Thursday, October 17, 2019

แนะนำ

“เสือแทสเมเนีย” ที่สูญพันธุ์ไปเมื่อ 80 ปีที่แล้ว ถูกพบเห็นกว่า 8 ครั้งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

วันที่ 16 ตุลาคม 2019 สำนักข่าว The Independent รายงานว่า มีรายงานการพบเห็น "เสือแทสเมเนีย" สัตว์ที่สูญพันธุ์ไปเมื่อ 80 ปีที่แล้ว กว่า 8 ครั้ง ในช่วง 3 ปี ส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญต่างพากันสงสัยว่า หรือแท้จริงแล้วมันอาจยังมีชีวิตอยู่ ? เสือแทสเมเนีย (Tasmanian tiger)...

NASA พบสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร ตั้งแต่ 40 ปีก่อนแล้ว

วันที่ 15 ตุลาคม 2019 สำนักข่าว The Independent รายงานว่า นาซาเคยพบหลักฐานของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 70 แล้ว แต่พวกเขาเมินเฉยมันไป และหันไปทำภารกิจอื่นแทน กิลเบิร์ท วี เลวิน (ปัจจุบันอายุ 69 ปี) อดีตวิศวกรและนักประดิษฐ์ที่เคยทำการทดลองร่วมกับนาซาเผยว่า เมื่อ 40 ปีที่แล้ว พวกเขาได้ทำภารกิจส่ง ยานอวกาศไวกิ้ง...

นี่คือชายที่ บิล เกตส์ ยกให้เป็น “คนที่ฉลาดที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอ”

ในทุก ๆ ปีนิตยสาร Foreign Policy จะทำการจัดอันดับรายชื่อของนักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก 100 อันดับแรก ซึ่งหากใครติดตามคงจะได้เห็นชื่อของ นาธาน ไมฮอร์โวลด์ (Nathan Myhrvold) ติดอยู่ในรายชื่อนี้แทบทุกปี แต่เขาคือใครกัน ? ทำไมเราไม่เคยได้นยินชื่อมาก่อน ? แล้วที่ว่า บิล เกตส์ ยกให้เป็นคนที่ฉลาดที่สุดนี่มันจริงหรือ ? บทความนี้มีคำตอบให้กับทุกข้อสงสัย...

ล่าสุด

สวนสัตว์ปารีสเปิดตัว สิ่งมีชีวิตไม่มีสมอง แต่นักวิทย์ชูว่ามันคือ “อัจฉริยะ”

สำนักข่าวรอยเตอร์ประจำกรุงปารีส ได้รายงานข่าวที่อ้างอิงมาจาก สวนสัตว์ปารีส โดยพวกเขาได้เปิดตัวสิ่งมีชีวิตสุดลึกลับชนิดหนึ่งเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2019 ที่ผ่านมา สัตว์ตัวใหม่นี้มีชื่อว่า "blob" (บล็อบ) สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเซลล์เดียวที่มีสีเหลือง ดูเหมือนเชื้อรา (แต่ไม่ใช่) และไม่มีสมอง ความเจ๋งของมันคือสามารถแพร่พันธุ์ได้มากถึงวันละ 720 ครั้ง !!! การจัดแสดงล่าสุดของสวนสัตว์ ได้นำเสนอสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีปาก ไม่มีท้อง ไม่มีดวงตา แต่สามารถตรวจจับอาหารและย่อยอาหารเองได้ และที่สำคัญมันยังสามารถ คืนสภาพได้ภายใน 2 นาทีหากถูกผ่าครึ่ง และร่างแยกนั้นจะกลายเป็นตัวใหม่ บรูโน เดวิด ผอ.พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งปารีส กล่าวว่า "blob (บล็อบ) เป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นหนึ่งในความลึกลับของธรรมชาติ มันทำให้เราประหลาดใจเพราะมันไม่มีสมอง แต่สามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ และยังสามารถถ่ายทอดความรู้พฤติกรรมไปยังตัวอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกันได้" มันชอบอยู่ในที่แสงสว่างน้อย ๆ และอาหารโปรดของมันคือ ข้าวโอ๊ต มันกินอาหารโดยวิธีการ ฟาโกไซโทซีส (การกลืนกินของเซลล์ รูปแบบหนึ่งของการย่อยอาหารในเซลล์) เหมือนพวกอะมีบา...

นักโบราณคดีอียิปต์ ขุดพบโลงศพเพิ่มอีกกว่า 20 โลง ในพื้นที่ใกล้กับหุบผากษัตริย์

วันที่ 16 ต.ค. 2019 ทีมนักโบราณคดีอียิปต์ ได้ขุดพบโลงศพไม้โบราณกว่า 20 โลง ที่สุสานต้องห้ามอัล-อัสซาซิฟ ซึ่งทุกโลงยงอยู่ในสภาพดีมีสีสันลวดลายคงไว้ชัดเจน โดยถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีเรียงซ้อนกัน 2 ชั้น ถือเป็น "หนึ่งในการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุด" ของอียิปต์ ซึ่งทางกระทรวงโบราณคดีของประเทศจะจัดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันเสาร์ที่ 19 ต.ค. ที่จะถึงนี้ครับ แม้ว่าทุกคนจะไม่คุ้นชื่อ สุสานต้องห้ามอัล-อัสซาซิฟ (Al-Assasif) ในเมืองลักซอร์ (Luxor) ทางตอนใต้ของประเทศ ที่อยู่ใกล้กับหุบผากษัตริย์ (Valley of the Kings) สุสานในยุคปลายของอียิปต์โบราณสถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดังแต่สุสานแห่งนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน ... เพราะหลุมศพส่วนใหญ่ในสุสานอัล-อัสซาซีฟจะอยู่ในช่วง 1550-1292 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นราชวงศ์แรกของอาณาจักรใหม่ เป็นสถานที่เก็บศพของคนชั้นสูงและเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสที่ใกล้ชิดกับฟาโรห์ ตามรายงานระบุว่า นอกจากจะขุดพบโลงศพแล้ว นักโบราณคดียังพบเครื่องเรือน เครื่องปั้นดินเผา และโบราณวัตถุที่ใช้ในการประกอบพิธีศพอีกหลายชิ้น ซึ่งทุกชิ้นอยู่ในสภาพดีจนน่าประหลาดใจ ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2018 นักโบราณคดีก็เพิ่งค้นพบมัมมี่ผู้หญิงที่ชื่อว่า ทูยา (Thuya) ซึ่งคาดว่าน่าจะมีอายุราว 3,000 ปี ในพื้นที่ของสุสานต้องห้ามแห่งนี้เช่นกัน โดยการค้นพบเมื่อปีที่แล้วทีมงานต้องใช้เวลานานกว่า...

