“ซากเรือโนอาห์” ที่ค้นพบบนยอดเขา “อารารัตในตำนาน” เป็นของจริงหรือหรือปลอม ?

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า “บทความนี้ไม่มีข้อสรุปว่าเป็นของจริงหรือไม่ ?” เพราะตอนนี้นักวิจัยกำลังทำการตรวจสอบกันอย่างเข้มข้น แต่ดันติดปัญหาเรื่องความหนาวเย็น ความปลอดภัย และไวรัส จึงทำให้ต้องพักภารกิจไว้กลางคัน ซึ่งหากใครสนใจอยากรับรู้ข้อมูลของการสืบเสาะหาคำตอบเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นของจริง ก็สามารถอ่านข้อมูลด้านล่างนี้ต่อได้เลย (ยาวหน่อยนะครับ แต่พยายามเขียนเน้นเนื้อมากที่สุด)

(ซ้าย – ภาพถ่ายมุมสูงของการค้นพบครั้งแรก) (ขวา – ถ่ายเมื่อ 1987)

เรือโนอาห์ (Noah’s Ark) คือเรือในตำนานที่ปรากฎอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเรือลำนี้เป็นเพียงเรื่องเล่าในตำนานเท่านั้น จนกระทั่งปี ค.ศ.1959 ได้มีการค้นพบสิ่งก่อสร้างคล้ายเรือ ที่มีความยาวร่วมร้อยเมตร ณ บริเวณยอดเขาอารารัตที่มีหิมะปกคลุมเกือบตลอดทั้งปี (Ararat) เพราะอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 4,000 เมตร

การค้นพบในครั้งนี้ จึงเป็นตัวจุดประกายให้เกิดการตั้งภารกิจที่ทำมาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี เพื่อพิสูจน์ว่ามันคือเรือโนอาห์ของจริงหรือเป็นเพียงเรือลำหนึ่งที่บังเอิญเหมือนเรือในตำนานเท่านั้น ? ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนทั่วโลกกำลังรอคำตอบอยู่ครับ

ซึ่งการหาคำตอบ ก็มีอุปสรรคมากมายแต่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คงเป็นสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างรุนแรง จึงทำให้ไม่อาจขุดค้นได้ในช่วงฤดูหนาว อีกทั้งยังเป็นพื้นที่สีแดงเนื่องจากอยู่ติดกับชายแดนทำให้การดูแลทีมงานเป็นไปได้ยาก และก็น่าแปลกที่แม้ว่าทางการตุรกีจะต้องการให้ยูเนสโก้ขึ้นทะเบียนวัตถุดังกล่าวเป็นมรดกโลก แต่ก็ไม่ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งงบการดูแล และงบในภารกิจทางรัฐบาลก็แทบไม่ได้ให้การช่วยเหลือเลย

1987/1988 ภาพจาก ABCNEWS4

กระทั่งปี ค.ศ.1987 นักสำรวจชื่อดัง รอน วายแอต พร้อมด้วยทีมวิจัยจากม.เออซูรัมอตาเติร์ค (ตุรกี) และม.แคลิฟอร์เนีย (อเมริกา) ได้ตัดสินใจเผยแพร่ทั้งภาพถ่ายและคลิปวีดีโอออกสู่สายตาสาธารณชนทั่วโลก เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เราได้ทราบว่า การค้นหาโบราณวัตถุด้วยเรดาห์ก็มีประสิทธิภาพอยู่ไม่น้อย และเรือนั้นถูกสร้างโดยไม้ที่เก่ามากจนตอนนี้กลายเป็นหินทั้งหมดแล้ว ส่วนการยึดติดนั้นก็ใช้หมุดเหล็กเป็นตัวเชื่อมยึดติด ซึ่งแม้ว่าการค้นพบในปีนั้นจะบอกอะไรไม่ได้มาก แต่ก็ทำให้ภารกิจในครั้งนี้มีงบสนับสนุนเข้ามามากมาย จึงสามารถปฏิบัติภารกิจได้ต่อไป

ต่อมาในปี 2010 คณะนักสำรวจชาวจีนและตุรกีกลุ่มหนึ่งได้อ้างว่า สามารถเดินทางเข้าไปถึงด้านในเรือสำเร็จแล้ว (เข้าไปยังไงอันนี้ไม่ทราบ) และก็ได้เผยแพร่ภาพภายในซึ่งเป็นโครงสร้างไม้ แต่คลิปและภาพถ่ายเหล่านั้น ก็ไม่ได้รับการยืนยันจากทีมวิจัยอย่างเป็นทางการ (ซึ่งตอนนี้หาไม่เจอแล้ว) จึงอาจเป็นไปได้ว่า ทีมชุดนั้นเป็นคนละหน่วยงานกัน และอาจเข้ามาในช่วงฤดูหนาวซึ่งทีมวิจัยไม่ได้ทำงานก็เป็นได้ ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีคนทราบถึงเจตนาที่แท้จริงของทีมวิจัยชุดนั้น

ภาพจำลอง 3D โดย แอนดรูว โจนส์ และ จอห์น ลาร์เซน

กระทั่งปี 2017 ทีมวิจัยชุดแรกได้ยกเครื่องเปลี่ยนวิธีการสำรวจใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่จะต้องลงพื้นที่ คอยถ่ายภาพแต่ละส่วนและใช้เรดาห์ที่ความคลาดเคลื่อนสูง ทางทีมได้เปลี่ยนไปใช้วิธีตรวจสอบโดยใช้คลื่นเสียง จนทำให้สามารถสร้างภาพจำลอง 3D ที่สมบูรณ์ และยังทำให้ทราบข้อมูลพื้นฐานที่แม่นยำที่สุดของวัตถุชิ้นนี้ นั่นคือ

