟินแลนด์ทำงานทั้งหมด 8 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์

“4 วันต่อสัปดาห์ 6 ชั่วโมงต่อวัน ทำไมมันไม่ควรเป็นก้าวต่อไป ? 8 ชั่วโมงมันเป็นสัจธรรมไปแล้วหรือ ? ฉันเชื่อว่าผู้คนควรใช้เวลากับครอบครัว กับคนที่รัก กับงานอดิเรก และกับอะไรอย่างอื่นของชีวิต เช่น วัฒนธรรม นี่อาจเป็นก้าวต่อไปของเราในชีวิตการทำงาน” – มารินพูดถึงนโยบายที่ถูกปัดตกไปโดยฝ่ายค้าน

แล้วเธอจะทำสำเร็จไหม ?

เส้นทางการเมืองของ ซานนา มาริน ครั้งนี้คงไม่ง่ายครับ เพราะปัจจุบันฟินแลนด์กำลังประสบปัญหากับการนัดหยุดงานประท้วงขององค์กรไปรษณีย์เนื่องจากถูกลดเงินเดือน อันเป็นสาเหตุให้ อันต์ตี รินเน ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนเธอได้มาเป็นแทน

“เรามีงานมากมายให้ทำเพื่อเรียกความไว้วางใจกลับคืนมา” – มารินกล่าว

คำถามข้างต้นผมคงเป็นคนให้คำตอบไม่ได้ นอกจากเธอจะแสดงความสามารถให้โลกเห็นว่า เธอสมควรกับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ครับ

Fact – ประเทศฟินแลนด์เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีการจัดเก็บค่าปรับต่อการทำผิดกฎหมายจราจรโดยคิดจากรายได้ของผู้กระทำความผิด หมายความว่ายิ่งคุณรวยมากเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องจ่ายค่าปรับมากเท่านั้น เช่นที่เคยเกิดขึ้นกับ Anssi Vanjoki ผู้บริหารของ Nokia ที่ต้องจ่ายค่าปรับในข้อหาขับรถเร็วเกินกำหนดเป็นเงินสูงถึง 116,000 ยูโร หรือราว ๆ 4 ล้านบาท

อ่านต่อ – นายกฯแคนาดา “ทรูโด” ยอมรับเคยสูบกัญชา 5-6 ครั้ง จึงตัดสินใจให้มันถูกกฎหมาย