“เสือแทสเมเนีย” ที่สูญพันธุ์ไปเมื่อ 80 ปีที่แล้ว ถูกพบเห็นกว่า 8 ครั้งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

วันที่ 16 ตุลาคม 2019 สำนักข่าว The Independent รายงานว่า มีรายงานการพบเห็น "เสือแทสเมเนีย" สัตว์ที่สูญพันธุ์ไปเมื่อ 80 ปีที่แล้ว กว่า 8 ครั้ง ในช่วง 3 ปี ส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญต่างพากันสงสัยว่า หรือแท้จริงแล้วมันอาจยังมีชีวิตอยู่ ? เสือแทสเมเนีย (Tasmanian tiger) สัตว์กินเนื้อที่มีกระเป๋าหน้าท้อง มีจุดเด่นคือลวดลายขนาดใหญ่บนแผ่นหลัง เชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้วตั้งแต่ปี 1936 หลังจากตัวสุดท้ายตายอยู่ในกรงขังที่สวนสัตว์ Hobart รัฐแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย แต่เอกสารที่ออกโดยรัฐบาลออสเตรเลียแสดงให้เห็นว่า มีรายงานการพบเห็นสัตว์ชนิดนี้จำนวน 8 ครั้ง ซึ่งล่าสุดคือเมื่อประมาณเดือนกรกฏาคมที่เพิ่งผ่านมานี้เอง ในบรรดารายงานการพบเห็นตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มีรายงานฉบับหนึ่งจากรัฐเวสเทิร์น ประเทสออสเตรเลีย ระบุว่า ได้รับราบงานจากนักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่ได้ไปเที่ยวที่เกาะแทสเมเนีย ในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 ระหว่างนั้นเขาบังเอิญเห็นสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งเดินข้ามถนน สัตว์ตัวนั้นหันมามองที่รถของเขาสองสามครั้ง ซึ่งมันอยู่ในจุดที่เขาสามารถมองเห็นมันได้ชัดเจนเป็นเวลา 12-15 วินาที ซึ่งทั้งเขาและคนที่นั่งอยู่ในรถต่างมั่นใจ...

สุดยอดเรื่องจริงของ ชายหนุ่ม 4 คน ที่เดินทางข้ามมหาสมุทรด้วยรถยนต์ ภายใน 119 วัน

หากมีใครพูดขึ้นว่ารถยนต์เดินทางข้ามทะเลไม่ได้ จงบอกให้เขาอ่านบทความนี้ เพราะนี่คือเรื่องราวสุดท้าทายของชาย 4 คน ที่เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกด้วยรถยนต์ โดยใช้เวลาทั้งหมด 119 วัน ทั้งหมดนี้เกิดจากความรักที่มีต่อพ่อล้วน ๆ จอร์โจ อมอเรทตี้ คุณพ่อของชายหนุ่มทั้ง 4 เกิดนึกไอเดียสุดเพี้ยนขึ้น เมื่อเขาอยากเดินทางข้ามมหาสมุทรด้วยรถยนต์ แต่ก็น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถทำได้ เพราะก่อนหน้านี้หนึ่งปีแพทย์วินิจฉัยว่าเขาป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ลูกชายทั้งสามและเพื่อนของลูกอีกหนึ่ง จึงออกเดินทางเพื่อทำให้ฝันของเขาเป็นจริงแทน วันที่ 4 พฤษภาคม 1999 ชายทั้งสี่ได้ออกจากฝั่งของหมู่เกาะคานารีเพื่อเดินทางไปอีกฟากของมหาสมุทรแอตแลนติก โดยใช้รถ Volkswagen Passat และ Ford Taunus ดัดแปลงและติดตั้งโฟมลอยทุ่นเพื่ออยู่อาศัยและไม่ให้มันจม "ห้องคนขับและห้องโดยสารถูกทำเป็นที่นอน ส่วนเพดานด้านบนมีเรือยางที่ถูกเจาะรูตรงกลาง เพื่อให้เราสามารถปีนเข้าและออกได้" - มาร์โก้ อมอเรทตี้ กล่าว และแม้ว่าจะไปด้วยกำลังใจที่เต็มเปี่ยมเพราะอยากทำให้ฝันของพ่อเป็นจริง แต่ยังไม่ทันถึงฝั่ง พี่ชายทั้งสองคนของมาร์โก้ก็จำเป็นต้องกลับบ้านไปก่อน เนื่องจากทั้งคู่มีอาการเมาเรือรุนแรง และแม้ว่าจะขาดพี่ชายแต่นี่ก็ไม่ได้ทำให้มาร์โก้และ มาร์โคลิโน เดอ แคนเดีย (เพื่อนสนิท) ล้มเลิก พวกเขายังมุ่งต่อไปพร้อมกับรถ (แพ) สองคันคู่ใจ มาร์โก้...

ท่านผู้นำโคตรเท่ ! เกาหลีเหนือเผยภาพ “คิมจองอึน” ควบม้าโชว์บนเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์

วันที่ 16 ตุลาคม 2019 สำนักข่าวกลางของประเทศเกาหลีเหนือ (KCNA) ได้เผยแพร่เซทภาพของผู้นำสูงสุด คิมจองอึน ขณะกำลังควบม้าวิ่งไปบนเส้นทางของเทือกเขาแพ็คตู (Paektu) ซึ่งเป็นเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์ศูนย์รวมจิตวิญญาณของคนทั้งประเทศ และยังเป็นบ้านเกิดของตระกูลคิมอันยิ่งใหญ่ โดยสำนักข่าวดังกล่าวเทียบชั้นว่า "ท่านผู้นำเปรียบเสมือนอัศวินขี่ม้าขาวที่คอยดูแลบ้านเมือง" ตามรายงานระบุว่า บ่อยครั้งที่ท่านผู้นำมักเดินทางไปยังเทือกเขาแห่งนี้เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ เช่น การสั่งประหารลุงตนเองเมื่อปี 2013 รวมถึงการเจรจาระหว่างสหรัฐฯเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งตามสารคดีเกาเหลีเหนือบอกไว้ว่า คุณปู่ของท่านผู้นำคิมซึ่งก็คือ คิมอิลซุง (Kim Il Sung) ได้ยึดที่มั่น ณ เทือกเขาแห่งนี้เป็นฐานทัพเพื่อต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่นที่เข้ามาปกครองเป็นเจ้าอาณานิคม จนกระทั่งได้รับชัยชนะทำให้สามารถสถาปนาประเทศขึ้นมาได้ในปี 1945 จึงทำให้เทือกเขาแห่งนี้สำคัญมากนั่นเอง ซึ่งแทนที่ชาวโลกจะรู้สึกอินกับเซทภาพที่เต็มไปด้วยอารมณ์ แต่ภาพเหล่านี้กลับถูกประเทศต่าง ๆ นำไปวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบว่า ผู้นำคิมจะตัดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ ในอนาคตอย่างไร ? เพราะขณะนี้ทั้งปัญหาสันติภาพกับสหรัฐฯ ปัญหานิวเคลียร์ ปัญหาเศรษฐกิจ ทางเกาหลีเหนือยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้เลยทุกปัญหา เช่น Joshua Pollack นักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญเกาหลีเหนือ จากสถาบันมิดเดิลเบอร์รี่ที่เชี่ยวชาญความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิเคราะห์ว่า "รัฐบาลเปียงยางอาจเปลี่ยนท่าทีและจุดยืนในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯที่จะเกิดขึ้นใน 2020...