มีความยาว 157 เมตร สูง 13.7 เมตร กว้าง 26 เมตร ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเรือไททานิคที่บรรทุกคนได้ทั้งหมด 3,350 คน ประมาณ 2.5 เท่า ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวยังมีที่ละเอียดกว่านี้มาก เพราะรายงานมีจำนวนทั้งหมด 80 หน้าครับผม

เซม เซอเทเซน ผู้อำนวยการในการสร้างเอกสารเกี่ยวกับเรือโนอาห์ จากภาพกำลังถือโมเดลที่สร้างขึ้นจากภาพ 3D ที่พบ โดยจุดสำคัญคือ เรือลำดังกล่าว มีประตูทางเข้าออกอยู่ทางซ้ายและขวาของลำตัวเรือเหมือนกับเรือโนอาห์ในไบเบิลด้วย

และหลังจาก เซม เซอเทเซน ผู้อำนวยการฝ่ายเอกสารเกี่ยวกับเรือโนอาห์ได้ดูแบบจำลอง 3D อย่างละเอียด เขากล่าวถึงความเป็นไปได้ว่า “เรือลำนี้มีลักษณะหลายอย่างตรงกับเรือโนอาร์ในพระคัมภีรณ์อย่างเหลือชื่อ อีกทั้งหลังจากการตรวจสอบคาร์บอน พบว่าไม้เหล่านั้นมีอายุ 4,800 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เรือโนอาห์ถูกระบุว่ามีอยู่บนโลก แต่ก็ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่ามันคือเรือในตำนานจริง ๆ เพราะความกว้างของเรือที่ไม่สอดคล้องกัน และเรายังไม่ทราบถึงโครงสร้างภายใน ว่ามันใช้บรรทุกสัตว์หลายชนิดได้จริงหรือไม่ อีกทั้งเรายังไม่เข้าใจจริง ๆ ว่า เรือลำนี้มาอยู่ใต้ดินได้อย่างไร เราต้องการข้อมูลมากกว่านี้”

ซึ่งล่าสุดปี 2019 หนังสือพิมพ์เดลี่ซาบาห์ รายงานว่า หลังจากทีมวิจัยของคุณ เซม เซอเทเซน เผยแพร่ผลการค้นพบออกไป ทางทีมงานของคุณ อาเธอร์ แบรนเดนเบอร์เกอร์ จากมหาวิทยาลัยโอไฮโอ ก็ได้ยื่นเรื่องขออนุญาตจากฝ่ายทหารเพื่อเข้าไปศึกษาในพื้นที่ร่วมกับทีมของเซอเทเซน แต่ตอนนี้ก็ต้องหยุดภารกิจไว้ เพราะอุปสรรคจากทั้งความเย็นและไวรัสโควิดนั่นเอง

(1 – ภาพแสดงถึงการเรียกสรรพสัตว์ขึ้นเรือ) (2 – ภาพ 3D ใต้ท้องเรือ) (3- Ekrem Akurgal นักโบราณคดีชาวตุรกี ภาพถ่ายเมื่อ 1994)

ทั้งนี้ เรือโนอาห์ ที่ถูกกล่าวถึงในพระธรรมปฐมกาล บทที่ 6 ก่อนที่พระเจ้าจะทรงทำลายมนุษย์ด้วยการทำให้น้ำท่วมโลก มีลักษณะดังนี้ ยาว 150 เมตร , กว้าง 25 เมตร , สูง 15 เมตร , ภายในเรือมีทั้งหมด 3 ชั้น และสัตว์ที่มีโอกาสได้หนีตายขึ้นเรือคือสัตว์ทุกชนิดบนโลก ชนิดละ 1 คู่ (2 ตัว) ซึ่งหากลองคำนวณเล่น ๆ ว่า โลกมีสัตว์บกประมาณ 6.5 ล้านสปีชีส์ ต่อให้ลดน้ำหนักเหลือเพียงตัวละ 1 กิโลกรัม หากนำมาอย่างละ 1 ตัว ก็ยังหนักมากถึง 65,000 ตัน เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำหนักที่คาดว่าเรือลำนี้จะบรรทุกได้ราว 2,000 ตัน จะเห็นได้ว่า เรือบนหุบเขาอารารัตลำนี้ไม่สามารถบรรทุกสัตว์ทั้งหมดขึ้นเรือได้ตามหลักการวิทยาศาสตร์ครับผม

(เอาล่ะอย่าเพิ่งดราม่า ข้อความย่อหน้าด้านบนเป็นเพียงการคำนวณเล่น ๆ เท่านั้น เพราะสื่อหลายสำนักก็ระบุว่า โนอาห์ไม่ได้นำสัตว์ทุกชนิดบนโลกขึ้นเรือ แต่เลือกนำขึ้นเรือเพียง 4 หมื่นตัวเท่านั้น) จบแล้วครับผม หากชอบเรื่องราว เจ๋ง ๆ ยาว ๆ แบบนี้ อย่าลืมรีวิวในเพจให้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับบบบบ

Fact – นอกจากบันทึกในคัมภีร์ไบเบิลแล้ว ตำนานน้ำท่วมโลก (Apocalyptic events) ยังปรากฎอยู่ในอีกหลายอารยธรรมโบราณ เช่น สุเมเรียน เมโสโปเตเมีย กรีก จีน ยูดาย รวมทั้งในคัมภีร์อัลกุรอานของศาสนาอิสลามก็มีการกล่าวถึงตำนานการล่มสลายของอารยธรรมมนุษย์ด้วยน้ำจำนวนมหาศาลรูปแบบนี้ทั้งสิ้น