นี่คือสาเหตุที่ทำให้ นกมองเห็นโลกต่างจากเราซึ่งมันเจ๋งสุด ๆ เลยล่ะ (Bird Vision)

การมองเห็นสีของสิ่งมีชีวิตเกิดจากการที่แสงจากแหล่งกำเนิดตกกระทบกับวัตถุก่อนที่จะสะท้อนมายังดวงตา จากนั้นทั้ง 2 อวัยวะตาและสมองจะทำงานร่วมกันเพื่อแปลงข้อมูลที่ได้รับให้กลายเป็นสีต่าง ๆ เพื่อให้เรารับรู้ ซึ่งเนื้อหาต่อไปนี้จะอธิบายว่าทำไมมนุษย์กับนกจึงมีการมองเห็นที่แตกต่างกันมากจนน่าตกใจอย่างที่เห็นในรูปหน้าปกครับ ในดวงตาของนกจะมี ตัวรับแสงเซลล์รูปกรวย 4 ชนิด (Tetrachromats) ทำให้รับสีได้ 4 ช่วงสี คือ แสงอัลตราไวโอเลต น้ำเงิน เขียว และแดง ในขณะที่มนุษย์จะมี เซลล์รูปกรวยเพียง 3 ชนิด (Trichromats) ทำให้สามารถรับได้เพียงสามช่วงสีเท่านั้น น้ำเงิน เขียว และแดง จึงทำให้เราไม่สามารถมองเห็นสีประหลาด ๆ อย่างแสงอัลตราไวโอเลตได้เหมือนพวกนกนั่นเอง โจ สมิธ นักปักษีวิทยา (สาขาที่ศึกษาเกี่ยวกับนก) ได้อธิบายถึงความสามารถสุดพิเศษในการมองเห็นของนกไว้ว่า พวกมันสามารถมองเห็นเฉดสีทั้งหมดที่เรามองไม่เห็นได้ ซึ่งมีประโยชน์มากในการล่าเหยื่อ อีกทั้งมันยังสามารถระบุตำแหน่งในความมืดได้ดีกว่าเราหลายเท่า ซึ่งนอกจากการมองเห็นแล้ว นกเกือบทุกชนิดจะมีหนังตาเยื่อบาง 3 แผ่นห่อหุ้มอยู่ ทั้งคอยทำความสะอาดดวงตา คลุมดวงตาเวลาออกบิน หรือเวลาต้องดำน้ำหนังตาชนิดนี้ก็จะช่วยกันน้ำได้ กันแดด กันลม เปรียบเสมือนเป็นแว่นตาสารพัดนึกของพวกมันเลยล่ะครับ และอย่างที่ทุกคนทราบดีว่านกเป็นสัตว์ที่มีความสามารถหลากหลายและมีความฉลาดหลักแหลม ผมจึงขอยกเรื่องราวน่าสนใจที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับพวกมัน เช่น นกเพนกวินสามารถรับได้เฉพาะรสเค็มและรสเปรี้ยว...

เรื่องน่าอ่าน

เกิดขึ้นจริง ! น้ำท่วมทะเลทรายซาอุฯ ฝูงอูฐ ผู้คนอพยพหนีตาย ดับแล้ว 35 ราย

ใครจะคาดคิดบ้างหล่ะครับว่า ดินแดนที่น้ำเป็นสิ่งมีค่ามากที่สุดอย่างทะเลทราย ที่อยู่ดี ๆ จะมีฝนตกลงมาจนเกิดเป็นกระแสน้ำท่วมสูง จนเปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งบางส่วนของทะเลทรายกลายเป็นบึงที่เต็มไปด้วยน้ำเลยหล่ะครับ     สำนักข่าว RT รายงานว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาซาอุดีอาระเบีย ต้องเผชิญฝนตกหนักจนทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน เหตุน้ำท่วมที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 35 ราย และมีประชาชนต้องอพยพหนีน้ำท่วมแล้วทั้งสิ้น 4,038 คน โดยเมืองเมกกะเป็นเมืองที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดที่ 11 ราย     รายงานระบุว่าสภาพอากาศเลวร้ายครั้งนี้ เริ่มขึ้นเมื่อช่วงวันที่ 15 พ.ย. 2018 ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาประเมิณว่า มีปริมาณฝนถึง 98 มิลลิเมตร ซึ่งปกติฝนที่ตกในเดือนพฤษจิกายน มักจะอยู่ที่ 18 มิลลิเมตร เท่านั้น จึงทำให้การท่วมในครั้งนี้รุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่เคยมีการท่วมมา     แต่อย่าพึ่งตกใจไป เพราะประเทศซาอุดิอาราเบีย เป็นประเทศที่มีน้ำท่วมเกิดขึ้นบ่อยแทบจะทุกปี เพราะเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ไม่มีดินและต้นไม้คอยดูดซับน้ำ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทรายแข็งจึงทำให้น้ำซึมผ่านได้ช้า ต้องใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ปริมาณน้ำก็จะหายไปและกลับมาแห้งแล้งดังเดิม ประเทศเขตเหล่านี้ฝนจะตกไม่บ่อย อาจจะปีละครั้ง แต่ถ้าตกแต่ละครั้ง จะตกหนักและยาวนาน อากาศโลกเพี้ยนหนัก ! หิมะตกในทะเลทรายซาฮารา กว่า 3 ครั้ง ในช่วง 40 ปี

ในอดีตเขาใช้ “นกพิราบสื่อสาร” กันยังไง ? มีอยู่จริงมั้ย ? แล้วเลิกนิยมไปตอนไหนล่ะ ?

ทุกคนเคยสงสัยกันหรือไม่ว่าในตำนานจีน หรือตำนานในสมัยก่อน จะมีสิ่งมีชีวิตอย่าง "นกพิราบ" ที่ถูกเลี้ยงไว้คอยทำหน้าที่รับส่งจดหมาย จึงทำให้ผมรู้สึกสงสัยจนเกิดคำถามขึ้นว่า แล้วมันรู้ได้ยังไงว่าคนรับคือใคร ? และรู้ได้ยังไงว่าคนที่รับอยู่ที่ไหน ? ในเมื่อพวกมันไม่รู้จักทั้ง ตู้ ปณ. หรือจะดูบ้านเลขที่ก็ไม่รู้เรื่อง แล้วมันส่งไปได้ยังไงกัน ? เอ้อแปลกดี นกพิราบสื่อสาร (Homing pigeon) เป็นนกพิราบเลี้ยงที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Columba livia เป็นนกอีกชนิดหนึ่งที่แยกออกจากนกพิราบทั่วไป เนื่องจากเป็นนกที่สามารถจดจำทิศทางในการบินกลับรังที่แม่นยำเป็นอย่างมาก และยังสามารถจำแหล่งหากินได้ดีด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังสามารถบินได้ในระยะทางที่ไกลโดยไม่ต้องพักเหนื่อย จนทำให้คนในอดีตเกิดการสังเกตและให้ความสนใจกับนกสายพันธุ์นี้ ต่อมาจึงได้นำนกพิราบมาศึกษาและปรับพฤติกรรมเพื่อใช้ในการส่งข่าวสาร แต่กว่าจะรับส่งทำงานได้ ก็ต้องฝึกฝนกันนานพอสมควร ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดกลุ่มผู้เลี้ยงนกพิราบต่าง ๆ รวมไปถึงสมาคมนกพิราบสื่อสารที่มีการจัดการแข่งขันชิงรางวัลกันอยู่บ่อย ๆ ตามประวัติศาสตร์ ระบุไว้ว่า การเริ่มใช้นกพิราบสื่อสารทางไกลเป็นพวกแรก ๆ คือชาวอียิปต์โบราณ ซึ่งต่อมาได้เป็นที่นิยมในกรีกและโรมัน จนกระทั่งมันแพร่หลายไปถึงฝั่งตะวันออกกลาง ต่อมาการฝึกนกพิราบได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดธุรกิจนกพิราบไปรษณีย์ขึ้นในยุโรป รวมทั้งมีการฝึกสำหรับทางทหารอีกด้วย จนกระทั่งในช่วงปี 1870-1871 ในขณะนั้นรัฐบาลฝรั่งเศสมีการส่งเอกสารทางราชการกันไปมามหาศาลกว่า 150,000 ฉบับซึ่งจำนวนนี้มากกว่าครึ่งเป็นเอกสารลับ ทำให้พวกเขาต้องคิดวิธีส่งเอกสารที่มีคุณภาพมากกว่านี้ จึงก่อเกิดเป็นธุรกิจไปรษณีย์ และได้ทำการว่าจ้างตำแหน่งบุรุษไปรษณีย์มากมายหลายอัตราเป็นครั้งแรกของโลก เหล่านกพิราบก็ตกงานไปโดยปริยาย และนกพิราบก็ได้กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้ง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (1939-1945) เพราะในขณะนั้นเมื่อทหารเข้าไปในบ้างพื้นที่พวกเขาก็จำเป็นที่จะต้องใช้สัตว์ที่บินได้ในการสื่อสารทางไกลแทนเทคโนโลยีจริง ๆ โดยการนำนกพิราบติดตัวไปด้วยในสถานที่ต่าง ๆ แล้วใช้นำข่าวสาวหรือขอสัญญาณความช่วยเหลือมายังหน่วยบริเวณที่ต้องการความช่วยเหลือได้ และเมื่อสงครามจบลง นกพิราบจึงได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความสันติภาพ โดยสังเกตดูนะครับ ทุกครั้งในการเปิดพิธีการแข่งขันกีฬาครั้งสำคัญทุกประเทศ มักมีการปล่อยนกพิราบร่วมด้วยทุกครั้ง ขอเข้าเรื่องสงครามอีกสักนิดละกัน อย่างที่เราทราบกันดีว่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นานาประเทศต่างแข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อหวังจะเป็นผู้ชนะและใช้ในการทำลายศัตรู ซึ่งนกพิราบเองก็ได้ถูกอัพเกรดขึ้นเช่นกัน นกพิราบสื่อสารจำนวนมากถูกฝึกหนักขึ้น ได้รับการเลี้ยงดูดีขึ้น และมีการวิจัยต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับมัน ทำให้นอกจากทักษะของพวกมันจะเพิ่มขึ้นแล้ว รูปร่างสีสันของพวกมันก็เปลี่ยนไปตามการทดลองด้วย และได้แบ่งเป็นประเภทตามการใช้งานต่าง ๆ เช่น ถ้าต้องการส่งไปที่ไกล ๆ ก็ต้องใช้ตัวนี้ หรือถ้าต้องการความเร็วก็ต้องใช้ตัวนี้ เป็นต้น ทำให้นักเพาะเลี้ยงได้กำไรจากตรงนี้อีกมากด้วยเช่นกัน และแม้ว่าในปัจจุบัน "นกพิราบสื่อสาร" จะหมดความนิยมไปแล้ว แต่ก็ยังมีกลุ่มผู้นิยมเลี้ยงนกพิราบแข่งขันระดับชาติทั้งไทยและต่างประเทศ จึงจัดตั้งเป็นสมาคมและสหพันธ์กีฬาแข่งนกพิราบอยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งจัดให้มีการแข่งขันกันอยู่เสมอ นับเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้มีการอนุรักษ์นกพิราบสายพันธุ์นี้ ซึ่งอาจมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ประโยชน์จากมันอีกครั้งในอนาคตก็เป็นได้ #สงครามโลกครั้งที่สาม (แต่ก็ขอให้มันไม่เป็นจริงละกันนะ อิอิ) Fact - เมื่อปี 2015 ตำรวจอินเดียเคยตามจับ "นกพิราบ" กลุ่มหนึ่ง หลังพวกเขาสังเกตเห็นเจ้านกพวกนั้นถูกติดตั้งกล้องขนาดเล็กอยู่ที่ลำตัวของมัน...

สาวน้อยวัย 12 ขวบ ยื่นฟ้อง “รัฐบาลสหรัฐฯ” ข้อหาพยายามทำให้ “กัญชา” ผิดกฎหมาย!

  Alexis Bortell สาวน้อยวัย 11 ขวบ ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐ ที่พยายามทำให้กัญชาเป็นสิ่งผิดกฏหมายของประเทศ สาเหตุที่หนูน้อยและอีก 4 ครอบครัวตัดสินใจยื่นฟ้องก็เพราะ หนูน้อยอเล็กซิส ป่วยเป็นโรคลมชักขั้นรุนแรง ถึงแม้ว่าครอบครัวของอเล็กซิสจะเดินทางไปรักษายังที่ต่างๆมากมายแต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น จึงทำให้พ่อแม่ตัดสินใจลองยาตัวใหม่ ที่สกัดมาจากกัญชาจนได้สาร THC เข้มข้น (อนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะในทางการแพทย์เท่านั้น)     และหลังจากที่ใช้ยาตัวนี้ ก็ทำให้อเล็กซิสไม่มีอาการชักมาแล้ว 2 ปี แต่ก็เหมือนโชคชะตาเล่นตลก เพราะ Jeff Sessions อัยการสูงสุดของสหรัฐ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย เสนอผลักดันให้กัญชาเป็นยาเสพติดประเภท 1 ซึ่งไม่สามารถนำมาใช้เป็นยารักษา หรือแม้แต่จะทำการทดลองใดๆก็ไม่ได้ ด้วยประโยคเด็ดว่า - "คนดีๆเค้าไม่สูบกัญชากันหรอก"     เหตุนี้เองจึงทำให้ครอบครัวของ อเล็กซิส ไม่รอช้าที่จะยื่นฟ้องต่อศาลแห่งเมืองนิวยอร์กทันที เพราะพวกเขาต้องรักษาชีวิตของลูกตัวเองไว้ให้ถึงที่สุด - "ไม่ว่าเราจะให้ข้อมูล และประโยชน์ของมันมากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะใช้อคติมาปิดกั้นอยู่เสมอ พวกเขาไม่เข้าใจหรอกว่าเด็กที่ป่วยเป็นโรคลมชักขั้นรุนแรงมันทรมานขนาดไหน พวกเราไม่สามารถเดินทางไปที่ไกลๆได้ แค่จะไปเที่ยวอุทยานยังไปไม่ได้เลย แล้วนี่พวกคุณจะมาทำให้ยาตัวนี้ผิดกฏหมายอีกหรอ?" ที่มา - yournewswire , cbslocal

แก๊งค้ายาโคลอมเบีย ตั้งค่าหัว “หมาตำรวจ” หลังทำภารกิจจับ “โคเคน” หมื่นล้านสำเร็จ!

  "ซอมบรา" (Sombra) ยอดสุนัขตำรวจสายพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ด เพศเมียอายุ 6 ขวบ ถูกแก๊งค้ายาโคลอมเบีย "อูราเบโญส" (The Urabenos) ตั้งค่าหัว 70,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.3 ล้านบาท) หลังจากที่เจ้าซอมบรา สร้างผลงานดมกลิ่นสกัดลักลอบขนโคเคนจำนวน 10 ตัน มูลค่ามากกว่า 1 หมื่นล้านบาท ในสนามบินรุงโบโกต้า รายงานระบุว่าซอมบราเป็นสุดยอดสุนัขดมกลิ่นแถวหน้าของประเทศ ที่มีผลงานการจับกุมผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติดมากถึง 245 คนในภารกิจ 300 ครั้ง ส่งผลให้ซอมบรากลายเป็นศัตรูขวางทางธุรกิจผิดกฎหมายของแก๊งอูราเบโญส เพราะในปี 2555 ตำรวจพบใบปลิวจากแก๊งอูราเบโญส ที่มีข้อความระบุค่าหัวราว 16,000 บาท สำหรับการฆ่าตำรวจ 1 นาย     สำหรับการค้ายาเสพติดในโคลัมเบียจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มอูราเบโญสเป็นส่วนใหญ่ โดยกลุ่มดังกล่าวมีนาย ไดโร่ อันโตนิโอ อูซูกา ฉายา โอโตเนียล หนึ่งในอาชญากรที่ทางการโคลอมเบียต้องการตัวที่สุด เป็นหัวหน้าใหญ่ที่สุด ซึ่งเขานี่แหละคือผู้ออกคำสั่งการล่าค่าหัวในครั้งนี้ และแม้สนามบินจะปลอดภัย เพราะอยู่นอกพื้นที่ซ่องสุมของเหล่าแก๊ง แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่วางใจ จึงสั่งให้เพิ่มเจ้าหน้าที่พิเศษคอยประกบซอมบราไว้ตลอดเวลา สุนัขสายพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ด (German Shepherd) มีถิ่นกำเนิดในประเทศเยอรมนี ขึ้นชื่อในเรื่องของความจงรักภักดี เป็นสุนัขที่แข็งแรงว่องไว ตื่นตัวอยู่เสมอ และความสามารถพิเศษในการดมก็เป็นเลิศ เพราะในอดีตสุนัขสายพันธุ์นี้ถูกใช้ต้อนแกะมานานหลายศตวรรษ เริ่มรับใช้กรมตำรวจตั้งแต่ 1889 จนกลายเป็นสโมสรสุนัขที่ใหญ่ที่สุดในโลก เจาะลึกชีวิตของ “ปาโบล เอสโกบาร์” ซาตานในร่างวีรบุรุษ Fact - โคลอมเบียถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ผลิตโคเคนมากที่สุดประเทศหนึ่ง โดยสถิติระบุว่า ในแต่ละปีจะมีการผลิตโคเคนราวๆ 910 ตัน source

รู้ตัวแล้ว “ไฮโซ” เจ้าของซูเปอร์คาร์ McLaren โดนชนแต่ไม่เอาเรื่อง ใจดีและรวยมาก

  จากกรณีอุบัติเหตุรถกระบะเฉี่ยวชนรถเก๋งโตโยต้าคัมรี่ ก่อนพุ่งชนท้ายซูเปอร์คาร์ McLaren 720S โดยคนขับกระบะยอมรับว่าใช้ความเร็วพอสมควร ประกอบกับเป็นทางโค้ง เมื่อเห็นว่ามีรถยนต์หรูอยู่ข้างหน้า จึงตัดสินใจจะเบี่ยงหลบออกไปอีกช่องทาง แต่กลับไปเฉี่ยวชนรถโตโยต้าคัมรี่สีดำ ส่งผลให้รถกระบะสูญเสียการควบคุม พุ่งชนท้ายซูเปอร์คาร์อย่างแรง ส่วนเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้น ให้บริษัทประกันภัยเป็นผู้ดูแลต่อไป ซึ่งคนขับกระบะก็ได้ขอบคุณที่คู่กรณีไม่เอาเรื่อง "โชคดีที่พี่มาชนรถผม ถ้าเป็นคนอื่นเขาอาจเรียกร้องมากกว่านี้" - เจ้าของรถหรูกล่าว ล่าสุดมีรายงานว่า รถซูเปอร์คาร์สุดหรู McLaren 720S ที่มีเพียง 3 คันในประเทศไทย เจ้าของคือ หนุ่มไฮโซ ชื่อย่อ จ. ทายาทธุรกิจนมเปรี้ยวชื่อดัง ชื่อย่อ บ.  และเป็นผู้บริหารธุรกิจแอปพลิเคชันล้างรถจากเกาหลีอีกด้วย     ทั้งนี้ ซูเปอร์คาร์ McLaren 720S มีราคาสนนอยู่ที่ คันละ 29,500,000 บาท เครื่องยนต์แรงม้าสูงสุด 720 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 770 นิวตันเมตร ได้รับการยกย่องจากสื่อต่างประเทศว่า เป็นซูเปอร์คาร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกจากประเทศอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญด้านการประกันภัยรถยนต์ ระบุว่า ทางประกันจะต้องดูก่อนว่าในกรณีนี้ประมาทร่วม หรือ รถกระบะผิดฝ่ายเดียว ซึ่งก็ต้องไปดูอีกว่า รถกระบะได้ทำประกันภัยชั้น 1 ไว้หรือไม่ หากทำไว้ การซ่อม หรือ การเคลมของคู่กรณีก็จะต้องดูตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ หากมีส่วนต่างเพิ่มเติม เจ้าของรถกระบะจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนั้นไป ซึ่งสีของรถหรูคันที่ถูกชน เป็นสีพิเศษที่ทำขึ้นเอง ซึ่งอาจไม่รวมอยู่ในประกัน หากคุณชอบเรื่องรถ เราขอแนะนำเรื่องนี้ - ติดตั้งรถ Tesla Roadster ไปกับจรวด Falcon Heavy เพื่อโคจรรอบดาวอังคาร

วัดเส้าหลิน ทำการติดตั้งเครือข่าย 5G ปกคลุมรอบวัดเรียบร้อยแล้ว

เมื่อวันพุธที่ 19 มิ.ย. 2019 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ xinhuanet ได้รายงานถึงข่าวของการติดตั้งระบบ เครือข่ายไร้สาย 5G ที่วัดเส้าหลิน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่วัดทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยการตั้งใจติดตั้งสัญญาณเน็ตโคตรแรงนี้ไม่ได้ติดตั้งเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกวัด แต่เพื่อตอบสนองความต้องการของแขกผู้มาเยือน เพราะแต่ละปีมีผู้มาเยือนที่วัดแห่งนี้มากกว่า 3 ล้านคน หน่วยงานรัฐในอำเภอเติงเฟิง อำเภอซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดแห่งนี้กล่าวว่า เครือข่ายความเร็วสูงได้ถูกเปิดใช้งานตั้งแต่วันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมาแล้ว โดยครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวของวัด จำนวน 7 แห่งในพื้นที่แห่งนี้ โดยเครือค่าย 5G นี้ สามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 800 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของเมือง วัดเส้าหลิน มีอายุมากถึง 1,500 ปี แต่ยังทันสมัยเพราะมีการสร้างเว็บไซต์ครั้งแรกในปี 1996 ทั้งยังมีช่องทางเครือข่ายสังคมออนไลน์จีนที่มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก อย่างเวยป๋อ (Weibo) และวีแชท (WeChat) อีกด้วย สำหรับยุทธจักรเส้าหลินนั้น ตำนานกล่าวว่า มีกระบวนท่ามือเปล่าอยู่ถึง 172 ท่า โดยในวัดจะมีภาพแกะสลักไม้ของท่าวิทยายุทธ์ต่าง ๆ ติดอยู่ในห้องโถงใหญ่ ส่วนห้องโถงด้านในจะเป็นที่เก็บอาวุธนานาชนิด ซึ่งจะแขวนไว้กับราวเพื่อพร้อมที่จะยคว้ามาใช้งานได้ทันท่วงทีเมื่อมีภัย อีกทั้งเพลงมวยของวัดเส้าหลิน สามารถแบ่งออกได้มากกว่า 50 ชนิด ที่รู้จักกันดีก็มี อาทิเช่น ฝ่ามืออรหันต์ กระบวนท่าเจ็ดดาวเหนือ พลังจู่โจมกระแสนํ้าบ่า เป็นต้น Fact - วัดเส้าหลินตั้งอยู่บนเขาซ้อง ทางตอนกลางของจังหวัดฮีนาน มณฑลเต็งเพิง โดยจักรพรรดิเสี่ยวเหวิน ทรงสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 495

ทำความรู้จัก แมงป่องที่รวดเร็วและมีพิษร้ายที่สุดในโลก เดธท์ สตอล์คเกอร์ (DeathStalker)

  รู้หรือไม่ว่า ? ในทุกๆปีจะมีมนุษย์เสียชีวิตจากการถูกแมงป่องต่อยกว่าปีละ 3,000 คน ทำให้นักวิทยาศาสตร์รู้สึกสนใจเป็นอย่างมากว่าเพราะอะไร สัตว์ที่มีขนาดเล็กจิ๋วเหล่านี้กลับมีพิษร้ายแรงจนสามารถฆ่าคนได้ พวกเขาจึงนำแมงป่องที่มีพิษร้ายแรงกว่า 50 ชนิด มาเปรียบเทียบเพื่อวิจัยทั้งลักษณะการเคลื่อนไหวและความรุนแรงของพิษ จนผลการวิจัยออกมาเป็นที่ยืนยันเรียบร้อยในปี 2009 แล้วว่า นี่แหละคือแมงป่องที่อันตรายที่สุดในโลก !!! แมงป่อง เดธท์ สตอล์คเกอร์ (Death Stalker Scorpion) หรือ แมงป่องเหลือง มีขนาด 4.3 นิ้ว พบในพื้นที่แห้งแล้งของทวีปแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง ชอบอยู่ใต้ก้อนหิน พิษของมันสามารถทำลายระบบประสาท ทำให้ผู้ที่ถูกต่อยเป็นอัมพาตได้อย่างรวดเร็ว บางรายที่มีอาการแพ้ก็จะเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมง และมันยังเป็นสายพันธุ์ที่ต่อยได้เร็วที่สุดอีกด้วย การโจมตีของมันแต่ละครั้ง มันจะทำการยกหางขึ้นเหนือหัว ทำให้เวลามันต่อยตรงส่วนหางจะถูกตวัดเหมือนแส้ ราว 130 ซ.ม. ต่อวินาที ถ้าคุณอยู่ในระยะโจมตีมีโอกาสน้อยมากที่จะหลบทัน     อย่างไรก็ตาม พิษของแมงป่องชนิดนี้ก็เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจที่จะนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ด้านยารักษาโรคบางชนิด อย่างเช่นในปี 2015 ที่ได้มีการนำไปปรับใช้เป็นยารักษามะเร็งสมองและเบาหวาน Fact - หากคุณเป็นผู้ที่กลัวแมงป่องและไม่อยากให้รอบบ้านมีสัตว์ชนิดนี้อาศัยอยู่ คุณสามารถหาตัวมันได้ง่ายกว่าในตอนกลางคืนด้วยการ ใช้ไฟฉายยูวีส่องไปมาในบริเวณพื้นที่ที่เป็นดินแห้ง แล้วคุณจะพบว่าพวกมันสามารถเรืองแสงสว่างขึ้นมาได้ นั่นเป็นเพราะภายในเปลือกของพวกมันมีสารที่ยังไม่ได้รับการระบุชนิดหนึ่ง ที่จะเรืองแสงขึ้นมาเมื่อถูกแสงยูวีหรือแสงของดวงจันทร์ Fact 2 - บนโลกมีแมงป่องกว่า 1,200 ชนิด และส่วนมากสามารถกินได้ โดยการเด็ดส่วนหางที่มีต่อมพิษออก และประเทศที่นิยมกินแมงป่องมากที่สุดคือ ประเทศจีน อ่านต่อ - ตะขาบยักษ์อเมซอน สัตว์เลี้ยงยอดนิยม ของนักสะสมสัตว์แปลก! source

รู้จักกับ “เห็ดวิเศษ” ที่แท้จริงแล้ววิเศษสมชื่อหรือไม่ ? และออกฤทธิ์ให้ลอยได้จริงหรือ ?

เห็ดวิเศษ (Magic mushroom) คือเห็ดชนิดหนึ่งที่คนไทยส่วนใหญ่มักรู้จักกันในชื่อ “เห็ดขี้ควาย” เห็ดชนิดนี้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Psilocybe cubensis” และอยู่ในวงศ์ Strophariaceae ซึ่งสาเหตุที่คนไทยมักเรียกเห็ดชนิดนี้ว่าเห็ดขี้ควาย เนื่องจากเห็ดชนิดนี้มักขึ้นอยู่ตามกองมูลควายแห้ง ซึ่งเกือบทั้งต้นของเห็ดจะเป็นสีเหลืองซีดคล้ายสีของกองฟาง ตรงกลางตัวร่มของเห็ดจะมีตั้งแต่สีน้ำตาลเข้มไปจนถึงสีดำ เห็ดชนิดนี้จะมีแผ่นเนื้อเยื่อบาง ๆ สีขาวที่แผ่ขยายจนมาบรรจบเป็นวงแหวนล้อมรอบก้านเห็ด ในแถบบริเวณใกล้จะถึงตัวร่ม เรามักจะพบเห็ดชนิดนี้ได้ทั่วไปในแทบทุกภาคของประเทศไทย บริเวณหมวกของเห็ดสามารถมีเส้นผ่าศูนย์กลางได้มากสุดถึง 6.5 - 8.8 เซนติเมตรในช่วงโตเต็มวัย โดยความสูงของลำต้นจะอยู่ที่ประมาณ 5.5 - 8.0 เซนติเมตร และมีเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ที่ประมาณ 0.8 - 1.0 เซนติเมตร เห็ดวิเศษมีฤทธิ์ต่อระบบประสาท ผู้ที่เสพเห็ดชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายจะมีอาการมึนเมา สับสนทิศทาง มองเห็นภาพลวงสวยงามราวกับโดนเวทมนตร์ ภาพแสงสีต่าง ๆ จะพาให้ผู้ที่เสพได้รับฤทธิ์เมาตกอยู่ในภวังค์และรู้สึกเพลิดเพลินราวกับล่องลอยอยู่ในฝันคล้าย “แอลเอสดี” จึงไม่น่าแปลกใจหากผู้คนนอกพื้นที่ส่วนใหญ่รวมถึงชาวต่างชาติจะเรียกเห็ดชนิดนี้ว่าเห็ดวิเศษ (ใครนึกภาพไม่ออกก็ลองนึกถึงฉากที่ ดร. สเตรนจ์ (Dr.Strange) ถูกแม่ชีผลักวิญญาณออกจากร่างและทะลุไปอีกมิติหนึ่งดูนะครับ) แต่หากได้รับในปริมาณมากเกินไปหรือเสพมาเป็นเวลานาน จะมีผลข้างเคียงอย่างรุนแรงต่อความคิดและทำให้อารมณ์แปรปรวน มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน บางครั้งอาจเกิดอาการประสาทหลอนรุนแรงจนควบคุมสติไม่อยู่ และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้จากหายใจติดขัด ความน่ากลัวของเห็ดชนิดนี้คือ ผู้ที่เสพเข้าไปจะต้องเพิ่มปริมาณในการเสพ เนื่องจากเริ่มมีอาการต้านยามากขึ้นเรื่อย ๆ (หมายถึงรับเห็ดเข้าสู่ร่างกายเท่าเดิม แต่ไม่เมาเหมือนเดิมอีกต่อไป จึงต้องเพิ่มขนาดในการเสพ) การรับประทานดอกที่แห้งแล้วของเห็ดวิเศษจะออกฤทธิ์มึนเมาน้อยกว่าการรับประทานดอกสดถึงครึ่งหนึ่ง ทว่าอย่างไรก็ตามความรุนแรงของฤทธิ์เมาจะขึ้นอยู่กับปริมาณและสภาพของร่างกายของแต่ละบุคคลด้วยเช่นกัน แน่นอนว่าในประเทศไทยนั้น ทั้งส่วนดอก ส่วนก้าน และสปอร์ของเห็ดวิเศษถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ผู้ที่ผลิต, ขาย, นำเข้า, หรือส่งออก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2-15 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 ถึง 1,500,000 บาท ขณะที่ผู้เสพจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ทว่าล่าสุดเมื่อ 2 วันก่อน เมืองเดนเวอร์ (Denver) ซึ่งเป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐโคโลราโด ได้ลงมติเห็นชอบให้นำเห็ดวิเศษออกจากรายการยาเสพติดต้องโทษ โดยเมืองดังกล่าวเป็นเมืองแรกในสหรัฐอเมริกาที่อนุญาตให้ผู้ที่มีอายุ 21 ปีขึ้นไป สามารถมีเห็ดวิเศษไว้ในครอบครองได้ และยังอนุญาตให้ผู้ที่มีอายุ 21 ปีขึ้นไปปลูกไว้เสพเองที่บ้านได้ด้วย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอาจมีผลบังคับใช้ในปีหน้า Fact – แอลเอสดี...

เจาะลึกถึง DNA เพื่อหาเหตุผลว่าทำไม “สุนัข” ถึงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์!?

  ตามหลักฐานทางโบราณคดี สุนัขเป็นสัตว์ชนิดแรกที่มนุษย์เอามาเลี้ยงไม่ต่ำกว่าราวๆ 15,000 ปี มาแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นราว 20,000 - 40,000 ปี สุนัขป่าถูกนำมาเลี้ยงเพื่อใช้งานเสียส่วนใหญ่ ซึ่งต้นกำเนิดสายพันธุ์ของสุนัขทุกวันนี้ คือ หมาป่าสีเทา (Grey Wolf) กลายเป็น สุนัขป่า สุดท้ายอยู่กับมนุษย์ไปเรื่อยๆจนกลายเป็น สุนัขบ้านอย่างทุกวันนี้นี่แหละ เพราะจากผลการวิจัยของนักมานุษยวิทยาสายวิวัฒนาการ Brian Hare จากมหาวิทยาลัย Duke University ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances ชี้ว่า ในช่วงเวลาแห่งการวิวัฒนาการนั้น เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่ทำให้ยีนส่วนสัญชาตญาณ "อยู่เป็นฝูง" และ "การเข้าสังคม" ของสุนัขเด่นขึ้น ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้สุนัขต้องการจะเป็นเพื่อนกับหลายๆสายพันธุ์รวมถึงมนุษย์ด้วย ทีมวิจัยเปรียบเทียบ DNA ของสุนัขบ้านที่เลี้ยงดูโดยมนุษย์ 18 ตัว และสุนัขป่าที่อยู่ในป่าจริงๆ 10 ตัว โดยใช้วิธีศึกษาลำดับพันธุกรรม (Genetic sequencing) ร่วมกับการทดสอบพฤติกรรมของสุนัข จนพบว่า พวกมันมี DNA ที่แตกต่างกันหลายจุด โดยเฉพาะยีนที่คอยควบคุมความเป็นมิตร อย่าง WBSCR17, GTF2I และ GTF2IRD1 มันก็น่าตื่นเต้นดีที่รู้ว่า ยีนเพียงไม่กี่ตัวสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมที่พวกมันมีต่อมนุษย์อย่างสิ้นเชิง ผลการทดลองชี้ว่า สุนัขป่ามีทักษะการแก้ปัญหาดีพอๆ กับสุนัขเลี้ยง เช่น สามารถคาบไส้กรอกออกจากกล่องพลาสติกได้ แต่สุนัขเลี้ยงมีนิสัยเป็นมิตรมากกว่า โดยจะใช้เวลาทักทายและจ้องมองมนุษย์ที่ไม่รู้จักนานกว่า ในขณะที่สุนัขป่าจะอยู่ห่างๆ ผลทดสอบดีเอ็นเอ ยังพบความเชื่อมโยงในการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมและพฤติกรรมของสุนัข เช่น ความสนใจในคนแปลกหน้า หรือการสังเกตสัญญาณการเข้าสังคม ซึ่งการค้นพบนี้ คล้ายคลึงกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในมนุษย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการทางพันธุกรรมในกลุ่มคนที่มีนิสัยชอบเข้าสังคม   จึงสรุปได้ว่าทำไมสุนัขจึงกลายมาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ เพราะ สุนัขค่อยๆเพิ่มระยะเวลาแห่งความเป็นมิตรทีละน้อย พวกมันค่อยๆใกล้ชิด และเฝ้าสังเกตเราตลอดเวลา จนมันเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน จึงได้กลายมาเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของมนุษย์ การวิจัยนี้เป็นผลงานชิ้นแรกๆ ที่ศึกษาลงลึกถึงความแตกต่างในเชิงพันธุกรรม ที่เป็นตัวกำหนดความแตกต่างระหว่างสุนัขบ้าน กับหมาป่า และทีมวิจัยได้ค้นพบความแตกต่างในรหัสพันธุกรรม ที่ทำให้เกิดลักษณะความเป็นมิตรของสุนัขบ้าน และเราหวังว่าจะมีการศึกษาที่ลงลึกกว่านี้ เพื่อการแยกแยะความแตกต่างระหว่างรหัสพันธุกรรมของสุนัขแต่ละสายพันธุ์ ข้อมูลโดยย่อเกี่ยวกับ หมาป่าสีเทา (Grey Wolf) นักล่าที่มีแรงกัดมหาศาล เจอได้ในเกือบทุกทวีปของโลก แต่พบได้มากที่สุดที่เชอร์โนบิล ขนาดตัวปกติอยู่ที่ 170-180 ปอนด์ สูงกว่า 95 เซนติเมตร กระโหลกยาว 31...

ย้อนรอยคดีดัง 80 ปีที่แล้ว “The Phantom Barber” ชายผู้แอบย่องตัดผมสาว ในยามราตรี

ปกติแล้ว เมื่อเราพูดถึงคดีอาชกรรมต่าง ๆ เรามักนึกถึงความรุนแรงหรือความเลวร้ายที่มนุษย์ทำต่อกันและกัน โดยเฉพาะหากพูดถึงคดีลึกลับในอดีตที่ยังจับตัวอาชญากรไม่ได้ด้วยแล้ว เชื่อว่าชื่อที่ผุดขึ้นมาเป็นชื่อแรกคงจะเป็น Jack the Ripper หรือ The Black Dahlia แต่เรื่องของพวกเขาคงต้องเก็บเอาไว้ก่อน เพราะวันนี้ผมจะขอเล่าเรื่องอาชญากรสุดลึกลับอีกคน ที่แม้ว่าเขาจะไม่ได้ป่าเถื่อนโหดร้าย แต่ก็ทำให้สาว ๆ ในเมืองปาสคากูลา มลรัฐมิสซิสซิปปี สหรัฐอเมริกา ต้องขวัญผวาด้วยความกลัวว่าจะมีใครมาตัดผมของพวกเธอในยามหลับไหลรึเปล่า .. เพราะอาชญากรผู้นี้ถูกขนานนามว่า “ช่างตัดผมปีศาจ” (The Phantom Barber) ย้อนกลับไปในช่วงปี 1942 คือช่วงที่สหรัฐอเมริกา ยังคงวุ่นวายอยู่กับสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากเพิ่งถูกญี่ปุ่นบุกโจมตีเพิลฮาร์เบอร์มาหมาด ๆ ผู้ชายส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์ไปรบ งานต่าง ๆ ที่เคยเป็นของผู้ชายจึงตกเป็นของผู้หญิง และเมืองเล็กหลาย ๆ แห่ง ก็ถูกเปลี่ยนเป็นเมืองอุตสาหกรรมเพื่อสนับสนุนทรัพยากรทางทหาร   เช่นเดียวกันกับเมืองเล็ก ๆ อย่างปาสคากูลา ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วกลายเป็นเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กว่า 10,000 ครัวเรือน และในทางเดียวกันเมื่อเมืองมีขนาดใหญ่ขึ้น ก็ย่อมต้องมีปัญหาอาชญากรรมเกิดขึ้นมากตามมาด้วยเช่นกัน และนี่เองคือจุดกำเนิดของ "ช่างตัดผมปีศาจ" ที่แอบย่องเข้าไปตัดผมสาว ๆ ในยามค่ำคืน คดีแรกสุดของช่างตัดผมปีศาจถูกรายงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในคืนวันที่ 5 มิถุนายน 1942 เมื่อ แมรี่ บริกส์ (Mary Briggs) และ เอ็ดน่า ไฮเดล (Edna Hydel) ได้ยินเสียงประหลาดระหว่างนอนหลับ จนทำให้ทั้งคู่สะดุ้งตื่นขึ้นทันเห็นชายปริศนาที่กำลังปีนหนีออกนอกหน้าต่าง และแม้ว่าทั้งคู่จะไม่ได้รับอันตราย แต่กลับพบว่าปอยผมของทั้งสองถูกตัดออกไป และในความมืดทำให้พวกเธอไม่สามารถให้รายละเอียดอะไรกับเจ้าหน้าที่ได้มากนัก นอกจากรูปร่างที่เตี้ย อ้วน และสวมเสื้อคลุมสีขาว ด้วยสภาวะของสงครามที่ทำให้ผู้คนเครียดและหวาดระแวงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้ข่าวการบุกรุกซึ่งปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์เช้าวันนั้นสร้างความหวาดภวาให้กับผู้คนมากขึ้นไปอีก และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ช่างตัดผมปีศาจได้เริ่มก่อคดีอีกครั้ง โดยคราวนี้เหยื่อคือเด็กหญิง แครอล เพตตี้ (Carol Peattie) อายุ 6 ขวบ ช่างตัดผมปีศาจบุกเข้าทางหน้าต่างเช่นเคย ก่อนจะตัดปอยผมของเธอออกไป โดยทิ้งหลักฐานเอาไว้เพียงรอยเท้าเปื้อนดินบนขอบหน้าต่างเท่านั้น ซึ่งหลังจากเกิดเหตุไม่กี่วัน ช่างตัดผมปีศาจ ก็ได้ก่อเหตุอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับแตกต่างจาก 2 ครั้งแรก เพราะมีความรุนแรงเกิดขึ้น จากรายงานระบุว่า ครอบครัวเฮย์เดลเบิร์ก (Heidelberg) ถูกช่างตัดผมปีศาจบุกรุกเข้ามา แต่เขาไม่ได้มาเพื่อตัดผมเช่นเคย ครั้งนี้เขากลับใช้ท่อเหล็กทำร้ายสองสามีภรรยาระหว่างที่หลับอยู่บนเตียง ทำให้ฟันหน้าของคุณนายเฮย์เดลเบิร์กหัก...

New Balance หันมาเปิดผับ โดยถ้าจะดื่มต้องเอา “ไมล์วิ่ง” มาแลก “เบียร์”

New Balance แบรนด์รองเท้ากีฬาชื่อดัง ได้ออกแคมเปญใหม่ที่ทำให้นักกีฬาขาดื่มทุกคนหัวใจพองโต นั่นคือการเปิดผับที่คุณสามารถใช้ "ไมล์วิ่งสะสมของคุณมาแลกเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ได้" โดยผับแห่งนี้มีชื่อว่า The Runaway     โดยนิวบาลานซ์ได้จับมือกับแอปพลิเคชันออกกำลังกาย Strava ซึ่งการจะเข้าไปดื่มที่ผับแห่งนี้ก็มีเงื่อนไขง่าย ๆ นั่นคือ ต้องใช้ระยะทางในการวิ่งที่ถูกเก็บสะสมในแอพมาแลกเป็นเครื่องดื่ม โดยที่ภายในร้านยังมียิมที่คุณสามารถเข้าไปออกกำลังกายได้อีกด้วย ร้านตั้งอยู่ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษนะจ๊ะ ซึ่งถ้าคุณได้ลงทะเบียนเข้าร่วมแคมเปญแล้ว ภายในแอปฯจะปรากฏ Challenge ท้าทายมากมาย เช่น เพียงแค่วิ่งในระยะทาง 10 กิโลเมตร หรือ 21 กิโลเมตร ถ้าวิ่งได้ครึ่งหนึ่งของแต่ละระยะทาง ก็จะได้รับเบียร์ 2 แก้ว และถ้าวิ่งได้เต็มระยะทางก็จะได้รับเบียร์ 3 แก้ว ไปแบบฟรี ๆ โดยขณะนี้มีผู้เข้าร่วมแคมเปญนี้แล้วกว่า 8,000 คน ส่วนเบียร์และไวน์ในร้านยังถูกผลิตออกมาเป็นสูตรสำหรับนักวิ่งโดยเฉพาะอีกด้วย     "สถานที่แห่งนี้เปรียบเสมือนคอมมูนิตี้ที่พร้อมจะมอบรางวัลให้สำหรับคนที่อยากหลุดพ้น คุณสามารถเข้ามาใช้เวลาสังสรรค์ รับคำแนะนำ และปรึกษากับผู้อื่นที่สนใจในสิ่งเดียวกันกับคุณได้" - ซาแมนตา แมธทิว หัวหน้าฝ่ายการตลาด New Balance ประจำ UK กล่าว อ่านต่อ - หลุยส์ วิตตอง แบรนด์แฟชั่นชื่อดัง ลงทุนจ้าง "หมอผี-(Shaman)" เพื่อทำพิธีไล่ฝน